มีคำถามเข้ามาว่า "ไปเรียนที่ไหน" เนื่องจาก หลายคนสนใจการไปเรียนแลกเปลี่ยน ม.4 แล้วได้ยื่นขอเรียนต่อ ได้ทุนสนับสนุนจนเรียนจบไฮสคูล ซึ่งตอนนี้ก็เรียนจนจบสิ้นไปอีกปีการศึกษาแล้ว ปิดเทอม มุ่งหน้าสู่ซีเนียร์ ปีสุดท้าย
ต้องบอกตามตรงว่าไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ เนื่องจาก อาจเป็นผลกับความเป็นส่วนตัวของตัวผมและลูกสาว แต่ พอจะเล่าคร่าวๆ เพื่อเป็นแนวทางได้ เพราะช่วงนี้น่าจะมีเด็กๆจำนวนไม่น้อยรอลุ้นการไปเรียนแลกเปลี่ยนต่างประเทศอยู่
โรงเรียนอะไร?
คำถามนี้ตอบเป็นชื่อโรงเรียนไม่ได้ครับ(ตอบปุ๊บตามหาตัวเจอทันที) สรรพคุณคือ เป็นโรงเรียนเอกชน สังกัดของโบสถ์คริสต์ นิกายย่อยๆ ที่มีสาขาอยู่ในหลายๆรัฐ รวมถึงในหลายประเทศ(ในไทยไม่มี) มีลักษณะเป็น โรงเรียนเอกชน กึ่งนานาชาติ มีเด็กครึ่งหนึ่งเป็นเด็กต่างประเทศมาเรียนแลกเปลี่ยนโดยเฉพาะ อีกส่วนนึงเป็นเด็กนานาชาติในแบบอินเตอร์ และประมาณ 20% เป็นเด็กอเมริกัน ซึ่ง มีทั้ง แบบจ่ายเงินเรียนปกติ และ โควต้าต่างๆปนๆกัน
โรงเรียนมีตั้งแต่ ประถม จนจบไฮสคูล
งบประมาณนอกจากบริหารจัดการเอง ได้รับเงินจากโบสถ์ ก็ยังได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล จากการศึกษาท้องถิ่น (County) โดยโรงเรียนมีเป้าหมายสำคัญคือ ให้เด็กๆได้เรียนรู้วัฒนธรรมที่กว้าง เน้นกิจกรรมกีฬาเป็นหลัก เพื่อสร้างโอกาสให้เด็กเข้ามหาวิทยาลัยในระบบความสามารถพิเศษได้ง่าย ด้านวิชาการ ไม่ถึงขั้นอันดับต้นๆ แต่ก็มีเด็กที่ยื่นเข้าเรียนมหาวิทยาลัยรัฐบาลอเมริกาดังๆได้พอสมควร และเด็กส่วนมาก เรียนต่อมหาวิทยาลัยได้ไม่มีปัญหาใดๆ
เด็กนานาชาติที่มาเรียน มีทั้งเอเชีย ยุโรป อเมริกาใต้ กลุ่มนี้ จ่ายค่าเรียนเต็มๆ นับเป็นรายได้หลักของโรงเรียน ส่วนเด็กท้องถิ่น จ่ายค่าเรียนถูกกว่ามาก เนื่องจากมีเงินสมทบจากรัฐ ส่วนเด็กแลกเปลี่ยน มีสองแบบครับ แบบแรกคือ เรียนฟรีไม่ต้องจ่ายค่าเรียน แต่จ่ายค่ากินอยู่แบบหอพัก หรือ จ่ายค่าเทอมเพิ่ม(แบบที่เด็กท้องถิ่นจ่าย) แล้วจ่ายค่าโฮสต์
