เรื่องจากได้ไปสนทนาในกระทู้ที่มีคนมาถามว่า เด็กอายุ 14 ชอบเล่นกีตาร์มาก ควรสนับสนุนให้เล่นดนตรี ให้เรียนสายไหนดี
เลยมาย้อนนึกถึงเรื่องราวตัวเองกับลูกสาว สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านกันมาก่อนเลย ลูกสาวตอนนี้ เียน ม.5 อยู่อเมริกานะครับ ไปแลกเปลี่ยนปีนึงแล้วสอบได้ยื่นขอทุนโรงเรียน เรียนต่อมัธยมปลาย ส่วนผมนั้นเป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวธรรมดาๆคนนึง ชนชั้นกลางไม่ได้ร่ำรวยหรอก ถ้าไม่ได้ทุน(จากโบสถ์ของโรงเรียนเค้า) ก็คงไม่มีวาสนาให้ลูกไปเรียนแบบนี้

พื้นฐาน ที่บ้านให้ลูกสาวเรียนเปียโนตั้งแต่ 6 ขวบ จริงๆผมเป็นคนเล่นดนตรีมาก่อน เคยคิดจะสอนลุกเองแต่มีเพื่อนเตือนว่าอย่าเด็ดขาด ได้แนะนำครูดนตรีสำหรับเด็กโดยเฉพาะมาให้ จึงไปเรียน และเรียนต่อเนื่องมาเรื่อยๆ ครู สอนดี และตั้งเป้าหมายให้เค้า ทั้งการประกวด การสอบเกรด อยากให้ประกวดไปให้ได้ไกลสุด (ครูบอกมีแวว) และสอบเกรดไปให้สุด (เคยสอบไป 2 ที)
แต่สุดท้าย ลูกสาวมาบอกว่า ไม่เอาแล้ว ไม่ชอบการฝึกซ้อม มันน่าเบื่อ กดดัน เครียด จึงเปลี่ยนสไตล์การเรียนมาเป็น เรียนแบบเพื่อความสุข แทรกทฤษฎี (ครูก็ยังอยากให้ไปสอบและประกวดอยู่ดี) เน้นไปทางแจ็ส ป็อปมากขึ้น เน้นใช้หู ฟัง แกะ วิเคราะห์ จนกระทั่งถึงอายุ 15 ที่ไปเรียนแลกเปลี่ยนถึงหยุดเรียนไป แต่ ช่วงเข้าวัยรุ่น เค้าก็แกะเพลงเล่นเอง ทั้งเพลงอนิเมะ เพลงป็อปดังๆ บางวัน นั่งเล่นเปียโน 2 ชั่วโมง ซึ่งเค้าบอกว่า เล่นแล้วสบายใจ ก็เล่นไปเรื่อยๆ
จนไปเรียนแลกเปลี่ยน ได้ไปเจอร้านอาหารไทย ที่ไปออกงานวัด(แฟร์) แล้วเอ็นดู ชอบชวนไปกินอาหาร (นานๆคิดเงินที) ลูกสาวเลยคิดว่าะตอบแทนร้าน พอดีที่ร้านมีมุมดนตรี ที่เคยมีคนมาเล่นดนตรี (แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว) เค้าเลยไปนั่งเล่นเปียโน โดยเล่นเพลงป็อปไทยๆที่คุ้นกัน ยุคเก่าๆนี่แหละ (สมัย ม.ต้น นั่งเล่นกับพ่อ และเพื่อนพ่อได้) เพลงพี่แจ้ พี่เท่ห์ พี่เบิร์ด วงเฉลียง จน คุณป้าเจ้าของร้านติดใจ ให้มาเล่น แต่ขอให้แกะเพลงไทยเดิมบรรเลงหน่อย (ปกติทางร้านเปิดคลอ) กับพวกเพลงสุนทราภรณ์ เพลงอาชรินทร์ เพลงลูกกรุง
ไปเล่นสัปดาห์ละวัน ตอนแรก ร้านจะให้ค่าแรงแต่ปรึกษากันแล้ว ห้ามรับเงินเพราะผิดกฎหมาย สมัยนี้ กฎหมายแรง ได้ไม่คุ้มเสีย แต่สิ่งที่ได้คือ มัตรภาพ ความเอ็นดูช่วยเหลือดูแลกัน และ ของกินฟรียามขี้เกียจ
