เรื่องนี้เกิดขึ้นในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งทางภาคอีสาน
มีชายชราคนหนึ่งชื่อว่า ตาเพิ่ม เสียชีวิตหลังจากนอนป่วยติดเตียงมานานหลายเดือน ครอบครัวจึงจัดงานศพไว้ที่บ้านตามประเพณี โดยกำหนดวันเผาไว้ในอีกสามวันข้างหน้า
คืนแรกของงานศพ ทุกอย่างเป็นไปตามปกติ ชาวบ้านมานั่งกินข้าว พูดคุย และช่วยกันเฝ้าโลงศพ
จนกระทั่งเวลาประมาณตีสอง
หลานชายของผู้ตายชื่อแมน ซึ่งรับหน้าที่เฝ้าศพอยู่หน้าบ้าน ได้ยินเสียงดังมาจากในโลง
ก๊อก...
ก๊อก...
ก๊อก...
แมนคิดว่าตัวเองหูฝาด จึงลุกไปดูใกล้ ๆ
ทันใดนั้น เสียงชายชราก็ดังขึ้นจากในโลง
“แมน...เปิดให้ตาหน่อย”
แมนตัวแข็งทันที
เสียงนั้นเป็นเสียงของตาเพิ่มอย่างไม่มีผิดเพี้ยน
เขารีบวิ่งไปปลุกพ่อกับแม่ แต่เมื่อทุกคนกลับมาถึง เสียงนั้นก็หายไปแล้ว
พ่อของแมนสั่งห้ามไม่ให้เขาเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง พร้อมกำชับว่า
“ถ้าคืนนี้ได้ยินอีก อย่าตอบ อย่าเข้าใกล้โลงเด็ดขาด”
แมนสงสัยว่าพ่อรู้เรื่องอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่กล้าถาม
คืนที่สอง เวลาตีสองตรง เสียงเคาะโลงก็ดังขึ้นอีก
คราวนี้ไม่ได้มีแค่เสียงเคาะ
แต่มีเสียงเล็บขูดไม้ดังยาวไปตามฝาโลง
ครืด...
ครืด...
ครืด...
ตามด้วยเสียงของตาเพิ่ม
“แมน...ทำไมไม่ช่วยตา”
แมนรีบเอาผ้าห่มคลุมหัว
แต่เสียงนั้นกลับดังขึ้นใกล้กว่าเดิม
“ตาหนาวเหลือเกินลูก”
เช้าวันต่อมา แมนสังเกตเห็นว่าพ่อของเขาหน้าซีดและแทบไม่พูดกับใคร
เมื่อถามถึงสาเหตุ พ่อกลับตอบเพียงว่า
“พรุ่งนี้เผาให้เสร็จ ทุกอย่างจะได้จบ”
คืนสุดท้ายก่อนวันเผา มีคนมาร่วมงานศพน้อยกว่าทุกคืน เพราะชาวบ้านหลายคนอ้างว่าฝันร้ายเหมือนกันหมด
ในฝัน พวกเขาเห็นตาเพิ่มยืนอยู่หน้าบ้านและพูดประโยคเดียวกันว่า
“พรุ่งนี้อย่าเผาตา”
แมนตัดสินใจนั่งเฝ้าโลงเพียงลำพัง เขาอยากรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตาของตัวเอง
เวลาประมาณตีหนึ่ง ไฟในบ้านกะพริบแล้วดับลง
เหลือเพียงแสงเทียนหน้าโลง
จากนั้นฝาโลงก็ค่อย ๆ สั่น
กึก...
กึก...
กึก...
แมนถอยหลังจนชนผนัง
เสียงตาเพิ่มดังขึ้นอีกครั้ง
“แมน...ตาไม่ได้ตาย”
แมนร้องถามทั้งน้ำตา
“แล้วตาอยู่ในโลงได้ยังไง!”
ทุกอย่างเงียบลง
ก่อนเสียงนั้นจะตอบว่า
“ถามพ่อเอ็งดูสิ”
แมนรีบวิ่งไปปลุกพ่อ
เมื่อพ่อได้ยินเรื่องทั้งหมด เขาก็ทรุดลงกับพื้นและร้องไห้
ในที่สุด พ่อก็ยอมเล่าความจริงว่า หลายปีก่อน ตาเพิ่มเคยมีปัญหากับคนในหมู่บ้านเรื่องที่ดิน และเคยขู่ว่าจะเปิดโปงความลับของครอบครัว
คืนก่อนตาเสียชีวิต พ่อของแมนเป็นคนสุดท้ายที่เข้าไปในห้องของตา
แต่พ่อปฏิเสธมาตลอดว่าไม่ได้ทำอะไร
แมนถามด้วยเสียงสั่น
“พ่อ...ตายังมีชีวิตอยู่ตอนถูกใส่โลงหรือเปล่า?”
