บ้านที่มีเสียงสวดมนต์ตอนตีสาม
หมู่บ้านแห่งหนึ่งมีบ้านไม้เก่าอยู่ท้ายซอย ไม่มีใครกล้าเข้าไปอาศัย แม้เจ้าของจะประกาศให้เช่าในราคาถูกมากก็ตาม
จนกระทั่งวันหนึ่ง ชายชื่อวินตัดสินใจเช่าบ้านหลังนั้น เพราะเขาเพิ่งตกงานและต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย
เจ้าของบ้านเป็นชายสูงอายุ ก่อนส่งกุญแจให้ เขาพูดเตือนเพียงประโยคเดียว
“ถ้าได้ยินเสียงคนสวดมนต์ตอนตีสาม อย่าออกจากห้องนอนเด็ดขาด”
วินหัวเราะและรับกุญแจมาโดยไม่ได้คิดอะไร
คืนแรกผ่านไปอย่างสงบ
คืนที่สอง เวลา 03.00 น. เขาสะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงสวดมนต์ดังมาจากห้องพระชั้นล่าง
เสียงนั้นเป็นเสียงผู้หญิงสวดช้า ๆ เหมือนกำลังทำพิธีอะไรบางอย่าง
วินเดินลงไปดู แต่เมื่อเปิดประตูห้องพระกลับพบว่าไม่มีใครอยู่
มีเพียงธูปสามดอกที่กำลังติดไฟ และรูปถ่ายครอบครัวเก่า ๆ ตั้งอยู่บนโต๊ะ
สิ่งที่ทำให้เขาขนลุกคือ ในรูปนั้นมีชายหญิงสี่คนยืนเรียงกัน แต่ใบหน้าของทุกคนถูกขีดทับด้วยปากกาแดง
คืนต่อมา เสียงสวดมนต์ดังขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้มีเสียงผู้หญิงเรียกชื่อเขาแทรกเข้ามา
“วิน... วิน... มาสวดด้วยกันสิลูก”
เขารีบปิดประตูห้องนอนและคลุมโปง
แต่เสียงนั้นกลับดังขึ้นใกล้กว่าเดิม
“แม่รออยู่นะ”
วินตกใจ เพราะแม่ของเขาเสียชีวิตไปตั้งแต่เด็ก
เช้าวันรุ่งขึ้น เขารีบไปถามเพื่อนบ้านถึงประวัติบ้านหลังนี้
หญิงชราคนหนึ่งเล่าว่า เมื่อหลายสิบปีก่อน ครอบครัวเจ้าของบ้านมีลูกชายชื่อวินเหมือนกัน
คืนหนึ่งเกิดเหตุไฟไหม้ มีคนเสียชีวิตทั้งครอบครัว เหลือเพียงลูกชายคนเล็กที่หายตัวไป
วินเริ่มรู้สึกไม่ดี จึงโทรหาเจ้าของบ้านเพื่อขอย้ายออก
แต่เจ้าของบ้านกลับถามว่า
“เมื่อคืนเอ็งได้ยินแม่เรียกหรือเปล่า”
วินตอบว่าใช่
ปลายสายเงียบไป ก่อนชายชราจะพูดว่า
“ถ้าอย่างนั้นคืนนี้อย่าอยู่บ้านหลังนั้นนะ”
วินรีบเก็บของทันที แต่เมื่อเดินออกจากบ้าน เขากลับพบว่าประตูรั้วล็อกอยู่ ทั้งที่ตอนเข้ามาเขาไม่ได้ล็อก
ทันใดนั้นเสียงสวดมนต์ก็ดังขึ้นจากชั้นบน
เขาเงยหน้ามองหน้าต่างห้องนอน
มีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น
เธอสวมชุดสีขาว ใบหน้าซีด และกำลังยิ้มให้เขา
วินจำได้ทันทีว่าเธอคือแม่จากรูปถ่ายเก่า
เสียงผู้หญิงดังลงมาจากชั้นสอง
“ลูกกลับมาแล้ว... คราวนี้เราอยู่ด้วยกันนะ”
วินพยายามปีนรั้วหนี แต่จู่ ๆ ก็มีเสียงเจ้าของบ้านตะโกนมาจากด้านหลัง
“อย่าขึ้นไป! เอ็งไม่ใช่ลูกชายเขา!”