มานึกย้อนไป เหมือนเรื่องนี้เคยเกิดมาก่อน
25 ปีก่อน ... ผมเรียนจบปริญญาตรีในไทย ระหว่างเรียนก็ทำงานรับจ็อบต่างๆ ประกวดงานไปเรื่อยๆจนมีเงินก้อนนึง เรียนจบมาก็ทำงานรวมเงินได้อีกก้อนนึง อยากไปเรียนต่อเมืองนอก ก้จอยืมเงินพ่อแม่ไป รวมกันได้ค่าเดินทางไปกลับ ค่าลงทะเบียนและ ค่าจองห้องเช่า จากนั้นก็ 0 บาทเลย
ผมทำงานรับจ้างทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ ใช้แรงงาน ไปยันจ้างพาหมาเดินเล่น จนในที่สุด ชะตาชีวิตก็เปลี่ยน เมื่อ ร้านอาหารไทยของเจ๊ที่สนิทกัน (เพิ่งรู้จักกันตอนไปเรียน) เปรยว่า อยากมีดนตรีในร้าน แล้วผมเล่นกีตาร์ได้ เล่นดนตรีมาตั้งแต่อายุ 10-11 ขวบ เล่นเพราะ มันเท่ ตอนนั้นรู้สึกว่าเท่มาก เห็นในทีวี วงดนตรีดูมีพลัง แล้วตำแหน่งมือกีตาร์ ดูมีเสน่ห์เกินห้ามใจ แล้วก็เล่นมาเรื่อยๆ จนแต่งเพลงขาย อัดเป้นเทปขายในโรงเรียน ไปประกวดงานต่างๆ ส่วนมากก้ตกรอบ ต่อให้เข้ารอบก็ตกรอบต่อไป ไม่ได้เก่งกาจอะไรเลย ทางบ้านก็สนับสนุน นอกจากกีตาร์ร้านของชำตัวแรก (ที่ห่วยมาก) 400 บาทมั้ง ก็ได้ พ่อกับแม่นี่แหละ ซื้อตัวละพันกว่าให้ไว้หัดเ่นจริงๆ (หลังจากเห็นมนนั่งเล่นไม่หยุด)
จริงๆผมเรียนมหาลัย ก็ยังเล่นดนตรีนะ ไม่มีช่วงชีวิตที่หยุดเล่นเลย แต่ช่วงทำงาน ไม่ได้เล่นเป็นวงแล้ว หันมาเล่นดนตรีบลูส์ แจ็ส คนเดียว
ทีนี้ พอเจ๊เจ้าของร้านที่เราไปฝากชีวิตยามอดอยาก กินก่อนจ่ายทีหลัง ออกปากให้ช่วย เลยลงมือลงแรงช่วยเต็มที่ จำได้เลยว่า ไปหากีตาร์มือสอง(จริงๆน่าจะมือสิบ) มาชุบชีวิตจนใช้งานได้ (ตัวนี้ยังเก็บไว้อยู่) ผมก็นั่งเล่นเพลงบรรเลงในร้านไปเบาๆ เพลงไทยติดหู เพลงฝรั่งอมตะ และ หากมีคนไทยมาเยอะๆ ก็จะกลายเป็นมือกีตาร์เล่นให้เค้าร้องแทนคาราโอเกะ จากเล่นฟรี เจ๊ก็ให้เงิน ไม่ได้เยอะอะไรแต่ก็รับไว้ สมัยนั้น กฎหมายเรื่องการทำงานยังหย่อนๆ แอบรับเงินสดกันไม่ยาก
จนผมได้รู้จักคนไทย ที่เป็นโรบินฮู้ด จนได้แต่งงานและอยู่ยาวๆ พี่เค้าเล่นดนตรีในบาร์ฝรั่ง ได้มาชวนให้ไปแจมด้วย จนในที่สุด มือกีตาร์เค้าเกิดย้ายเมือง ผมจึงได้งานใหม่ เป็นนักดนตรีอาชีพ รายได้ดีกว่า รับจ้างล้างจาน ล้างรถ ตัดหญ้าเยอะเลย ชีวิตดีขึ้นมากจริงๆ
แล้วยังต่อยอด ได้ไปรู้จักชุมชนคนดนตรีที่นั่น ได้ไปสอนโรงเรียนดนตรี กลายเป็นงานประจำวันหยุด และช่วงเย็นเข้าไปอีก