พ่อไม่ตอบ
ทันใดนั้น เสียงเคาะก็ดังขึ้นจากในโลงสามครั้ง
แล้วมีเสียงพูดชัดเจนว่า
“ลูกเอ๊ย...ตาให้อภัยเอ็ง”
แมนหันไปมองพ่อ
พ่อร้องไห้หนักกว่าเดิม ก่อนคุกเข่าลงหน้าโลง
“พ่อขอโทษ...พ่อไม่ได้ตั้งใจ”
ทันใดนั้น ฝาโลงก็เลื่อนเปิดออกเองเล็กน้อย
ทุกคนที่อยู่ในบ้านต่างวิ่งหนีด้วยความตกใจ
แต่แมนกลับยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น
เพราะสิ่งที่เขาเห็นในโลงไม่ใช่ศพตาเพิ่ม
ข้างในมีเพียงผ้าขาวพับอยู่หนึ่งผืน
เช้าวันรุ่งขึ้น ชาวบ้านมาช่วยกันยกโลงไปวัด แต่เมื่อเปิดตรวจสอบตามคำขอของเจ้าหน้าที่ กลับพบว่าโลงว่างเปล่าตั้งแต่แรก
ไม่มีใครรู้ว่าศพหายไปไหน
หลังจากวันนั้น พ่อของแมนก็ป่วยหนักและเสียชีวิตในอีกไม่กี่เดือนต่อมา
ก่อนสิ้นใจ เขาจับมือแมนแล้วกระซิบว่า
“ถ้าตากลับมาอีก อย่าเปิดประตูให้ตานะลูก”
คืนนั้น แมนได้ยินเสียงคนเคาะประตูบ้าน
ก๊อก...
ก๊อก...
ก๊อก...
พร้อมเสียงชายชราที่คุ้นเคย
“แมน...ตากลับมาแล้ว”
แมนมองผ่านช่องประตู
ด้านนอกไม่มีใคร
แต่เมื่อเขาก้มลงมองพื้น เขากลับเห็นเงาของคนสองคนยืนอยู่หน้าประตู
เงาหนึ่งเป็นของชายชรา
อีกเงาหนึ่ง...
เป็นเงาของพ่อที่เสียชีวิตไปแล้ว
.
.
.
ศพในโลงที่ไม่มีใครกล้าเผา
มีชายชราคนหนึ่งชื่อว่า ตาเพิ่ม เสียชีวิตหลังจากนอนป่วยติดเตียงมานานหลายเดือน ครอบครัวจึงจัดงานศพไว้ที่บ้านตามประเพณี โดยกำหนดวันเผาไว้ในอีกสามวันข้างหน้า
คืนแรกของงานศพ ทุกอย่างเป็นไปตามปกติ ชาวบ้านมานั่งกินข้าว พูดคุย และช่วยกันเฝ้าโลงศพ
จนกระทั่งเวลาประมาณตีสอง
หลานชายของผู้ตายชื่อแมน ซึ่งรับหน้าที่เฝ้าศพอยู่หน้าบ้าน ได้ยินเสียงดังมาจากในโลง
ก๊อก...
ก๊อก...
ก๊อก...
แมนคิดว่าตัวเองหูฝาด จึงลุกไปดูใกล้ ๆ
ทันใดนั้น เสียงชายชราก็ดังขึ้นจากในโลง
“แมน...เปิดให้ตาหน่อย”
แมนตัวแข็งทันที
เสียงนั้นเป็นเสียงของตาเพิ่มอย่างไม่มีผิดเพี้ยน
เขารีบวิ่งไปปลุกพ่อกับแม่ แต่เมื่อทุกคนกลับมาถึง เสียงนั้นก็หายไปแล้ว
พ่อของแมนสั่งห้ามไม่ให้เขาเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง พร้อมกำชับว่า
“ถ้าคืนนี้ได้ยินอีก อย่าตอบ อย่าเข้าใกล้โลงเด็ดขาด”
แมนสงสัยว่าพ่อรู้เรื่องอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่กล้าถาม
คืนที่สอง เวลาตีสองตรง เสียงเคาะโลงก็ดังขึ้นอีก
คราวนี้ไม่ได้มีแค่เสียงเคาะ
แต่มีเสียงเล็บขูดไม้ดังยาวไปตามฝาโลง
ครืด...
ครืด...
ครืด...
