# บ้านหลังสุดท้ายในหมู่บ้าน
มีหมู่บ้านเก่าแห่งหนึ่งตั้งอยู่กลางหุบเขา ชาวบ้านส่วนใหญ่ย้ายออกไปหมดแล้ว เพราะมีข่าวลือว่าหลังพระอาทิตย์ตก จะมีคนแปลกหน้าเดินออกมาจากบ้านหลังสุดท้ายของหมู่บ้าน
ต้นเป็นชายหนุ่มที่เดินทางมาหาญาติในพื้นที่ วันหนึ่งรถของเขาเสียกลางทาง เขาจึงต้องเดินเท้าไปหาคนช่วย
ระหว่างเดินผ่านหมู่บ้าน เขาพบบ้านไม้หลังหนึ่งเปิดประตูทิ้งไว้ จึงตัดสินใจเข้าไปขอความช่วยเหลือ
ภายในบ้านมีชายชรานั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ แกกำลังสูบบุหรี่และมองออกไปนอกหน้าต่าง
ต้นยกมือไหว้และขอใช้โทรศัพท์
ชายชราไม่ตอบ แต่ชี้ไปที่โทรศัพท์เครื่องเก่าบนโต๊ะ
ต้นหยิบขึ้นมาโทรหาญาติ แต่กลับไม่มีสัญญาณ
เขาจึงถามชายชราว่า
“ลุงครับ แถวนี้มีบ้านคนอยู่ไหมครับ”
ชายชราตอบโดยไม่หันมามอง
“มีสิ อยู่กันเต็มหมู่บ้าน”
ต้นมองออกไปนอกหน้าต่าง แต่กลับเห็นบ้านทุกหลังปิดประตูสนิท ไม่มีแสงไฟแม้แต่ดวงเดียว
เขาจึงถามต่อว่า
“แล้วทำไมไม่มีใครออกมาเลยครับ”
ชายชราหัวเราะเบา ๆ
“เพราะพวกเขากำลังรอคนมาแทนที่”
ต้นเริ่มรู้สึกไม่ดี จึงขอตัวกลับ
แต่ก่อนออกจากบ้าน ชายชรากลับเรียกเขาไว้
“คืนนี้อย่าเดินผ่านหน้าบ้านหลังสุดท้ายล่ะ”
ต้นถามว่าทำไม
ชายชราจึงตอบว่า
“เพราะบ้านหลังนั้นเป็นบ้านของเอ็ง”
ต้นหัวเราะอย่างไม่เชื่อ แล้วเดินออกจากบ้านไป
เขาเดินจนถึงถนนใหญ่ แต่ไม่ว่าจะเดินไปทางไหน ก็กลับมาที่เดิมทุกครั้ง
สุดท้ายเขาตัดสินใจเดินไปยังบ้านหลังสุดท้ายของหมู่บ้าน
บ้านหลังนั้นเป็นบ้านไม้สองชั้น มีประตูเปิดแง้มอยู่
ภายในมีรูปถ่ายครอบครัวตั้งอยู่บนโต๊ะ
ต้นหยิบรูปขึ้นมาดู แล้วต้องตกใจสุดขีด
เพราะในรูปมีชายชราคนเดิมยืนอยู่ข้างเด็กชายคนหนึ่ง
เด็กคนนั้นมีใบหน้าเหมือนต้นทุกประการ
ด้านหลังรูปมีข้อความเขียนไว้ว่า
‘งานศพของครอบครัว เมื่อ 30 ปีก่อน’
ทันใดนั้น มีเสียงชายชราดังขึ้นจากด้านหลัง
“จำได้หรือยังลูก”
ต้นหันไปมอง
ชายชรายืนอยู่ตรงประตู และใบหน้าของแกเริ่มมีรอยไหม้ดำ
“บ้านหลังนี้ไฟไหม้เมื่อสามสิบปีก่อน พ่อกับแม่ของเอ็งเสียชีวิตหมดแล้ว”
ต้นส่ายหน้าและพยายามวิ่งหนี
แต่ชายชราพูดต่อว่า
“เอ็งเองก็อยู่ในบ้านหลังนั้นด้วย”
ต้นทรุดลงกับพื้น ภาพความทรงจำบางอย่างเริ่มย้อนกลับมา
เขาจำได้ว่าเคยเป็นเด็กชายที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ และเสียชีวิตพร้อมครอบครัวในเหตุไฟไหม้
แล้วคนที่กำลังเดินทางมาหาญาติในวันนี้เป็นใครกันแน่
ทันใดนั้น ประตูบ้านทุกหลังในหมู่บ้านก็เปิดออกพร้อมกัน
มีผู้คนจำนวนมากยืนอยู่หน้าบ้าน
ทุกคนหันมามองต้นเป็นตาเดียว
ชายชรายิ้มก่อนพูดว่า
“กลับบ้านได้แล้วลูก ทุกคนรอเอ็งอยู่”
รุ่งเช้า ชาวบ้านจากหมู่บ้านใกล้เคียงพบรถยนต์คันหนึ่งจอดเสียอยู่ริมถนน
ภายในรถมีโทรศัพท์มือถือและกระเป๋าเดินทาง
แต่ไม่มีคนขับ
ส่วนหมู่บ้านร้างกลางหุบเขา...