มันคือช่วงประมาณปี 2000 ยุคออนไลน์กำลังมา มันยังกึ่งๆระหว่าง การแปะกระดาษบนบอร์ดเพื่อหาคนร่วมงาน หานักดนตรี กับกระดานบอร์ด แต่กลายเป็นว่า ทั้งสองทาง ทำให้ผมมีเด็กมาเรียนดนตรีเยอะ โรงเรียนที่ไปสอน มีระบบที่ เรา เป็นครุฟรีแลนซ์ มาเช่าห้องเพื่อสอนได้ เค้าคิดค่าห้องนิดหน่อยแต่อุปกรณ์พร้อม และดูเป็นหลักเป็นการ รวมทั้ง โรงเรียนนี้ก็มีลูกศิษย์มาสมัคร หักหัวคิวเรานิดหน่อย ผมมีงานสอนเต็มทุกชั่วโมงเสาร์อาทิตย์ ไปยัน สองทุ่ม ต้องรีบเก็บของไปเล่นดนตรีต่อ เย็นๆหลังเลิกเรียนของตัวเอง ก็ต้องมาสอนดนตรีได้อีก 3 คิว
ถ้าไม่มีดนตรี คงลำบากครับ งานของมหาลัยก็ไม่ได้จะสมัครทำได้ง่ายๆต้องรอคิว งานเสิร์ฟ เคยไปลองแล้ว งกๆเงิ่นๆ เจ๊เค้าบอกว่าอย่าทำเลย จะทำร้านเค้าเรือหาย ผมได้อย่างมากก็งานล้างจาน งานผู้ช่วยพ่อครัว
ซึ่งเทียบกับครูสอนดนตรี รายได้ต่างกันหลายเท่า
จากการสิงอยู่ที่โรงเรียนดนตรี อันเป็นร้านขายเครื่องดนตรีด้วย (เคยช่วยขายของ ได้เปอร์เซ็นต์ด้วย) ก็ได้รู้จักกับกลุ่มนักดนตรีอินดี้ฝรั่ง ทาง ผจก. ร้าน รู้จักกับ ผจก. วงนี้กำลังหาคนเล่นกีตาร์ เพื่อแสดงทัวร์ อัลบั้มทำเสร็จหมดแล้ว มีตารางแสดงแล้ว ผมไปออดิชั่น แล้วก็ได้เป็นสมาชิกของวงร็อคอินดี้ฝรั่ง ในความดังแบบเมืองเล็กๆ ทำแผ่นซีดีขายออกหลักร้อยแผ่น
ก็สนุกดีครับ ชีวิตล่าฝันของหนุ่มๆอเมริกัน กินนอนซ้อมกันในโรงรถ ไปแสดงที่ต่างๆ ค่าบัตรหักกลับแล้วไม่ได้เงินยังชีพหรอก ส่วนมากก็ทำงานพิเศษให้อยู่ได้ แต่ เป็นประสบการณ์ชีวิตที่ยอดเยี่ยมจริงๆ จากวันแรก ผ่านไปปีนึง มีทัวร์แสดงสดข้ามรัฐไปตามไลฟ์เฮาส์ต่างๆ ไปคลื่นวิทยุท้องถิ่น ได้ไปเทศกาลดนตรีหลายแห่ง เวทีเล็กๆ ประดับงาน จุดสูงสุดคือ มีโปรโมเตอร์ญี่ปุ่น ที่มาแสดงในเทศกาลดนตรี ติดต่อให้ไปแสดงญี่ปุ่น ออกค่ากินอยู่เดินทางในญี่ปุ่นให้ทั้งหมด วงต้องพยายามขายแผ่นซีดี หาเงินบินไปให้ได้
แล้วสุดท้ายผมก็ตัดสินใจออกจากวงการล่าฝันครับ การออกทัวร์ ทำให้ขาดเรียน ที่สำคัญ ต้องขาดงานสอน พอขาดยาวๆบ่อยๆ นักเรียนก็ไม่เรียนต่อ ผมเริ่มมีปัญหาการเงิน แม้พวกเพื่อนๆวงนี้จะพยายามหางานให้ แต่ก็เป็นงานที่ผมไม่ถนัดเช่น ทำสีในอู่รถ งานช่างไฟ (เรียกว่าไม่เป็นเลยดีกว่า) ผมอำลาวงการโดยดี ให้เวลาเค้าหาคนใหม่มาแทนแล้วแยกย้าย ไปขยันทำงานขยันเรียน และเรียนจบ ทำงานต่ออีกพักนึงค่อยกลับไทย
(ปัจจับน ชาวอินดี้ ได้ล้มเลิกฝันไปหมดแล้ว ต่างก็ทำมาหากิน มีครอบครัว เปิดร้าน ทำงานมั่นคง)
