
ผลการเรียนตก เกรดตก คะแนนตก ..พ่อแม่จำนวนไม่น้อยเลย น่าจะเริ่มกลุ้มใจกับการเรียนของลูก ยิ่งถ้าเป็นพ่อแม่ที่คาดหวังให้ลูกต้องเรียนเก่ง สอบได้โรงเรียนดีๆ ไปเรียนต่อที่ดีๆได้ คงจะกลุ้มใจ เคีรยด ผิดหวัง หากพบว่า ลูก กำลังเรียนแย่ลง
กระทู้เห่อลูก จะมาเล่าเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น
ย้อนกันสั้นๆนิดนึง ลูกสาวตัวแสบ ไปเรียนแลกเปลี่ยนที่อเมริกาตอน ม.4 แล้วสอบยื่นขอทุนสนับสนุนเรียนจนจบไฮสคูล ตอนนี้เรียน เกรด 11 อยู่หอในโรงเรียน ที่สำคัญ เพิ่งได้ประชุม(ออนไลน์) กับบรรดาครูที่สอนนางผ่านไปหมาดๆ
สิ่งที่เกิดคือ "คะแนนลดลง" แถมคะแนนอาจอยู่ในระดับที่คาบเส้นกับเกรดเฉลี่ยข้อแม้ของการรับทุน
ซึ่ง เพิ่งได้รู้จากที่ครูบอกนี่เอง ก่อนหน้านี้ ก็แค่สังเกตได้ว่า ลูกสาว ดูมีอะไรเครียดๆ ไม่ค่อยร่าเริงตอนวีดีโอคอลคุยกัน มีแต่เล่าเรื่องต่างๆตามปกติ จนได้มารู้ว่า กำลังเครียดกับคะแนนตัวเอง

พักเรื่องคะแนนไว้ก่อนนะครับ
เรือ่งราวโดยทั่วไปชีวิตเด็กหญิงในต่างแดน นอกจากเรียน อยู่หอรวมกับเพื่อนเด็กทุน เด็กนานาชาติ ก็ยังทำงานพิเศษอาสาสมัครของ สถาบันเอเชียศึกษาของมหาวิทยาลัยรัฐในเมือง ตอนนี้ มีตำแหน่งประจำแล้วคือ เจ้าหน้าที่ดูแลโซเชียลของสถาบัน นอกจากนั้น เพิ่งได้รับการทาบทามไปเข้าวงดนตรีของโรงเรียน เพราะ เคยเรียนเปียโนมา ก็เล่นได้ในระดับนึง อ่านโน้ตได้ เล่นด้วยหูฟังเฉยๆก็ได้ แม้จะไม่ได้เน้นการสอบเกรด การประกวดมาก แต่เน้นเล่นและแกะเพลง จากที่เรียนมาประมาณ 10-11 ปีนี้
ครูดนตรี มาถามว่าสนใจอยากร่วมวงไปประกวดมั้ย เค้าจะต้องฝึกซ้อม ไปประกวดตามเมืองต่างๆ เล่นคียร์บอร์ด ประมาณประกอบคนอื่นเค้า ต้องเล่นตามโน้ตที่มีมาให้ มีเครือ่งตีเป็นหลัก ลูกสาวบอกว่า ไม่ยากเลย แต่ ยากที่ต้องเล่นให้ตรงกัน ไม่เหมือนเล่นคนเดียว หรือเล่น 3-4 คน ผมก็ไม่แน่ใจว่าประเทศไทยมีแบบนี้มั้ย ลูกสาวส่งคลิปตอนฝึกซ้อมมาให้ดู ก็เหมือนวงโยธวาทิต แต่ มีแต่พวกกลองเท่านั้น แปรขบวนแบบวิ่ง เร็วมากๆ (นางเป็นคนที่ยืนเล่นเแยๆ)

ชมรมวิชาการที่อยู่มาก่อน ก็ยังทำกิจกรรม โดยเธอมาสนใจเรื่องวรรณกรรม เวลาว่างก็นอนอ่านนิยาย เข้าห้องสมุดร้านหนังสือเก่า กลางคืนนอนอ่านนิยายดึกๆไม่หลับไม่นอน จากเดิมที่หมดเงินไปกับขนม ของกิน ของใช้จุกจิกๆแนวสาวๆ ตอนนี้ เงินไปลงกับหนังสือวรรณกรรมที่ไปได้มาจากร้านขายของเก่า บางเล่มเอามาอวด น่าจะอายุ 50 ปีได้ เพราะเหลืองหมดแล้ว