นอกจากเด็กอเมริกัน (ที่หลายเชื้อชาติ) ก็มีเด็ก จีน เวียตนาม เป็นจำนวนมากที่เป็นเอเชีย นอกจากนั้น ก็อเมริกาใต้ในสัดส่วนพอๆกัน มีเด็กยุโรป หลายประเทศอีกจำนวนหนึ่ง ส่วนมาก มาจากที่ๆมีเครือข่ายของโบสถ์ในนิกายนี้อยู่ เป็นโปรแกรมที่สามารถมาเรียนได้(แน่นอนว่ามีค่าใช้จ่าย) หรือ ได้ทุนมาเรียนตามระดับความสามารถ เช่น มีเด็กเคนยา มาเรียนที่นี่ โดยมาในความสามารถพิเศษด้านกีฬากรีฑา โรงเรียนสาขาที่นั่น คัดเลือกส่งมาเรียนแลกเปลี่ยนและได้ยื่นขอเรียนต่อ แล้วก็"ด้ทุนเรียนจนจบไฮสคูลเช่นกัน โดยได้มหาวิทยาลัยเรียนต่อไปแล้ว ด้วยความสามารถพิเศษด้านกีฬา ไปมหาวิทยาลัยของรัฐ (ผมก็ไม่ได้ถามว่าได้ที่ไหน แต่ ไปรัฐอื่น)
ถ้ามองกันตามตรง ก็เป็นโรงเรียนเอกชนที่สร้างจุดขายเรื่องวันธรรมหลากหลายครับ เด็กอเมริกันท้องถิ่นที่มา ไม่ใช่คนรวย ไม่ได้เป็นเอกชนระดับ elite แต่เป็นชนชั้นกลางที่ยินดีจ่ายเพิ่ม เพื่อให้ลูกหลานได้เจอกับความหลากหลาย และ ซื้อสังคมที่แตกต่างจากโรงเรียนรัฐบาลที่ได้สิทธิเรียนอยู่แล้ว
เด็กที่ได้รับทุนเรียน มีทั้งทุนเรียนฟรีอยู่ฟรี (น้อยมาก) ซึ่งให้ทั้งเด็กความสามารถพิเศษ เด็กยากไร้ (มีเด็กกำพร้าที่ได้ทุนนี้) และ เด็กเรียนดีมากๆจากพื้นที่ไกลๆ กลุ่มนี้จะได้เรียนฟรี อยู่หอฟรี แต่มีสัญญาผูกพันเรื่องเกรด และกิจกรรม รวมถึงผลงานด้านวิชาการและกีฬาด้วย
อีกส่วนคือกลุ่มได้ทุนสนับสนุน (แบบที่ลูกสาวได้) ซึ่งจะได้มากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการโรงเรียนและโบสถ์พิจารณาครับ พวกนี้ ถ้าเป็นเด็กจากโรงเรียนในเครือข่าย อาจได้ทุนสองเด้งคือ ปลายทางก็ได้ แล้วได้จากต้นทางของตัวเองด้วย ก็เท่ากับเกือบๆจะเรียนฟรี
แต่กรณีของลูกสาว บทสรุปคือได้ทุนสมทบการศึกษาในส่วนเกินจากรัฐบาลสนับสนุน ก็เท่ากับเรียนเกือบฟรี จ่ายค่าหอพัก อันเป้นที่กิน นอน อาหารสามมื้อเป็นเงินประมาณ 10,000$ ต่อปี (3xx,xxx บาทต่อปี)
สิริรวมแล้ว นับว่าแพงกว่าเรียนที่ไทยพอสมควร แต่ถ้าคำนวนดีๆก็จะพบว่า ในจำนวนเงินนี้ ใกล้เคียงกับเรียนอินเตอร์ในไทย บวกค่าใช้จ่ายกินอยู่ตลอดปีด้วย
โอกาสในการเรียนต่อมีเยอะมั้ย?