วินหันกลับไปอย่างตกใจ
ชายชราถือรูปถ่ายใบหนึ่งอยู่ในมือ
เขาชี้ไปยังรูปนั้นแล้วพูดว่า
“บ้านหลังนี้ไม่มีคนชื่อวินหรอก”
วินมองรูปถ่ายอีกครั้ง
ครอบครัวในรูปมีเพียงสามคน พ่อ แม่ และลูกสาว
แต่ด้านหลังของรูปมีข้อความเขียนไว้ว่า
‘ครอบครัวของเราจะสมบูรณ์เมื่อได้ลูกชายกลับคืนมา’
วินเริ่มเข้าใจว่าเหตุใดเสียงนั้นจึงเรียกชื่อเขา
แต่ก่อนจะได้ถามอะไร ชายชราก็พูดต่อว่า
“เอ็งเป็นคนที่สามแล้วที่ใช้ชื่อนี้”
ทันใดนั้นเสียงสวดมนต์ก็หยุดลง
ประตูบ้านเปิดออกเองอย่างช้า ๆ
และมีเสียงเด็กผู้ชายดังมาจากข้างใน
“แม่ครับ... พี่วินกลับมาแล้ว”
ชายชราหน้าซีด ก่อนจะรีบดึงวินวิ่งหนีออกจากบ้าน
แต่เมื่อทั้งสองมาถึงถนน วินกลับพบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่หน้าบ้านหลังเดิมอีกครั้ง
และนาฬิกาบนผนังบ้านบอกเวลา 03.00 น.
เสียงผู้หญิงดังขึ้นจากด้านใน
“คราวนี้... ไม่ต้องหนีแล้วนะลูก”
บ้านที่มีเสียงสวดมนต์ตอนตีสาม
หมู่บ้านแห่งหนึ่งมีบ้านไม้เก่าอยู่ท้ายซอย ไม่มีใครกล้าเข้าไปอาศัย แม้เจ้าของจะประกาศให้เช่าในราคาถูกมากก็ตาม
จนกระทั่งวันหนึ่ง ชายชื่อวินตัดสินใจเช่าบ้านหลังนั้น เพราะเขาเพิ่งตกงานและต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย
เจ้าของบ้านเป็นชายสูงอายุ ก่อนส่งกุญแจให้ เขาพูดเตือนเพียงประโยคเดียว
“ถ้าได้ยินเสียงคนสวดมนต์ตอนตีสาม อย่าออกจากห้องนอนเด็ดขาด”
วินหัวเราะและรับกุญแจมาโดยไม่ได้คิดอะไร
คืนแรกผ่านไปอย่างสงบ
คืนที่สอง เวลา 03.00 น. เขาสะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงสวดมนต์ดังมาจากห้องพระชั้นล่าง
เสียงนั้นเป็นเสียงผู้หญิงสวดช้า ๆ เหมือนกำลังทำพิธีอะไรบางอย่าง
วินเดินลงไปดู แต่เมื่อเปิดประตูห้องพระกลับพบว่าไม่มีใครอยู่
มีเพียงธูปสามดอกที่กำลังติดไฟ และรูปถ่ายครอบครัวเก่า ๆ ตั้งอยู่บนโต๊ะ
สิ่งที่ทำให้เขาขนลุกคือ ในรูปนั้นมีชายหญิงสี่คนยืนเรียงกัน แต่ใบหน้าของทุกคนถูกขีดทับด้วยปากกาแดง
คืนต่อมา เสียงสวดมนต์ดังขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้มีเสียงผู้หญิงเรียกชื่อเขาแทรกเข้ามา
“วิน... วิน... มาสวดด้วยกันสิลูก”
เขารีบปิดประตูห้องนอนและคลุมโปง