นางอ่านหมด จะนิยายดีเลิศ หรืออะไรก็ไม่รู้ แล้วค่อยไปหาข้อมูล ไล่ซื้อไล่อ่านไปเรื่อยๆ ค่อยๆพูดชื่อนักเขียนและหนังสือมา บอกเลยว่า พ่อไม่รู้จักแล้ว ไปไม่ทันนางแล้ว

สิ่งที่ได้รับการรายงานจากครูคือ นางเป็นคนมีพลังงานเยอะมาก เป็นเด็กที่เสนอตัวเสมอเมื่อครูถามหาคำตอบ ความเห็น วิชาที่ทำได้ดีจนครูใช้คำว่า เป็นกลุ่มที่คะแนนดีที่สุดของชั้นเรียน คือ วิชาสายสังคม ส่วนวิชาสายคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ครูใช้คำว่า "โอเค" พอเรียนได้ แต่คะแนนสอบดูไม่ดีเท่าไหร่ ยกเว้นเนื้อหาวิชา การจัดการด้านการเงินส่วนตัว ที่ทำได้ละเอียด
วิชาด้านภาษาอังกฤษ อันนี้ สิ่งที่เพิ่งรู้คือ โรงเรียนนี้ นักเรียนแลกเปลี่ยนจะเรียนภาษาอังกฤษแยกกับเด็กปกติ ในระดับไฮสคูล นักรเียนแลกเปลี่ยนทั้งหมด ทุกประเทศ จะเรียนรวมกัน เป็น ภาษาอังกฤษสำหรับภาษาที่สอง ในขณะที่ เด็กปกติจะเรียน ภาษาอังกฤษที่ยากกว่า รวมถึงภาษาอื่นๆด้วย ซึ่ง พอลูกสาวต้องเรียนแบบเด็กปกติ ปีนี้ต้องเรียนภาษาอังกฤษกับเด็กท้องถิ่นทั้งหมด เนื้อหาจะเป็น ภาษาเพื่อวิชาการ ภาษาอังกฤษกับวรรณกรรม แถมต้องเรียนภาษาเพิ่ม ซึ่งมีให้เลือก ฝรั่งเศส สเปน เยอรมัน อิตาเลียน ลูกสาวไปเลือกลงเรียน อิตาเลียน เพราะรูมเมทเค้าเ)็นคนอิตาเลียน
แถมมีพ่วงไปเรียนวิชาเลือกภาษาจีน แต่อันนี้ลูกสาวบอกว่า ไปเอาเกรด เพราะ นางเรียนจีนที่ไทย (โรงเรียนบังคับเรียน) ตั้งแต่ประถม จนมัธยมต้น เรียนล้ำหน้าที่สอนที่นั่นไปแล้ว ดังนั้นไปเรียนก็คือของง่ายๆได้ A แน่นอน ในห้องคนที่เก่งกว่านางมีแค่ เด็กญี่ปุ่น (อเมริกัน เชือสายญี่ปุ่น) ซึ่ง ที่บ้านยังพูดและอ่านญี่ปุ่นกันอยู่ จะอ่านตัวจีนได้เยอะกว่านาง

นอกจากนี้ ยังเป็นโชคดีที่วิชาพละในรอบนี้ มีให้เลือกเรียน "ศิลปะป้องกันตัว" ซึ่งก็เข้าทาง นางจึงตัดสินใจไปเรียน เพราะตั้งแต่ 5 ขวบ ก็เรียนและแข่งเทควันโดมาจนถึงขึ้นมัธยมเลย ตอนนั้นก็เรียนกันแบบจริงจัง แข่งกันจริงจังอยู่ 6 ปี คู่แข่งที่เคยเจอกันมาตอนนี้ก็ไประดับกีฬาเยาวชนแห่งชาติแล้วก็มี (เลิกมาเพราะ ลูกสาวไม่ชอบการเป็นนักกีฬา)