ตอบได้ว่ามี แต่ไม่ง่ายครับ ถ้าจะง่ายก็ต้องจ่ายเยอะ เป็นพวกนักศึกษาต่างประเทศนั่นแหละ แต่ถ้าจะเอาทุน เอาสิทธิ์เรียนแบบเด็กพื้นที่ ต้อง เก่ง ไม่วิชาการก็กีฬา มีมหาวิทยาลัยรองรับ และโรงเรียนก็เน้นช่วยปั้นเต็มที่ แต่จะได้แค่ไหน อยู่ที่ตัวเราด้วย
อย่างไรก็ตาม ในยุคนี้ ถ้าจะเรียนต่อต่างประเทศแน่ๆ ยังมีทางเลือกนอกจากอเมริกา และประเทศยดนิยมอีกเพียบ จีน ญี่ปุ่น เยอรมัน มีมหาวิทยาลัยที่เปิดวิทยาลัยนานาชาติ มีทุนให้สอบชิงเข้าไปเรียน มีโอกาสที่สามารถทำงานหาเงินได้ เรียนภาษาอังกฤษทั้งหมด (แต่แน่นอนว่าควรต้องพูดภาษานั้นๆได้เพื่อใช้ชีวิตอยู่) เป็นเรื่องปกติของสถาบันการศึกษา ในไทยเอง มหาวิทยาลัยต่างๆก็เปิดวิทยาลัย หรือ หลักสูตรนานาชาติ หลักสูตรภาษาอังกฤษ มีโครงการร่วมกับสถาบันพันธมิตรที่เป็นเครือข่าย ทั้งระยะยาว และระยะสั้นกัน
มันคือ ธุรกิจการศึกษา (ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร)
ถามว่า เลือกโรงเรียนนี้มาได้ยังไง ต้องดูยังไงถึงจะมีโอกาสได้โรงเรียนที่มีโครงการสนับสนุนแบบนี้ คำตอบผมไม่มีเลยครับ เพราะ ไม่ได้เลือก
ระบบของโครงการแลกเปลี่ยนที่ไปเป็นแบบที่เราไม่ได้เลือกโรงเรียนหรือเมืองที่จะอยู่ครับ เรามีโอกาสส่ง port folio แล้วจะมีโรงเรียนกับครอบครัวอุปถัมภ์มาคัดเลือกเราไป โดยโรงเรียนจะได้รับ port ของเด็กๆจากทั่วโลก แล้วเลือกไปตามที่ว่างที่มี
ของลูกสาว ยื่นไปแป๊บเดียว ได้รับการตอบรับมาสองที่ ที่นึงก็ โรงเรียนที่ไปเรียนนี้ อีกที่ เป็นโรงเรียนเล็กๆ ของรัฐบาล เล็กแบบ เล็กมาก ทั้งโรงเรียนมี 80 คน ตั้งแต่ประถมยันไฮสคูล อยู่ที่เมืองเล็กๆ ทั้งเมืองมีประชากรไม่ถึง 1,000 อยู่ชายแดนระหว่างรัฐ
ทางครอบครัวไม่ได้ติดอะไรครับ ก็รอว่า จะได้ครอบครัวอุปถัมภ์ที่ไหนก่อน ซึ่งก็ ได้ที่โรงเรียนที่ไปเรียนก่อน
หลังจากวีดีโอคอลคุยกัน เคมีตรงกัน ก็ไปลงเอยเป็นที่นี่ครับ
เป็นชะตาฟ้าพามาตรงนี้เลย ภายหลังได้คุยกับครูที่ปรึกษา ได้ข้อมูลว่า เนื่องจากโรงเรียน มีจุดขายเรื่องการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนานาชาติ มีนักเรียนจากสาขาหลายประเทศ การมีเด็กที่หลากหลายและน่าสนใจ คัดสรรแล้วว่าเหมาะสม ช่วยให้โรงเรียน ได้นักเรียนท้องถิ่นที่ยินดีจ่ายเงินเพิ่มมาเรียน
คิดง่ายๆคือ เด็กท้องถิ่น ที่จ่ายเงินเรียนเอกชนที่นี่ เหมือนได้เรียนแลกเปลี่ยนทุกปีตั้งแต่ประถมยันจบไฮสคูล จ่ายแพงกว่านิด แต่คุ้มค่า
ทางโงรงเรียนจึงเน้นคัดสรรเด็กจากมูลนิธิ และโครงการต่างๆเอาเด็กเด่นๆมาไว้ก่อน ส่วนเด็กที่มาในตอนหลัง ที่ยังมีที่เหลือ กลุ่มนั้นจะต้องจ่ายค่าเทอม (ประมาณ 3-4 แสนบาทต่อปี)