สิ่งที่ได้มากที่สุดจากประสบการณ์นี้ ผมได้รู้จักคนจัด event ญี่ปุ่น ได้รู้จักสายกิจกรรม และการศึกษา ที่นำพาต่อๆกันไป สุดท้าย ผมทำงานร่วมกับ NGO และ เอกชนในหลายประเทศ เกี่ยวกับ event โดยเฉพาะมุ่งเน้นกิจกรรมนอกเวลาสำหรับวัยรุ่น และเยาวชน ทั้งดนตรี ศิลปะ กีฬา
เทียบกับลูกสาว ชีวิตเค้าไม่ได้แสบซ่าโรบินฮู้ดแบบผมหรอก เพราะ เค้าทำงานพิเศษเป็นอาสาสมัครมหาลัย อยู่กับพวกงานวิจัย งานวิชาการ เป็นหลัก ดนตรีที่เล่น เหมือนเป็นเสริมของเสริม สัปดาห์ละวันเท่านั้น (แต่ตอนนี้ไปเดินสายประกวดวงโยฯกับโรงเรียนอยู่) สมัยนี้ คงยากกว่าสมัยก่อนที่จะทำมาหากินได้ แต่ก็ดีตรงที่ มีโอกาสเข้าถึงกิจกรรมวิชาการแบบถูกต้องได้ด้วยเช่นกัน

ดังนั้น สำหรับผม ดนตรี ไม่เคยทำร้ายใครครับ ถ้าเล่นดนตรีแล้วเสียคน คนๆนั้น ไปทำอะไรก็เสียคน ในทางกลับกัน เล่นดนตรี แล้วดนตรีนี่แหละจะช่วยเราได้ไม่มากก็น้อย ยิ่งหากเล่นจริงจังไปเลย จะเอาดีทางดนตรี หรือ เล่นเป็นงานอดิเรกแบบจริงจังก็ได้ ยังไง นอกจากทักษะที่ได้มา ดนตรี สอนให้เรา มีวินัย ทุ่มเท อดทน พยายาม เพราะ จะเล่นดนตรีให้ได้ดี ไม่ใช่ทำได้ทันที มันต้องผ่านหยาดเหงื่อ การทำซ้ำ การฝึกซ้อม
ถ้าลูกหลาน อยากเล่นดนตรี จะเด็กเล็ก หรือวัยรุ่น
สนับสนุนเลยครับ สนับสนุนตามสมควร ตามฐานะ ตามกำลัง แรกๆก็เบาๆไป หากเขา ชื่นชอบ หลงใหล ก็ค่อยๆผลักดันมากขึ้น แต่ฝากไว้นะครับ อยากดันเกินที่ตัวเค้าอยากไป ไม่งั้น จะกลายเป็น ไม่สนุกและเกลียดดนตรีในที่สุด
หมายเหตุ* ดัดแปลงภาพด้วย AI เพื่อความเป็นส่วนตัวของผู้เกี่ยวข้อง
อนความ
กระทู้เห่อลูก : เมื่อลูกหารายได้เสริมด้วยตัวเองล้วนๆครั้งแรก
https://pantip.com/topic/44030631
กระทู้เห่อลูกอีกแล้ว : อาหารเด็กหอไฮสคูลเค้ากินอะไรกัน?
https://pantip.com/topic/44005127
กระทู้เห่อลูก : เมื่อผลการเรียนตก ชีวิตจะตกต่ำเสมอไปหรือไม่
https://pantip.com/topic/43981022
กระทู้เห่อลูก : "ถ้าไม่สำเร็จจะไม่กลับบ้าน" เมื่อลูกเอ่ยประโยคนี้ก่นอลา
กระทู้เห่อลูก : เปิดโลกด้วยการมีเพื่อนให้มาก
https://pantip.com/topic/43944690
กระทู้เห่อลูก : เมื่อโรงเรียนบังคับเครื่องแบบ ย้อนกระแสโรงเรียนไทย
https://pantip.com/topic/43944205
เห่อลูกวันนี้ : เมื่อลูกไปเริ่มงานวันแรก
เห่อลูกวันนี้ - คุณว่า ทักษะอะไร ที่เด็กควรมีไว้และได้ใช้แน่นอน
ขอคำแนะนำ ลูกสาว(ม.5)ของบซื้อจักรยาน
เรียน"เอเชียศึกษา" ไปทำงานอะไรได้บ้าง?