คืนนั้นมีแสงไฟสว่างขึ้นจากบ้านทุกหลังอีกครั้ง
บ้านหลังสุดท้ายในหมู่บ้าน
มีหมู่บ้านเก่าแห่งหนึ่งตั้งอยู่กลางหุบเขา ชาวบ้านส่วนใหญ่ย้ายออกไปหมดแล้ว เพราะมีข่าวลือว่าหลังพระอาทิตย์ตก จะมีคนแปลกหน้าเดินออกมาจากบ้านหลังสุดท้ายของหมู่บ้าน
ต้นเป็นชายหนุ่มที่เดินทางมาหาญาติในพื้นที่ วันหนึ่งรถของเขาเสียกลางทาง เขาจึงต้องเดินเท้าไปหาคนช่วย
ระหว่างเดินผ่านหมู่บ้าน เขาพบบ้านไม้หลังหนึ่งเปิดประตูทิ้งไว้ จึงตัดสินใจเข้าไปขอความช่วยเหลือ
ภายในบ้านมีชายชรานั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ แกกำลังสูบบุหรี่และมองออกไปนอกหน้าต่าง
ต้นยกมือไหว้และขอใช้โทรศัพท์
ชายชราไม่ตอบ แต่ชี้ไปที่โทรศัพท์เครื่องเก่าบนโต๊ะ
ต้นหยิบขึ้นมาโทรหาญาติ แต่กลับไม่มีสัญญาณ
เขาจึงถามชายชราว่า
“ลุงครับ แถวนี้มีบ้านคนอยู่ไหมครับ”
ชายชราตอบโดยไม่หันมามอง
“มีสิ อยู่กันเต็มหมู่บ้าน”
ต้นมองออกไปนอกหน้าต่าง แต่กลับเห็นบ้านทุกหลังปิดประตูสนิท ไม่มีแสงไฟแม้แต่ดวงเดียว
เขาจึงถามต่อว่า
“แล้วทำไมไม่มีใครออกมาเลยครับ”
ชายชราหัวเราะเบา ๆ
“เพราะพวกเขากำลังรอคนมาแทนที่”
ต้นเริ่มรู้สึกไม่ดี จึงขอตัวกลับ
แต่ก่อนออกจากบ้าน ชายชรากลับเรียกเขาไว้
“คืนนี้อย่าเดินผ่านหน้าบ้านหลังสุดท้ายล่ะ”
ต้นถามว่าทำไม
ชายชราจึงตอบว่า
“เพราะบ้านหลังนั้นเป็นบ้านของเอ็ง”
ต้นหัวเราะอย่างไม่เชื่อ แล้วเดินออกจากบ้านไป
เขาเดินจนถึงถนนใหญ่ แต่ไม่ว่าจะเดินไปทางไหน ก็กลับมาที่เดิมทุกครั้ง
สุดท้ายเขาตัดสินใจเดินไปยังบ้านหลังสุดท้ายของหมู่บ้าน
บ้านหลังนั้นเป็นบ้านไม้สองชั้น มีประตูเปิดแง้มอยู่
ภายในมีรูปถ่ายครอบครัวตั้งอยู่บนโต๊ะ
ต้นหยิบรูปขึ้นมาดู แล้วต้องตกใจสุดขีด
เพราะในรูปมีชายชราคนเดิมยืนอยู่ข้างเด็กชายคนหนึ่ง
เด็กคนนั้นมีใบหน้าเหมือนต้นทุกประการ
ด้านหลังรูปมีข้อความเขียนไว้ว่า
‘งานศพของครอบครัว เมื่อ 30 ปีก่อน’
ทันใดนั้น มีเสียงชายชราดังขึ้นจากด้านหลัง
“จำได้หรือยังลูก”
ต้นหันไปมอง
ชายชรายืนอยู่ตรงประตู และใบหน้าของแกเริ่มมีรอยไหม้ดำ
“บ้านหลังนี้ไฟไหม้เมื่อสามสิบปีก่อน พ่อกับแม่ของเอ็งเสียชีวิตหมดแล้ว”
ต้นส่ายหน้าและพยายามวิ่งหนี
แต่ชายชราพูดต่อว่า
“เอ็งเองก็อยู่ในบ้านหลังนั้นด้วย”
ต้นทรุดลงกับพื้น ภาพความทรงจำบางอย่างเริ่มย้อนกลับมา
เขาจำได้ว่าเคยเป็นเด็กชายที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ และเสียชีวิตพร้อมครอบครัวในเหตุไฟไหม้
แล้วคนที่กำลังเดินทางมาหาญาติในวันนี้เป็นใครกันแน่
ทันใดนั้น ประตูบ้านทุกหลังในหมู่บ้านก็เปิดออกพร้อมกัน
มีผู้คนจำนวนมากยืนอยู่หน้าบ้าน
ทุกคนหันมามองต้นเป็นตาเดียว
ชายชรายิ้มก่อนพูดว่า
“กลับบ้านได้แล้วลูก ทุกคนรอเอ็งอยู่”
รุ่งเช้า ชาวบ้านจากหมู่บ้านใกล้เคียงพบรถยนต์คันหนึ่งจอดเสียอยู่ริมถนน
ภายในรถมีโทรศัพท์มือถือและกระเป๋าเดินทาง
แต่ไม่มีคนขับ
ส่วนหมู่บ้านร้างกลางหุบเขา...
คืนนั้นมีแสงไฟสว่างขึ้นจากบ้านทุกหลังอีกครั้ง