ตัวโครงการที่ไป ตอนเรียนแลกเปลี่ยน จะอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์เท่านั้น เค้าไม่ให้อยู่หอครับ แต่พอเรียนอยู่ต่อ อันนี้ไม่ใช่เด็กแลกเปลี่ยนแล้ว ก็ย้ายมาอยู่หอได้ (ไม่ได้อยู่ในขอบเขตของโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน)
ทิ้งท้ายคือ ถ้าไปโคงรการแลกเปลี่ยน แบบที่เลือกโรงเรียนได้ ลองค้นหาข้อมูลโรงเรียน ที่มีระบบทุนการศึกษาเอาไว้ก่อนก็ได้ครับ เผื่อ ลูกหลานเรามีโอกาสในการรับทุน จะมากจะน้อยก็ว่ากันอีกที
ส่วนโครงการแบบที่ เราไม่ใช่ผู้เลือก อันนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ การทำ port folio ให้น่าสนใจมากๆ
ในส่วน port ที่ผมกับลูกช่วยกันทำ โจทย์เค้าให้เป็น PDF กับคลิปวีดีโอแนะนำตัว
ตัว PDF ผมฝังลิงค์และ QR ที่พาไปฟังเพลงที่เล่น(เปียโน) มีคลิปสั้นๆประกอบ ใช้รูปถ่ายผสมรูปวาด ใช้ AI ทำ
ส่วนคลิปสั้น ทำเป็นการ์ตูนนิทานเล่าเรื่อง แบบนิทานเด็ก ก็ใช้ AI ผสมงานมือ ลงเสียงบรรยาย สร้างเป็นตัวการ์ตูนที่พาเราไปรู้จัก นางสาว คนนี้ แทนการมาแนะนำตัวเฉยๆ
ครูบอกว่า โดดเด่นมาก เห็นแล้ว ทางโรงรเียนรู้เลยว่า ต้องเอาเด็กคนนี้มาเรียนให้ได้
บอกก่อนเลยนะครับ port ไร้สาระมากๆ ไม่มีวิชาการใดๆในนั้น มีแต่ ดนตรี กีฬา แมว หมา ปลา กิจกรรมนอกโรงเรียน ที่ไม่มีประกาศนียบัตรใดๆเลยเพราะเน้นทางบ้าน ชวนกันไปทำเช่น ไปช่วยอุทกภัย ไปปลูกข้าวโฮมสเตย์ ไปอาสาสอนภาษาอังกฤษชุมชนแออัด ไปเล่านิทานให้เด็กกำพร้า ด้อยโอกาส ไปเล่นดนตรีบ้านพักคนชรา ไปดูดาวกางเต็นท์
ดังนั้น ผมคิดว่า port folio คือที่สุดของยุคนี้คับ การสื่อสาร การนำเสนอ เป็นทักษะที่ทุกคนต้องทำเป็น หรือ รู้ว่า ต้องทำออกมาแบบไหนให้สะดุดตา
สำหรับการไปโครงการแลกเปลี่ยนแบบนี้ การขายตัวเอง สำคัญกว่าการหาประกาศนียบรัตรปังๆ รางวัลเจ๋งๆใส่ลงไป เพราะ ผมคิดว่า ถ้าไม่ใช่ระดับรางวัลรัฐบาล รางวัลจังหวัดรับรอง ใส่ลงไป ฝรั่งก็ไม่ได้ให้ความสำคัญมากครับ
*หมายเหตุ ภาพดัดแปลงด้วย AI เพื่อความเป็นส่วนตัวของบุคคลที่เกี่ยวข้อง
ย้อนความ
เห่อลูกเรดิโอ : ตอบคำถามที่พบบ่อย
กระทู้เห่อลูก : ทุกวันนี้ยังถามคนไทยว่า ที่บ้านมีช้างรึเปล่าเลยหรอเนี่ย
https://pantip.com/topic/44078153/comment23
กระทู้เห่อลูก : ลูกสาวจะไปงานพร็อมมมม กรี๊ดดดดด
กระทู้เห่อลูก : เด็กชอบดนตรี ควรสนับสนุนดีมั้ย
กระทู้เห่อลูก : เมื่อผลการเรียนตก ชีวิตจะตกต่ำเสมอไปหรือไม่
กระทู้เห่อลูก : "ถ้าไม่สำเร็จจะไม่กลับบ้าน" เมื่อลูกเอ่ยประโยคนี้ก่นอลา
กระทู้เห่อลูก : เปิดโลกด้วยการมีเพื่อนให้มาก
กระทู้เห่อลูก : เมื่อโรงเรียนบังคับเครื่องแบบ ย้อนกระแสโรงเรียนไทย
เห่อลูกวันนี้ : เมื่อลูกไปเริ่มงานวันแรก
เห่อลูกวันนี้ - คุณว่า ทักษะอะไร ที่เด็กควรมีไว้และได้ใช้แน่นอน
ขอคำแนะนำ ลูกสาว(ม.5)ของบซื้อจักรยาน
เรียน"เอเชียศึกษา" ไปทำงานอะไรได้บ้าง?