กระทู้เห่อลูก : เด็กชอบดนตรี ควรสนับสนุนดีมั้ย
เลยมาย้อนนึกถึงเรื่องราวตัวเองกับลูกสาว สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านกันมาก่อนเลย ลูกสาวตอนนี้ เียน ม.5 อยู่อเมริกานะครับ ไปแลกเปลี่ยนปีนึงแล้วสอบได้ยื่นขอทุนโรงเรียน เรียนต่อมัธยมปลาย ส่วนผมนั้นเป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวธรรมดาๆคนนึง ชนชั้นกลางไม่ได้ร่ำรวยหรอก ถ้าไม่ได้ทุน(จากโบสถ์ของโรงเรียนเค้า) ก็คงไม่มีวาสนาให้ลูกไปเรียนแบบนี้
พื้นฐาน ที่บ้านให้ลูกสาวเรียนเปียโนตั้งแต่ 6 ขวบ จริงๆผมเป็นคนเล่นดนตรีมาก่อน เคยคิดจะสอนลุกเองแต่มีเพื่อนเตือนว่าอย่าเด็ดขาด ได้แนะนำครูดนตรีสำหรับเด็กโดยเฉพาะมาให้ จึงไปเรียน และเรียนต่อเนื่องมาเรื่อยๆ ครู สอนดี และตั้งเป้าหมายให้เค้า ทั้งการประกวด การสอบเกรด อยากให้ประกวดไปให้ได้ไกลสุด (ครูบอกมีแวว) และสอบเกรดไปให้สุด (เคยสอบไป 2 ที)
แต่สุดท้าย ลูกสาวมาบอกว่า ไม่เอาแล้ว ไม่ชอบการฝึกซ้อม มันน่าเบื่อ กดดัน เครียด จึงเปลี่ยนสไตล์การเรียนมาเป็น เรียนแบบเพื่อความสุข แทรกทฤษฎี (ครูก็ยังอยากให้ไปสอบและประกวดอยู่ดี) เน้นไปทางแจ็ส ป็อปมากขึ้น เน้นใช้หู ฟัง แกะ วิเคราะห์ จนกระทั่งถึงอายุ 15 ที่ไปเรียนแลกเปลี่ยนถึงหยุดเรียนไป แต่ ช่วงเข้าวัยรุ่น เค้าก็แกะเพลงเล่นเอง ทั้งเพลงอนิเมะ เพลงป็อปดังๆ บางวัน นั่งเล่นเปียโน 2 ชั่วโมง ซึ่งเค้าบอกว่า เล่นแล้วสบายใจ ก็เล่นไปเรื่อยๆ
จนไปเรียนแลกเปลี่ยน ได้ไปเจอร้านอาหารไทย ที่ไปออกงานวัด(แฟร์) แล้วเอ็นดู ชอบชวนไปกินอาหาร (นานๆคิดเงินที) ลูกสาวเลยคิดว่าะตอบแทนร้าน พอดีที่ร้านมีมุมดนตรี ที่เคยมีคนมาเล่นดนตรี (แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว) เค้าเลยไปนั่งเล่นเปียโน โดยเล่นเพลงป็อปไทยๆที่คุ้นกัน ยุคเก่าๆนี่แหละ (สมัย ม.ต้น นั่งเล่นกับพ่อ และเพื่อนพ่อได้) เพลงพี่แจ้ พี่เท่ห์ พี่เบิร์ด วงเฉลียง จน คุณป้าเจ้าของร้านติดใจ ให้มาเล่น แต่ขอให้แกะเพลงไทยเดิมบรรเลงหน่อย (ปกติทางร้านเปิดคลอ) กับพวกเพลงสุนทราภรณ์ เพลงอาชรินทร์ เพลงลูกกรุง
ไปเล่นสัปดาห์ละวัน ตอนแรก ร้านจะให้ค่าแรงแต่ปรึกษากันแล้ว ห้ามรับเงินเพราะผิดกฎหมาย สมัยนี้ กฎหมายแรง ได้ไม่คุ้มเสีย แต่สิ่งที่ได้คือ มัตรภาพ ความเอ็นดูช่วยเหลือดูแลกัน และ ของกินฟรียามขี้เกียจ