พอมาเรียน ครูสอน martial art พอรู้ว่า เคยเรียนมาก็ให้ทดลอง แล้วครูก็บอกว่า มีพื้นฐานสูงกว่าทั่วๆไป ถ้าจะกลับมาเล่น ครูจะพาไปยิมในเมือง ไปลงทัวร์นาเม็นท์ได้เลย แต่นางบอกว่า ไม่เอาแล้ว ซึ่งครูก็ไม่ได้ลำเอียงอะไร ไม่ได้จะให้เกรดกันง่ายๆแต่หลายอย่างก็ถือว่าง่ายกว่าเพื่อนๆที่ไม่เคยเรียนหรือเล่นพวกนี้มาก่อน อีกอย่าง การเรียนเน้นไปที่ mix martial art มากกว่า เรียนพื้นๆผสมกันไป ทั้งมวย ยูโด คาราเต้ มีมวยไทยด้วย (ความตลกคือ คนไทย แต่ไม่เป็นมวยไทย จนครูบอกว่า ครูเป็นฝรั่งยังรู้จักมวยไทยมากกว่าเลย)
มาเข้าเรื่องกันครับ (อ้อมไปนาน)
เรื่องคะแนนตกลง ครูเกือบทุกวิชาที่คุยบอกว่า ภาคเรียนนี้คะแนนลดลง โดยเฉพาะคะแนนสอบ ซึ่งไม่ได้มาจากการเกเร ยังคงเป็นเด็กโอเคในห้อง แต่เริ่มติดคุยเพิ่ม บางครั้งคุยเล่นล้นเกินเพื่อนแล้ว ให้จับกลุ่มทำงาน ก็นั่งฝอยกัน ไม่ได้ตั้งใจทำงาน แต่ยังแอ็คทีฟในการเรียน มีมาสายบ้าง (เพราะนั่งฝอยเพลิน)
อ้อ ผมน่าจะไม่เคยเล่าว่า โรงเรียนที่เค้าเรียน ถ้าลูกสาย หรือ ขาดเรียน จะมีอีเมลมาเตือนที่เราด้วยนะครับ ผมก็เห็นแล้วล่ะว่า มีเมลแจ้งเตือนมาว่า นาง"อาจจะ" เข้าสย แต่เห็นว่า นานๆเด้งมาที (2 หนในภาคนี้) เลยไม่ได้ซีเรียสอะไร ถามนางไปก็บอกว่า ไปไม่ทันครูเช็คชื่อวิชานั้น

สำคัญที่ พอคุยกับครูที่ปรึกษา ซึ่งคุยนานหน่อย ครูก็ยืนยันว่า นางทรงพลังดีมาก ยังคงเป็นเด็กดีของคลาส ครุบอกว่า ดีและตั้งใจกว่าเด็กอเมริกันหลายๆคนที่ทำครูเหนื่อยด้วยซ้ำ ครูยังเอ่ยถามแบบคุย soft กันว่า เมืองไทย สร้างเด็กมาดีนะ คงเพราะอเมริกา มีเสรีให้เด็กเกินไป สบายเกินไป เด็กอเมริกัน ยังไงก็มีทางไปเลยไม่ค่อยแอ็คทีฟ (อยากบอกครูไปว่า เมืองไทยก็ไม่ได้ดีอะไรเลย ลูกสาวผม นางแค่บ้าพลัง เรือ่งเล่นของให้บอก วิชาการของหลบ)
ครูก็บอกว่า คะแนนมันลด ต้องระวัง ถ้าเกรดต่ำกว่าเกณฑ์ที่อยู่ในสัญญาทุน จะมีปัญหา ซึ่งปัญหาคือ ในเทอมต่อไป อาจต้องมีการจ่ายเงิน แต่ยังไม่ถึงกับยกเลิกทุนหรอก จะยกเลิกทุนก็ต่อเมื่อ เกรดต่ำกว่าเกณฑ์ต่อเนื่องตามจำนวนเทอมที่ระบุไว้ และยังตกต่ำลงเรื่อยๆ แต่ถ้าในระดับตอนนี้ ต้อให้ เรียนได้เท่านี้ไปจนจบก็ยังไม่ถูกยกเลิกทุน แต่ก็ต้องระวัง ควรกลับมาให้ได้เท่ากับภาคการเรียนก่อนที่คะแนนดีมาก กับปีที่แล้วที่เกรดยอดเยี่ยม
อย่างไรก็ตาม ครูไม่ได้ให้กังวล เพราะ นี่เป็นแค่คะแนนดิบ คะแนนสอบรายวิชา ตราบใดที่นางยังนั่งเรียนอย่างแอ็คทีฟ มีส่วนร่วมในชั้น ทำงาน ทำโปรเจ็กอย่างตั้งใจและดีเยี่ยม ก็จะยังมีคะแนนส่วนอื่น ที่ทำให้ ตัดเกรดออกมาแล้วก็ยังไม่น่าห่วง อีกอย่าง ด้วยความที่นางทำกิจกรรมทุกอย่างของโรงเรียน (ยกเว้นกีฬาหลักของโรงเรียน ซ็อคเกอร์หญิง บาสหญฺง วอลเลย์หญิง เพราะเคยไปคัดแล้วไม่ผ่าน) ทั้งวิชาการและดนตรี ครูส่วนมากในโรงเรียน คุ้นหน้านาง