กระทู้เห่อลูก : จบไปอีกปีแล้ว แป๊บเดียว จะขึ้น ม.6
ต้องบอกตามตรงว่าไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ เนื่องจาก อาจเป็นผลกับความเป็นส่วนตัวของตัวผมและลูกสาว แต่ พอจะเล่าคร่าวๆ เพื่อเป็นแนวทางได้ เพราะช่วงนี้น่าจะมีเด็กๆจำนวนไม่น้อยรอลุ้นการไปเรียนแลกเปลี่ยนต่างประเทศอยู่
โรงเรียนอะไร?
คำถามนี้ตอบเป็นชื่อโรงเรียนไม่ได้ครับ(ตอบปุ๊บตามหาตัวเจอทันที) สรรพคุณคือ เป็นโรงเรียนเอกชน สังกัดของโบสถ์คริสต์ นิกายย่อยๆ ที่มีสาขาอยู่ในหลายๆรัฐ รวมถึงในหลายประเทศ(ในไทยไม่มี) มีลักษณะเป็น โรงเรียนเอกชน กึ่งนานาชาติ มีเด็กครึ่งหนึ่งเป็นเด็กต่างประเทศมาเรียนแลกเปลี่ยนโดยเฉพาะ อีกส่วนนึงเป็นเด็กนานาชาติในแบบอินเตอร์ และประมาณ 20% เป็นเด็กอเมริกัน ซึ่ง มีทั้ง แบบจ่ายเงินเรียนปกติ และ โควต้าต่างๆปนๆกัน
โรงเรียนมีตั้งแต่ ประถม จนจบไฮสคูล
งบประมาณนอกจากบริหารจัดการเอง ได้รับเงินจากโบสถ์ ก็ยังได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล จากการศึกษาท้องถิ่น (County) โดยโรงเรียนมีเป้าหมายสำคัญคือ ให้เด็กๆได้เรียนรู้วัฒนธรรมที่กว้าง เน้นกิจกรรมกีฬาเป็นหลัก เพื่อสร้างโอกาสให้เด็กเข้ามหาวิทยาลัยในระบบความสามารถพิเศษได้ง่าย ด้านวิชาการ ไม่ถึงขั้นอันดับต้นๆ แต่ก็มีเด็กที่ยื่นเข้าเรียนมหาวิทยาลัยรัฐบาลอเมริกาดังๆได้พอสมควร และเด็กส่วนมาก เรียนต่อมหาวิทยาลัยได้ไม่มีปัญหาใดๆ
เด็กนานาชาติที่มาเรียน มีทั้งเอเชีย ยุโรป อเมริกาใต้ กลุ่มนี้ จ่ายค่าเรียนเต็มๆ นับเป็นรายได้หลักของโรงเรียน ส่วนเด็กท้องถิ่น จ่ายค่าเรียนถูกกว่ามาก เนื่องจากมีเงินสมทบจากรัฐ ส่วนเด็กแลกเปลี่ยน มีสองแบบครับ แบบแรกคือ เรียนฟรีไม่ต้องจ่ายค่าเรียน แต่จ่ายค่ากินอยู่แบบหอพัก หรือ จ่ายค่าเทอมเพิ่ม(แบบที่เด็กท้องถิ่นจ่าย) แล้วจ่ายค่าโฮสต์