แต่เสียงนั้นกลับดังขึ้นใกล้กว่าเดิม
“แม่รออยู่นะ”
วินตกใจ เพราะแม่ของเขาเสียชีวิตไปตั้งแต่เด็ก
เช้าวันรุ่งขึ้น เขารีบไปถามเพื่อนบ้านถึงประวัติบ้านหลังนี้
หญิงชราคนหนึ่งเล่าว่า เมื่อหลายสิบปีก่อน ครอบครัวเจ้าของบ้านมีลูกชายชื่อวินเหมือนกัน
คืนหนึ่งเกิดเหตุไฟไหม้ มีคนเสียชีวิตทั้งครอบครัว เหลือเพียงลูกชายคนเล็กที่หายตัวไป
วินเริ่มรู้สึกไม่ดี จึงโทรหาเจ้าของบ้านเพื่อขอย้ายออก
แต่เจ้าของบ้านกลับถามว่า
“เมื่อคืนเอ็งได้ยินแม่เรียกหรือเปล่า”
วินตอบว่าใช่
ปลายสายเงียบไป ก่อนชายชราจะพูดว่า
“ถ้าอย่างนั้นคืนนี้อย่าอยู่บ้านหลังนั้นนะ”
วินรีบเก็บของทันที แต่เมื่อเดินออกจากบ้าน เขากลับพบว่าประตูรั้วล็อกอยู่ ทั้งที่ตอนเข้ามาเขาไม่ได้ล็อก
ทันใดนั้นเสียงสวดมนต์ก็ดังขึ้นจากชั้นบน
เขาเงยหน้ามองหน้าต่างห้องนอน
มีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น
เธอสวมชุดสีขาว ใบหน้าซีด และกำลังยิ้มให้เขา
วินจำได้ทันทีว่าเธอคือแม่จากรูปถ่ายเก่า
เสียงผู้หญิงดังลงมาจากชั้นสอง
“ลูกกลับมาแล้ว... คราวนี้เราอยู่ด้วยกันนะ”
วินพยายามปีนรั้วหนี แต่จู่ ๆ ก็มีเสียงเจ้าของบ้านตะโกนมาจากด้านหลัง
“อย่าขึ้นไป! เอ็งไม่ใช่ลูกชายเขา!”
วินหันกลับไปอย่างตกใจ
ชายชราถือรูปถ่ายใบหนึ่งอยู่ในมือ
เขาชี้ไปยังรูปนั้นแล้วพูดว่า
“บ้านหลังนี้ไม่มีคนชื่อวินหรอก”
วินมองรูปถ่ายอีกครั้ง
ครอบครัวในรูปมีเพียงสามคน พ่อ แม่ และลูกสาว
แต่ด้านหลังของรูปมีข้อความเขียนไว้ว่า
‘ครอบครัวของเราจะสมบูรณ์เมื่อได้ลูกชายกลับคืนมา’
วินเริ่มเข้าใจว่าเหตุใดเสียงนั้นจึงเรียกชื่อเขา
แต่ก่อนจะได้ถามอะไร ชายชราก็พูดต่อว่า
“เอ็งเป็นคนที่สามแล้วที่ใช้ชื่อนี้”
ทันใดนั้นเสียงสวดมนต์ก็หยุดลง
ประตูบ้านเปิดออกเองอย่างช้า ๆ
และมีเสียงเด็กผู้ชายดังมาจากข้างใน
“แม่ครับ... พี่วินกลับมาแล้ว”
ชายชราหน้าซีด ก่อนจะรีบดึงวินวิ่งหนีออกจากบ้าน
แต่เมื่อทั้งสองมาถึงถนน วินกลับพบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่หน้าบ้านหลังเดิมอีกครั้ง
และนาฬิกาบนผนังบ้านบอกเวลา 03.00 น.
เสียงผู้หญิงดังขึ้นจากด้านใน
“คราวนี้... ไม่ต้องหนีแล้วนะลูก”