แล้วลูกสาวก็อยู่เป็น (อันนี้มีคนแนะนำนางไป) นางชอบทำขนม อาหาร ไปฝากครู ทำข้าวเหนียวมะมวง ทำลาบหมู แม้แต่ ต้มยำกุ้ง ก็ทำแล้วแพ็คไปฝากครู เป็นที่รู้กันว่า ถ้าได้กลิ่นแปลกๆลอยมาจากหอพัก เช้าวันอาทิตย์ แปลว่า พรุ่งนี้ จะมีของกินไปฝากครูหลายคน
(แผนการนี้ มาจากแม่ผม คุณย่า สอนให้เข้าหาผู้ใหญ่ด้วยวิธีนี้)
ผมเคยเป็นคนกดดันคะแนนลูกนะครับ ไม่ได้กำหนดว่าต้องได้เท่าไหร่ แต่ กดดันในวิชาที่เค้าเก่ง และบอกว่าชอบวิชานั้น เทอมนี้ได้เท่านี้ เทอมหน้าต้องได้มากขึ้น ถ้าลดลง ต้องรู้ทางแก้และทุ่มเทเพื่อทำใหม่ จนกลายเป็นสร้างบรรยากาศความเครียดสะสมให้ลูกสาว จนได้พบจิตแพทย์เด็ก หมอให้คำปรึกษา ให้เราได้รู้ว่า เมื่อคะแนนเค้าลดลง เกรดตก คนแรกที่รู้สึกแย่คือตัวเค้า การที่เรายิ่งไปกดดันเพิ่ม มันสร้างพลังลบมากกว่าบวก หลังจากนั้นมา เปลี่ยนความคิดเลยครับ
ลดลง แล้วไง ลดแล้วกระทบชีวิตขนาดไหนมั้ย ลดแล้ว ยังดำเนินชีวิตอยู่ได้มั้ย ลดลงจากความเกเร เหลวไหล ขี้เกียจ ขาดแรงผลักดันตัวเอง หรือ ลดเพราะการบริหารเวลาไม่ดี
ในเคสเทอมนี้ สรุปกันว่า ก็ระวังๆหน่อย อย่าเพิ่งซ่ามาก เริ่มมีเพื่อนสนิท เริ่มมีสังคม เริ่มทำอะไรหลากหลาย อย่างน้อยที่สุด โฟกัสกับสิ่งตรงหน้าและรับผิดชอบตัวเอง
ผมก็ยังไม่คิดว่า นางต้องลดกิจกรรมและงานรอบตัวหรอกครับ ทำไปเลย ให้คุ้มกับชีวิตที่มี ให้มันเป็นรากฐานกับชีวิตในวันหน้า เราไม่มีทางรู้เลยว่า โอกาสอะไรในวันหน้า จะมาจากสิ่งที่เลือกทำในปีนี้
ที่ผ่านมาตอนเรียนในไทย ก็เป็นเด็กกลางๆห้อง คะแนนบางวิชาดี บางวิชาถึงกับแย่ แย่ที่ว่าคือ สอบตกเลยล่ะครับ ตกจนต้องซ่อม ถ้าเป็นสมัยโบราณก็ซ้ำชั้นกันไปแล้ว ตกเลข ตกวิทย์งี้ แต่วันนั้นก็อดทน ใจเย็น ค่อยๆให้กำลังใจ ค่อยๆช่วย จนในที่สุด ก็สอบผ่าน (การสอบผ่านเลข เหมือนได้เกียรตินิยมกันเลย) บอกตรงๆว่า ไม่เคยคิดว่า จะมาเป็นเด็กได้ทุน จะเป็นเด็กที่ครูชมว่าเป็นเด็กเก่งเลย
(ที่ชมว่าพลังเยอะ อันนั้น ภูมิใจมาก เราปั้นมากันแบบนี้จริงๆ)