นอกจากเด็กอเมริกัน (ที่หลายเชื้อชาติ) ก็มีเด็ก จีน เวียตนาม เป็นจำนวนมากที่เป็นเอเชีย นอกจากนั้น ก็อเมริกาใต้ในสัดส่วนพอๆกัน มีเด็กยุโรป หลายประเทศอีกจำนวนหนึ่ง ส่วนมาก มาจากที่ๆมีเครือข่ายของโบสถ์ในนิกายนี้อยู่ เป็นโปรแกรมที่สามารถมาเรียนได้(แน่นอนว่ามีค่าใช้จ่าย) หรือ ได้ทุนมาเรียนตามระดับความสามารถ เช่น มีเด็กเคนยา มาเรียนที่นี่ โดยมาในความสามารถพิเศษด้านกีฬากรีฑา โรงเรียนสาขาที่นั่น คัดเลือกส่งมาเรียนแลกเปลี่ยนและได้ยื่นขอเรียนต่อ แล้วก็"ด้ทุนเรียนจนจบไฮสคูลเช่นกัน โดยได้มหาวิทยาลัยเรียนต่อไปแล้ว ด้วยความสามารถพิเศษด้านกีฬา ไปมหาวิทยาลัยของรัฐ (ผมก็ไม่ได้ถามว่าได้ที่ไหน แต่ ไปรัฐอื่น)
ถ้ามองกันตามตรง ก็เป็นโรงเรียนเอกชนที่สร้างจุดขายเรื่องวันธรรมหลากหลายครับ เด็กอเมริกันท้องถิ่นที่มา ไม่ใช่คนรวย ไม่ได้เป็นเอกชนระดับ elite แต่เป็นชนชั้นกลางที่ยินดีจ่ายเพิ่ม เพื่อให้ลูกหลานได้เจอกับความหลากหลาย และ ซื้อสังคมที่แตกต่างจากโรงเรียนรัฐบาลที่ได้สิทธิเรียนอยู่แล้ว
เด็กที่ได้รับทุนเรียน มีทั้งทุนเรียนฟรีอยู่ฟรี (น้อยมาก) ซึ่งให้ทั้งเด็กความสามารถพิเศษ เด็กยากไร้ (มีเด็กกำพร้าที่ได้ทุนนี้) และ เด็กเรียนดีมากๆจากพื้นที่ไกลๆ กลุ่มนี้จะได้เรียนฟรี อยู่หอฟรี แต่มีสัญญาผูกพันเรื่องเกรด และกิจกรรม รวมถึงผลงานด้านวิชาการและกีฬาด้วย
อีกส่วนคือกลุ่มได้ทุนสนับสนุน (แบบที่ลูกสาวได้) ซึ่งจะได้มากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการโรงเรียนและโบสถ์พิจารณาครับ พวกนี้ ถ้าเป็นเด็กจากโรงเรียนในเครือข่าย อาจได้ทุนสองเด้งคือ ปลายทางก็ได้ แล้วได้จากต้นทางของตัวเองด้วย ก็เท่ากับเกือบๆจะเรียนฟรี
แต่กรณีของลูกสาว บทสรุปคือได้ทุนสมทบการศึกษาในส่วนเกินจากรัฐบาลสนับสนุน ก็เท่ากับเรียนเกือบฟรี จ่ายค่าหอพัก อันเป้นที่กิน นอน อาหารสามมื้อเป็นเงินประมาณ 10,000$ ต่อปี (3xx,xxx บาทต่อปี)
สิริรวมแล้ว นับว่าแพงกว่าเรียนที่ไทยพอสมควร แต่ถ้าคำนวนดีๆก็จะพบว่า ในจำนวนเงินนี้ ใกล้เคียงกับเรียนอินเตอร์ในไทย บวกค่าใช้จ่ายกินอยู่ตลอดปีด้วย
โอกาสในการเรียนต่อมีเยอะมั้ย?
