ศาลพระภูมิที่ไม่มีเจ้าของ

หลังจากแต่งงาน ผมกับภรรยาตัดสินใจซื้อบ้านมือสองหลังหนึ่งในหมู่บ้านเก่า บ้านหลังนี้ราคาถูกกว่าหลังอื่นมาก เพราะเจ้าของเดิมรีบขายและย้ายออกไปโดยไม่บอกเหตุผล

สิ่งแรกที่ผมสังเกตเห็นคือศาลพระภูมิหน้าบ้าน

มันเป็นศาลไม้เก่า ๆ ตั้งอยู่ใต้ต้นมะขามใหญ่ ภายในมีตุ๊กตาชายหญิงหลายตัว บางตัวไม่มีหัว บางตัวมีรอยแตก และมีถ้วยข้าววางอยู่เต็มไปหมด

ผมถามเพื่อนบ้านว่าทำไมไม่มีใครรื้อศาลนี้ออก

ลุงข้างบ้านตอบว่า

“อย่าไปยุ่งกับมันเลย ถ้าไม่อยากมีเรื่อง”

ผมไม่สนใจ เพราะคิดว่าคนแก่แถวนี้คงเชื่อเรื่องไสยศาสตร์มากเกินไป

คืนแรกที่ย้ายเข้า ผมฝันเห็นชายแก่คนหนึ่งยืนอยู่หน้าห้องนอน

เขาสวมเสื้อสีขาว ใบหน้าซีดเหมือนคนป่วย และถือถ้วยข้าวอยู่ในมือ

ชายคนนั้นพูดว่า

“ของกูอยู่ไหน”

ผมสะดุ้งตื่นและคิดว่าเป็นแค่ฝัน

แต่คืนต่อมา ภรรยาผมก็ฝันเห็นชายคนเดียวกัน

คราวนี้เขายืนอยู่หน้าประตูบ้าน แล้วพูดว่า

“พวกเอาบ้านกูไป แล้วยังเอาของกูไปอีก”

หลังจากนั้น เหตุการณ์แปลก ๆ ก็เกิดขึ้นทุกวัน

ข้าวที่วางบนโต๊ะหายไปตอนกลางคืน ทั้งที่ประตูบ้านล็อกสนิท

มีรอยเท้าเปื้อนดินเดินจากศาลพระภูมิเข้ามาถึงห้องนอน

และทุกเช้า ตุ๊กตาในศาลจะหันหน้าเข้าหาตัวบ้านเสมอ

ผมเริ่มทนไม่ไหว จึงเรียกคนมาทำพิธีเชิญเจ้าที่ใหม่ แต่หมอทำพิธีกลับปฏิเสธตั้งแต่เห็นศาล

เขาบอกว่าในศาลไม่มีเจ้าที่ตามปกติ

มีเพียงวิญญาณคนตายที่ถูกขังอยู่ในนั้น

ผมถามว่าใครเป็นคนขัง

หมอทำพิธีมองหน้าผมแล้วตอบว่า

“คนที่เคยเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้”

ผมจึงไปค้นเอกสารเก่าที่เหลืออยู่ในห้องเก็บของ และพบข่าวหนังสือพิมพ์เมื่อยี่สิบปีก่อน

เจ้าของบ้านเดิมเป็นชายชราที่อาศัยอยู่กับลูกชายเพียงสองคน คืนหนึ่งเกิดเหตุเพลิงไหม้ ชายชราเสียชีวิตในบ้าน ส่วนลูกชายหายตัวไป

หลังจากนั้นไม่นาน บ้านหลังนี้ก็ถูกขายต่อหลายครั้ง แต่ทุกครอบครัวอยู่ได้ไม่นานก็ย้ายออก

ผมเริ่มสงสัยว่าเจ้าของบ้านคนก่อนอาจเป็นลูกชายที่หายตัวไป

คืนนั้น ผมออกไปดูศาลพระภูมิด้วยตัวเอง

ผมพบตุ๊กตาชายแก่ตัวหนึ่งถูกวางคว่ำหน้าอยู่ตรงกลางศาล ใต้ตัวตุ๊กตามีเศษกระดาษเก่า ๆ ซ่อนอยู่

บนกระดาษเขียนด้วยลายมือสั่น ๆ ว่า

“พ่อครับ ผมขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจเผาบ้าน ผมแค่อยากได้เงินของพ่อ”

ทันใดนั้น เสียงประตูบ้านก็ดังปังขึ้น

ภรรยาผมกรีดร้องมาจากในบ้าน

ผมรีบวิ่งกลับไป แต่พบว่าประตูห้องนอนปิดสนิท ทั้งที่ผมไม่ได้ล็อกไว้

เสียงชายแก่ดังมาจากด้านใน

“ก็เอาของกูไปเหมือนกัน”

ผมตะโกนว่าไม่ได้เอาอะไรไป แล้วพยายามเปิดประตู

แต่ประตูเปิดออกเองอย่างช้า ๆ

ภรรยาผมนั่งตัวสั่นอยู่บนเตียง ส่วนชายแก่ยืนอยู่ตรงมุมห้อง ใบหน้าของเขามีรอยไหม้ดำเป็นแผ่น

เขายื่นมือมาทางผมแล้วพูดว่า

“ของของกู... เอาคืนมา”

ผมนึกถึงศาลพระภูมิทันที จึงรีบวิ่งออกไปหยิบตุ๊กตาชายแก่กลับมาวางไว้ที่เดิม

เมื่อวางตุ๊กตาลง เสียงทุกอย่างก็เงียบสนิท

วันรุ่งขึ้น ผมกับภรรยาตัดสินใจย้ายออก

ก่อนจากไป ผมแวะบอกลุงข้างบ้านว่าจะขายบ้านต่อ

ลุงกลับมองผมด้วยสีหน้าเศร้า

“เอ็งอย่าขายเลย บ้านหลังนั้นไม่มีใครอยู่ได้หรอก”

ผมถามว่าทำไม

ลุงถอนหายใจแล้วพูดว่า

“เพราะบ้านหลังนั้นไม่เคยเป็นของลูกชายเขาเลย”

ผมขมวดคิ้ว

ลุงจึงเล่าความจริงว่า ชายชราเสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้จริง แต่ลูกชายของเขาก็เสียชีวิตในคืนนั้นด้วย

ไม่มีใครพบศพ เพราะศพถูกไฟเผาจนไม่เหลือสภาพให้จำได้

ส่วนคนที่ขายบ้านให้ผมเมื่อไม่นานมานี้...

ก็คือชายแก่ที่ผมเห็นยืนอยู่ในห้องนอน

คืนนั้นผมเปิดดูภาพถ่ายบ้านที่ถ่ายไว้ก่อนย้ายออก

ในภาพหน้าบ้าน มีศาลพระภูมิอยู่ใต้ต้นมะขาม

แต่สิ่งที่ทำให้ผมมือสั่นคือ ในศาลนั้นมีตุ๊กตาชายแก่สองตัว

ตัวหนึ่งนั่งอยู่ตามปกติ

อีกตัวหนึ่งยืนอยู่ด้านหลัง และมีใบหน้าเหมือนผมทุกประการ
.
.
.
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่