สิ่งที่ยอากจะบอก พ่อแม่ ผู้ปกครองคือ คะแนน เกรด มันไม่ใช่ทุกอย่างเลยครับ สิ่งสำคัญกว่านั้นคือ ตัวเค้า ชีวิตเค้า ที่ยังดำเนินไปกับสังคมได้ ถ้าเค้าอยู่กับสังคมโรงเรียนได้ อยู่อย่างไร อนาคต เค้าก็อยู่ในสังคมเราได้แบบนั้นแหละ ขอให้มองความเก่ง มองตัวตนของเค้า มากกว่ามองคะแนน เกรดของเค้าครับ
แต่ก็บอกไปแล้วว่า อย่าให้ต้องจ่ายเพิ่มนะ นี่ก็เยอะแล้ว จ่ายเพิ่มมา โดนย่าด่าแน่นอน
*หมายเพตุ : ภาพประกอบดัดแปลงด้วย AI เพื่อความเป็นส่วนตัวของผู้เกี่ยวข้อง ประกอบการเล่าเรื่องเท่านั้น
กระทู้เห่อลูก : เมื่อผลการเรียนตก ชีวิตจะตกต่ำเสมอไปหรือไม่
ผลการเรียนตก เกรดตก คะแนนตก ..พ่อแม่จำนวนไม่น้อยเลย น่าจะเริ่มกลุ้มใจกับการเรียนของลูก ยิ่งถ้าเป็นพ่อแม่ที่คาดหวังให้ลูกต้องเรียนเก่ง สอบได้โรงเรียนดีๆ ไปเรียนต่อที่ดีๆได้ คงจะกลุ้มใจ เคีรยด ผิดหวัง หากพบว่า ลูก กำลังเรียนแย่ลง
กระทู้เห่อลูก จะมาเล่าเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น
ย้อนกันสั้นๆนิดนึง ลูกสาวตัวแสบ ไปเรียนแลกเปลี่ยนที่อเมริกาตอน ม.4 แล้วสอบยื่นขอทุนสนับสนุนเรียนจนจบไฮสคูล ตอนนี้เรียน เกรด 11 อยู่หอในโรงเรียน ที่สำคัญ เพิ่งได้ประชุม(ออนไลน์) กับบรรดาครูที่สอนนางผ่านไปหมาดๆ
สิ่งที่เกิดคือ "คะแนนลดลง" แถมคะแนนอาจอยู่ในระดับที่คาบเส้นกับเกรดเฉลี่ยข้อแม้ของการรับทุน
ซึ่ง เพิ่งได้รู้จากที่ครูบอกนี่เอง ก่อนหน้านี้ ก็แค่สังเกตได้ว่า ลูกสาว ดูมีอะไรเครียดๆ ไม่ค่อยร่าเริงตอนวีดีโอคอลคุยกัน มีแต่เล่าเรื่องต่างๆตามปกติ จนได้มารู้ว่า กำลังเครียดกับคะแนนตัวเอง
พักเรื่องคะแนนไว้ก่อนนะครับ
เรือ่งราวโดยทั่วไปชีวิตเด็กหญิงในต่างแดน นอกจากเรียน อยู่หอรวมกับเพื่อนเด็กทุน เด็กนานาชาติ ก็ยังทำงานพิเศษอาสาสมัครของ สถาบันเอเชียศึกษาของมหาวิทยาลัยรัฐในเมือง ตอนนี้ มีตำแหน่งประจำแล้วคือ เจ้าหน้าที่ดูแลโซเชียลของสถาบัน นอกจากนั้น เพิ่งได้รับการทาบทามไปเข้าวงดนตรีของโรงเรียน เพราะ เคยเรียนเปียโนมา ก็เล่นได้ในระดับนึง อ่านโน้ตได้ เล่นด้วยหูฟังเฉยๆก็ได้ แม้จะไม่ได้เน้นการสอบเกรด การประกวดมาก แต่เน้นเล่นและแกะเพลง จากที่เรียนมาประมาณ 10-11 ปีนี้
ครูดนตรี มาถามว่าสนใจอยากร่วมวงไปประกวดมั้ย เค้าจะต้องฝึกซ้อม ไปประกวดตามเมืองต่างๆ เล่นคียร์บอร์ด ประมาณประกอบคนอื่นเค้า ต้องเล่นตามโน้ตที่มีมาให้ มีเครือ่งตีเป็นหลัก ลูกสาวบอกว่า ไม่ยากเลย แต่ ยากที่ต้องเล่นให้ตรงกัน ไม่เหมือนเล่นคนเดียว หรือเล่น 3-4 คน ผมก็ไม่แน่ใจว่าประเทศไทยมีแบบนี้มั้ย ลูกสาวส่งคลิปตอนฝึกซ้อมมาให้ดู ก็เหมือนวงโยธวาทิต แต่ มีแต่พวกกลองเท่านั้น แปรขบวนแบบวิ่ง เร็วมากๆ (นางเป็นคนที่ยืนเล่นเแยๆ)