ตอบได้ว่ามี แต่ไม่ง่ายครับ ถ้าจะง่ายก็ต้องจ่ายเยอะ เป็นพวกนักศึกษาต่างประเทศนั่นแหละ แต่ถ้าจะเอาทุน เอาสิทธิ์เรียนแบบเด็กพื้นที่ ต้อง เก่ง ไม่วิชาการก็กีฬา มีมหาวิทยาลัยรองรับ และโรงเรียนก็เน้นช่วยปั้นเต็มที่ แต่จะได้แค่ไหน อยู่ที่ตัวเราด้วย
อย่างไรก็ตาม ในยุคนี้ ถ้าจะเรียนต่อต่างประเทศแน่ๆ ยังมีทางเลือกนอกจากอเมริกา และประเทศยดนิยมอีกเพียบ จีน ญี่ปุ่น เยอรมัน มีมหาวิทยาลัยที่เปิดวิทยาลัยนานาชาติ มีทุนให้สอบชิงเข้าไปเรียน มีโอกาสที่สามารถทำงานหาเงินได้ เรียนภาษาอังกฤษทั้งหมด (แต่แน่นอนว่าควรต้องพูดภาษานั้นๆได้เพื่อใช้ชีวิตอยู่) เป็นเรื่องปกติของสถาบันการศึกษา ในไทยเอง มหาวิทยาลัยต่างๆก็เปิดวิทยาลัย หรือ หลักสูตรนานาชาติ หลักสูตรภาษาอังกฤษ มีโครงการร่วมกับสถาบันพันธมิตรที่เป็นเครือข่าย ทั้งระยะยาว และระยะสั้นกัน
มันคือ ธุรกิจการศึกษา (ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร)
ถามว่า เลือกโรงเรียนนี้มาได้ยังไง ต้องดูยังไงถึงจะมีโอกาสได้โรงเรียนที่มีโครงการสนับสนุนแบบนี้ คำตอบผมไม่มีเลยครับ เพราะ ไม่ได้เลือก
ระบบของโครงการแลกเปลี่ยนที่ไปเป็นแบบที่เราไม่ได้เลือกโรงเรียนหรือเมืองที่จะอยู่ครับ เรามีโอกาสส่ง port folio แล้วจะมีโรงเรียนกับครอบครัวอุปถัมภ์มาคัดเลือกเราไป โดยโรงเรียนจะได้รับ port ของเด็กๆจากทั่วโลก แล้วเลือกไปตามที่ว่างที่มี
ของลูกสาว ยื่นไปแป๊บเดียว ได้รับการตอบรับมาสองที่ ที่นึงก็ โรงเรียนที่ไปเรียนนี้ อีกที่ เป็นโรงเรียนเล็กๆ ของรัฐบาล เล็กแบบ เล็กมาก ทั้งโรงเรียนมี 80 คน ตั้งแต่ประถมยันไฮสคูล อยู่ที่เมืองเล็กๆ ทั้งเมืองมีประชากรไม่ถึง 1,000 อยู่ชายแดนระหว่างรัฐ
ทางครอบครัวไม่ได้ติดอะไรครับ ก็รอว่า จะได้ครอบครัวอุปถัมภ์ที่ไหนก่อน ซึ่งก็ ได้ที่โรงเรียนที่ไปเรียนก่อน
หลังจากวีดีโอคอลคุยกัน เคมีตรงกัน ก็ไปลงเอยเป็นที่นี่ครับ
เป็นชะตาฟ้าพามาตรงนี้เลย ภายหลังได้คุยกับครูที่ปรึกษา ได้ข้อมูลว่า เนื่องจากโรงเรียน มีจุดขายเรื่องการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนานาชาติ มีนักเรียนจากสาขาหลายประเทศ การมีเด็กที่หลากหลายและน่าสนใจ คัดสรรแล้วว่าเหมาะสม ช่วยให้โรงเรียน ได้นักเรียนท้องถิ่นที่ยินดีจ่ายเงินเพิ่มมาเรียน
คิดง่ายๆคือ เด็กท้องถิ่น ที่จ่ายเงินเรียนเอกชนที่นี่ เหมือนได้เรียนแลกเปลี่ยนทุกปีตั้งแต่ประถมยันจบไฮสคูล จ่ายแพงกว่านิด แต่คุ้มค่า