มานึกย้อนไป เหมือนเรื่องนี้เคยเกิดมาก่อน
25 ปีก่อน ... ผมเรียนจบปริญญาตรีในไทย ระหว่างเรียนก็ทำงานรับจ็อบต่างๆ ประกวดงานไปเรื่อยๆจนมีเงินก้อนนึง เรียนจบมาก็ทำงานรวมเงินได้อีกก้อนนึง อยากไปเรียนต่อเมืองนอก ก้จอยืมเงินพ่อแม่ไป รวมกันได้ค่าเดินทางไปกลับ ค่าลงทะเบียนและ ค่าจองห้องเช่า จากนั้นก็ 0 บาทเลย
ผมทำงานรับจ้างทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ ใช้แรงงาน ไปยันจ้างพาหมาเดินเล่น จนในที่สุด ชะตาชีวิตก็เปลี่ยน เมื่อ ร้านอาหารไทยของเจ๊ที่สนิทกัน (เพิ่งรู้จักกันตอนไปเรียน) เปรยว่า อยากมีดนตรีในร้าน แล้วผมเล่นกีตาร์ได้ เล่นดนตรีมาตั้งแต่อายุ 10-11 ขวบ เล่นเพราะ มันเท่ ตอนนั้นรู้สึกว่าเท่มาก เห็นในทีวี วงดนตรีดูมีพลัง แล้วตำแหน่งมือกีตาร์ ดูมีเสน่ห์เกินห้ามใจ แล้วก็เล่นมาเรื่อยๆ จนแต่งเพลงขาย อัดเป้นเทปขายในโรงเรียน ไปประกวดงานต่างๆ ส่วนมากก้ตกรอบ ต่อให้เข้ารอบก็ตกรอบต่อไป ไม่ได้เก่งกาจอะไรเลย ทางบ้านก็สนับสนุน นอกจากกีตาร์ร้านของชำตัวแรก (ที่ห่วยมาก) 400 บาทมั้ง ก็ได้ พ่อกับแม่นี่แหละ ซื้อตัวละพันกว่าให้ไว้หัดเ่นจริงๆ (หลังจากเห็นมนนั่งเล่นไม่หยุด)
จริงๆผมเรียนมหาลัย ก็ยังเล่นดนตรีนะ ไม่มีช่วงชีวิตที่หยุดเล่นเลย แต่ช่วงทำงาน ไม่ได้เล่นเป็นวงแล้ว หันมาเล่นดนตรีบลูส์ แจ็ส คนเดียว
ทีนี้ พอเจ๊เจ้าของร้านที่เราไปฝากชีวิตยามอดอยาก กินก่อนจ่ายทีหลัง ออกปากให้ช่วย เลยลงมือลงแรงช่วยเต็มที่ จำได้เลยว่า ไปหากีตาร์มือสอง(จริงๆน่าจะมือสิบ) มาชุบชีวิตจนใช้งานได้ (ตัวนี้ยังเก็บไว้อยู่) ผมก็นั่งเล่นเพลงบรรเลงในร้านไปเบาๆ เพลงไทยติดหู เพลงฝรั่งอมตะ และ หากมีคนไทยมาเยอะๆ ก็จะกลายเป็นมือกีตาร์เล่นให้เค้าร้องแทนคาราโอเกะ จากเล่นฟรี เจ๊ก็ให้เงิน ไม่ได้เยอะอะไรแต่ก็รับไว้ สมัยนั้น กฎหมายเรื่องการทำงานยังหย่อนๆ แอบรับเงินสดกันไม่ยาก
จนผมได้รู้จักคนไทย ที่เป็นโรบินฮู้ด จนได้แต่งงานและอยู่ยาวๆ พี่เค้าเล่นดนตรีในบาร์ฝรั่ง ได้มาชวนให้ไปแจมด้วย จนในที่สุด มือกีตาร์เค้าเกิดย้ายเมือง ผมจึงได้งานใหม่ เป็นนักดนตรีอาชีพ รายได้ดีกว่า รับจ้างล้างจาน ล้างรถ ตัดหญ้าเยอะเลย ชีวิตดีขึ้นมากจริงๆ