ตามด้วยเสียงของตาเพิ่ม
“แมน...ทำไมไม่ช่วยตา”
แมนรีบเอาผ้าห่มคลุมหัว
แต่เสียงนั้นกลับดังขึ้นใกล้กว่าเดิม
“ตาหนาวเหลือเกินลูก”
เช้าวันต่อมา แมนสังเกตเห็นว่าพ่อของเขาหน้าซีดและแทบไม่พูดกับใคร
เมื่อถามถึงสาเหตุ พ่อกลับตอบเพียงว่า
“พรุ่งนี้เผาให้เสร็จ ทุกอย่างจะได้จบ”
คืนสุดท้ายก่อนวันเผา มีคนมาร่วมงานศพน้อยกว่าทุกคืน เพราะชาวบ้านหลายคนอ้างว่าฝันร้ายเหมือนกันหมด
ในฝัน พวกเขาเห็นตาเพิ่มยืนอยู่หน้าบ้านและพูดประโยคเดียวกันว่า
“พรุ่งนี้อย่าเผาตา”
แมนตัดสินใจนั่งเฝ้าโลงเพียงลำพัง เขาอยากรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตาของตัวเอง
เวลาประมาณตีหนึ่ง ไฟในบ้านกะพริบแล้วดับลง
เหลือเพียงแสงเทียนหน้าโลง
จากนั้นฝาโลงก็ค่อย ๆ สั่น
กึก...
กึก...
กึก...
แมนถอยหลังจนชนผนัง
เสียงตาเพิ่มดังขึ้นอีกครั้ง
“แมน...ตาไม่ได้ตาย”
แมนร้องถามทั้งน้ำตา
“แล้วตาอยู่ในโลงได้ยังไง!”
ทุกอย่างเงียบลง
ก่อนเสียงนั้นจะตอบว่า
“ถามพ่อเอ็งดูสิ”
แมนรีบวิ่งไปปลุกพ่อ
เมื่อพ่อได้ยินเรื่องทั้งหมด เขาก็ทรุดลงกับพื้นและร้องไห้
ในที่สุด พ่อก็ยอมเล่าความจริงว่า หลายปีก่อน ตาเพิ่มเคยมีปัญหากับคนในหมู่บ้านเรื่องที่ดิน และเคยขู่ว่าจะเปิดโปงความลับของครอบครัว
คืนก่อนตาเสียชีวิต พ่อของแมนเป็นคนสุดท้ายที่เข้าไปในห้องของตา
แต่พ่อปฏิเสธมาตลอดว่าไม่ได้ทำอะไร
แมนถามด้วยเสียงสั่น
“พ่อ...ตายังมีชีวิตอยู่ตอนถูกใส่โลงหรือเปล่า?”
พ่อไม่ตอบ
ทันใดนั้น เสียงเคาะก็ดังขึ้นจากในโลงสามครั้ง
แล้วมีเสียงพูดชัดเจนว่า
“ลูกเอ๊ย...ตาให้อภัยเอ็ง”
แมนหันไปมองพ่อ
พ่อร้องไห้หนักกว่าเดิม ก่อนคุกเข่าลงหน้าโลง
“พ่อขอโทษ...พ่อไม่ได้ตั้งใจ”
ทันใดนั้น ฝาโลงก็เลื่อนเปิดออกเองเล็กน้อย
ทุกคนที่อยู่ในบ้านต่างวิ่งหนีด้วยความตกใจ
แต่แมนกลับยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น
เพราะสิ่งที่เขาเห็นในโลงไม่ใช่ศพตาเพิ่ม
ข้างในมีเพียงผ้าขาวพับอยู่หนึ่งผืน
เช้าวันรุ่งขึ้น ชาวบ้านมาช่วยกันยกโลงไปวัด แต่เมื่อเปิดตรวจสอบตามคำขอของเจ้าหน้าที่ กลับพบว่าโลงว่างเปล่าตั้งแต่แรก
ไม่มีใครรู้ว่าศพหายไปไหน
หลังจากวันนั้น พ่อของแมนก็ป่วยหนักและเสียชีวิตในอีกไม่กี่เดือนต่อมา
ก่อนสิ้นใจ เขาจับมือแมนแล้วกระซิบว่า
“ถ้าตากลับมาอีก อย่าเปิดประตูให้ตานะลูก”
คืนนั้น แมนได้ยินเสียงคนเคาะประตูบ้าน
ก๊อก...
ก๊อก...
ก๊อก...
พร้อมเสียงชายชราที่คุ้นเคย
“แมน...ตากลับมาแล้ว”
แมนมองผ่านช่องประตู
ด้านนอกไม่มีใคร
แต่เมื่อเขาก้มลงมองพื้น เขากลับเห็นเงาของคนสองคนยืนอยู่หน้าประตู
เงาหนึ่งเป็นของชายชรา
อีกเงาหนึ่ง...
เป็นเงาของพ่อที่เสียชีวิตไปแล้ว
.
.
.