ทางโงรงเรียนจึงเน้นคัดสรรเด็กจากมูลนิธิ และโครงการต่างๆเอาเด็กเด่นๆมาไว้ก่อน ส่วนเด็กที่มาในตอนหลัง ที่ยังมีที่เหลือ กลุ่มนั้นจะต้องจ่ายค่าเทอม (ประมาณ 3-4 แสนบาทต่อปี)
ตัวโครงการที่ไป ตอนเรียนแลกเปลี่ยน จะอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์เท่านั้น เค้าไม่ให้อยู่หอครับ แต่พอเรียนอยู่ต่อ อันนี้ไม่ใช่เด็กแลกเปลี่ยนแล้ว ก็ย้ายมาอยู่หอได้ (ไม่ได้อยู่ในขอบเขตของโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน)
ทิ้งท้ายคือ ถ้าไปโคงรการแลกเปลี่ยน แบบที่เลือกโรงเรียนได้ ลองค้นหาข้อมูลโรงเรียน ที่มีระบบทุนการศึกษาเอาไว้ก่อนก็ได้ครับ เผื่อ ลูกหลานเรามีโอกาสในการรับทุน จะมากจะน้อยก็ว่ากันอีกที
ส่วนโครงการแบบที่ เราไม่ใช่ผู้เลือก อันนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ การทำ port folio ให้น่าสนใจมากๆ
ในส่วน port ที่ผมกับลูกช่วยกันทำ โจทย์เค้าให้เป็น PDF กับคลิปวีดีโอแนะนำตัว
ตัว PDF ผมฝังลิงค์และ QR ที่พาไปฟังเพลงที่เล่น(เปียโน) มีคลิปสั้นๆประกอบ ใช้รูปถ่ายผสมรูปวาด ใช้ AI ทำ
ส่วนคลิปสั้น ทำเป็นการ์ตูนนิทานเล่าเรื่อง แบบนิทานเด็ก ก็ใช้ AI ผสมงานมือ ลงเสียงบรรยาย สร้างเป็นตัวการ์ตูนที่พาเราไปรู้จัก นางสาว คนนี้ แทนการมาแนะนำตัวเฉยๆ
ครูบอกว่า โดดเด่นมาก เห็นแล้ว ทางโรงรเียนรู้เลยว่า ต้องเอาเด็กคนนี้มาเรียนให้ได้
บอกก่อนเลยนะครับ port ไร้สาระมากๆ ไม่มีวิชาการใดๆในนั้น มีแต่ ดนตรี กีฬา แมว หมา ปลา กิจกรรมนอกโรงเรียน ที่ไม่มีประกาศนียบัตรใดๆเลยเพราะเน้นทางบ้าน ชวนกันไปทำเช่น ไปช่วยอุทกภัย ไปปลูกข้าวโฮมสเตย์ ไปอาสาสอนภาษาอังกฤษชุมชนแออัด ไปเล่านิทานให้เด็กกำพร้า ด้อยโอกาส ไปเล่นดนตรีบ้านพักคนชรา ไปดูดาวกางเต็นท์
ดังนั้น ผมคิดว่า port folio คือที่สุดของยุคนี้คับ การสื่อสาร การนำเสนอ เป็นทักษะที่ทุกคนต้องทำเป็น หรือ รู้ว่า ต้องทำออกมาแบบไหนให้สะดุดตา
สำหรับการไปโครงการแลกเปลี่ยนแบบนี้ การขายตัวเอง สำคัญกว่าการหาประกาศนียบรัตรปังๆ รางวัลเจ๋งๆใส่ลงไป เพราะ ผมคิดว่า ถ้าไม่ใช่ระดับรางวัลรัฐบาล รางวัลจังหวัดรับรอง ใส่ลงไป ฝรั่งก็ไม่ได้ให้ความสำคัญมากครับ
*หมายเหตุ ภาพดัดแปลงด้วย AI เพื่อความเป็นส่วนตัวของบุคคลที่เกี่ยวข้อง
https://pantip.com/topic/44079321/comment4
กระทู้เห่อลูก : วิญญาณฉันรอ ที่ทางช้างเผือก
https://pantip.com/topic/44055625
กระทู้เห่อลูก : เมื่อลูกหารายได้เสริมด้วยตัวเองล้วนๆครั้งแรก
https://pantip.com/topic/44030631
กระทู้เห่อลูกอีกแล้ว : อาหารเด็กหอไฮสคูลเค้ากินอะไรกัน?
https://pantip.com/topic/44005127