แล้วยังต่อยอด ได้ไปรู้จักชุมชนคนดนตรีที่นั่น ได้ไปสอนโรงเรียนดนตรี กลายเป็นงานประจำวันหยุด และช่วงเย็นเข้าไปอีก
มันคือช่วงประมาณปี 2000 ยุคออนไลน์กำลังมา มันยังกึ่งๆระหว่าง การแปะกระดาษบนบอร์ดเพื่อหาคนร่วมงาน หานักดนตรี กับกระดานบอร์ด แต่กลายเป็นว่า ทั้งสองทาง ทำให้ผมมีเด็กมาเรียนดนตรีเยอะ โรงเรียนที่ไปสอน มีระบบที่ เรา เป็นครุฟรีแลนซ์ มาเช่าห้องเพื่อสอนได้ เค้าคิดค่าห้องนิดหน่อยแต่อุปกรณ์พร้อม และดูเป็นหลักเป็นการ รวมทั้ง โรงเรียนนี้ก็มีลูกศิษย์มาสมัคร หักหัวคิวเรานิดหน่อย ผมมีงานสอนเต็มทุกชั่วโมงเสาร์อาทิตย์ ไปยัน สองทุ่ม ต้องรีบเก็บของไปเล่นดนตรีต่อ เย็นๆหลังเลิกเรียนของตัวเอง ก็ต้องมาสอนดนตรีได้อีก 3 คิว
ถ้าไม่มีดนตรี คงลำบากครับ งานของมหาลัยก็ไม่ได้จะสมัครทำได้ง่ายๆต้องรอคิว งานเสิร์ฟ เคยไปลองแล้ว งกๆเงิ่นๆ เจ๊เค้าบอกว่าอย่าทำเลย จะทำร้านเค้าเรือหาย ผมได้อย่างมากก็งานล้างจาน งานผู้ช่วยพ่อครัว
ซึ่งเทียบกับครูสอนดนตรี รายได้ต่างกันหลายเท่า
จากการสิงอยู่ที่โรงเรียนดนตรี อันเป็นร้านขายเครื่องดนตรีด้วย (เคยช่วยขายของ ได้เปอร์เซ็นต์ด้วย) ก็ได้รู้จักกับกลุ่มนักดนตรีอินดี้ฝรั่ง ทาง ผจก. ร้าน รู้จักกับ ผจก. วงนี้กำลังหาคนเล่นกีตาร์ เพื่อแสดงทัวร์ อัลบั้มทำเสร็จหมดแล้ว มีตารางแสดงแล้ว ผมไปออดิชั่น แล้วก็ได้เป็นสมาชิกของวงร็อคอินดี้ฝรั่ง ในความดังแบบเมืองเล็กๆ ทำแผ่นซีดีขายออกหลักร้อยแผ่น
ก็สนุกดีครับ ชีวิตล่าฝันของหนุ่มๆอเมริกัน กินนอนซ้อมกันในโรงรถ ไปแสดงที่ต่างๆ ค่าบัตรหักกลับแล้วไม่ได้เงินยังชีพหรอก ส่วนมากก็ทำงานพิเศษให้อยู่ได้ แต่ เป็นประสบการณ์ชีวิตที่ยอดเยี่ยมจริงๆ จากวันแรก ผ่านไปปีนึง มีทัวร์แสดงสดข้ามรัฐไปตามไลฟ์เฮาส์ต่างๆ ไปคลื่นวิทยุท้องถิ่น ได้ไปเทศกาลดนตรีหลายแห่ง เวทีเล็กๆ ประดับงาน จุดสูงสุดคือ มีโปรโมเตอร์ญี่ปุ่น ที่มาแสดงในเทศกาลดนตรี ติดต่อให้ไปแสดงญี่ปุ่น ออกค่ากินอยู่เดินทางในญี่ปุ่นให้ทั้งหมด วงต้องพยายามขายแผ่นซีดี หาเงินบินไปให้ได้
แล้วสุดท้ายผมก็ตัดสินใจออกจากวงการล่าฝันครับ การออกทัวร์ ทำให้ขาดเรียน ที่สำคัญ ต้องขาดงานสอน พอขาดยาวๆบ่อยๆ นักเรียนก็ไม่เรียนต่อ ผมเริ่มมีปัญหาการเงิน แม้พวกเพื่อนๆวงนี้จะพยายามหางานให้ แต่ก็เป็นงานที่ผมไม่ถนัดเช่น ทำสีในอู่รถ งานช่างไฟ (เรียกว่าไม่เป็นเลยดีกว่า) ผมอำลาวงการโดยดี ให้เวลาเค้าหาคนใหม่มาแทนแล้วแยกย้าย ไปขยันทำงานขยันเรียน และเรียนจบ ทำงานต่ออีกพักนึงค่อยกลับไทย
(ปัจจับน ชาวอินดี้ ได้ล้มเลิกฝันไปหมดแล้ว ต่างก็ทำมาหากิน มีครอบครัว เปิดร้าน ทำงานมั่นคง)
สิ่งที่ได้มากที่สุดจากประสบการณ์นี้ ผมได้รู้จักคนจัด event ญี่ปุ่น ได้รู้จักสายกิจกรรม และการศึกษา ที่นำพาต่อๆกันไป สุดท้าย ผมทำงานร่วมกับ NGO และ เอกชนในหลายประเทศ เกี่ยวกับ event โดยเฉพาะมุ่งเน้นกิจกรรมนอกเวลาสำหรับวัยรุ่น และเยาวชน ทั้งดนตรี ศิลปะ กีฬา
เทียบกับลูกสาว ชีวิตเค้าไม่ได้แสบซ่าโรบินฮู้ดแบบผมหรอก เพราะ เค้าทำงานพิเศษเป็นอาสาสมัครมหาลัย อยู่กับพวกงานวิจัย งานวิชาการ เป็นหลัก ดนตรีที่เล่น เหมือนเป็นเสริมของเสริม สัปดาห์ละวันเท่านั้น (แต่ตอนนี้ไปเดินสายประกวดวงโยฯกับโรงเรียนอยู่) สมัยนี้ คงยากกว่าสมัยก่อนที่จะทำมาหากินได้ แต่ก็ดีตรงที่ มีโอกาสเข้าถึงกิจกรรมวิชาการแบบถูกต้องได้ด้วยเช่นกัน
ดังนั้น สำหรับผม ดนตรี ไม่เคยทำร้ายใครครับ ถ้าเล่นดนตรีแล้วเสียคน คนๆนั้น ไปทำอะไรก็เสียคน ในทางกลับกัน เล่นดนตรี แล้วดนตรีนี่แหละจะช่วยเราได้ไม่มากก็น้อย ยิ่งหากเล่นจริงจังไปเลย จะเอาดีทางดนตรี หรือ เล่นเป็นงานอดิเรกแบบจริงจังก็ได้ ยังไง นอกจากทักษะที่ได้มา ดนตรี สอนให้เรา มีวินัย ทุ่มเท อดทน พยายาม เพราะ จะเล่นดนตรีให้ได้ดี ไม่ใช่ทำได้ทันที มันต้องผ่านหยาดเหงื่อ การทำซ้ำ การฝึกซ้อม
ถ้าลูกหลาน อยากเล่นดนตรี จะเด็กเล็ก หรือวัยรุ่น
สนับสนุนเลยครับ สนับสนุนตามสมควร ตามฐานะ ตามกำลัง แรกๆก็เบาๆไป หากเขา ชื่นชอบ หลงใหล ก็ค่อยๆผลักดันมากขึ้น แต่ฝากไว้นะครับ อยากดันเกินที่ตัวเค้าอยากไป ไม่งั้น จะกลายเป็น ไม่สนุกและเกลียดดนตรีในที่สุด
หมายเหตุ* ดัดแปลงภาพด้วย AI เพื่อความเป็นส่วนตัวของผู้เกี่ยวข้อง
อนความ
กระทู้เห่อลูก : เมื่อลูกหารายได้เสริมด้วยตัวเองล้วนๆครั้งแรก
https://pantip.com/topic/44030631
กระทู้เห่อลูกอีกแล้ว : อาหารเด็กหอไฮสคูลเค้ากินอะไรกัน?
https://pantip.com/topic/44005127