ชมรมวิชาการที่อยู่มาก่อน ก็ยังทำกิจกรรม โดยเธอมาสนใจเรื่องวรรณกรรม เวลาว่างก็นอนอ่านนิยาย เข้าห้องสมุดร้านหนังสือเก่า กลางคืนนอนอ่านนิยายดึกๆไม่หลับไม่นอน จากเดิมที่หมดเงินไปกับขนม ของกิน ของใช้จุกจิกๆแนวสาวๆ ตอนนี้ เงินไปลงกับหนังสือวรรณกรรมที่ไปได้มาจากร้านขายของเก่า บางเล่มเอามาอวด น่าจะอายุ 50 ปีได้ เพราะเหลืองหมดแล้ว
นางอ่านหมด จะนิยายดีเลิศ หรืออะไรก็ไม่รู้ แล้วค่อยไปหาข้อมูล ไล่ซื้อไล่อ่านไปเรื่อยๆ ค่อยๆพูดชื่อนักเขียนและหนังสือมา บอกเลยว่า พ่อไม่รู้จักแล้ว ไปไม่ทันนางแล้ว
สิ่งที่ได้รับการรายงานจากครูคือ นางเป็นคนมีพลังงานเยอะมาก เป็นเด็กที่เสนอตัวเสมอเมื่อครูถามหาคำตอบ ความเห็น วิชาที่ทำได้ดีจนครูใช้คำว่า เป็นกลุ่มที่คะแนนดีที่สุดของชั้นเรียน คือ วิชาสายสังคม ส่วนวิชาสายคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ครูใช้คำว่า "โอเค" พอเรียนได้ แต่คะแนนสอบดูไม่ดีเท่าไหร่ ยกเว้นเนื้อหาวิชา การจัดการด้านการเงินส่วนตัว ที่ทำได้ละเอียด
วิชาด้านภาษาอังกฤษ อันนี้ สิ่งที่เพิ่งรู้คือ โรงเรียนนี้ นักเรียนแลกเปลี่ยนจะเรียนภาษาอังกฤษแยกกับเด็กปกติ ในระดับไฮสคูล นักรเียนแลกเปลี่ยนทั้งหมด ทุกประเทศ จะเรียนรวมกัน เป็น ภาษาอังกฤษสำหรับภาษาที่สอง ในขณะที่ เด็กปกติจะเรียน ภาษาอังกฤษที่ยากกว่า รวมถึงภาษาอื่นๆด้วย ซึ่ง พอลูกสาวต้องเรียนแบบเด็กปกติ ปีนี้ต้องเรียนภาษาอังกฤษกับเด็กท้องถิ่นทั้งหมด เนื้อหาจะเป็น ภาษาเพื่อวิชาการ ภาษาอังกฤษกับวรรณกรรม แถมต้องเรียนภาษาเพิ่ม ซึ่งมีให้เลือก ฝรั่งเศส สเปน เยอรมัน อิตาเลียน ลูกสาวไปเลือกลงเรียน อิตาเลียน เพราะรูมเมทเค้าเ)็นคนอิตาเลียน
แถมมีพ่วงไปเรียนวิชาเลือกภาษาจีน แต่อันนี้ลูกสาวบอกว่า ไปเอาเกรด เพราะ นางเรียนจีนที่ไทย (โรงเรียนบังคับเรียน) ตั้งแต่ประถม จนมัธยมต้น เรียนล้ำหน้าที่สอนที่นั่นไปแล้ว ดังนั้นไปเรียนก็คือของง่ายๆได้ A แน่นอน ในห้องคนที่เก่งกว่านางมีแค่ เด็กญี่ปุ่น (อเมริกัน เชือสายญี่ปุ่น) ซึ่ง ที่บ้านยังพูดและอ่านญี่ปุ่นกันอยู่ จะอ่านตัวจีนได้เยอะกว่านาง
นอกจากนี้ ยังเป็นโชคดีที่วิชาพละในรอบนี้ มีให้เลือกเรียน "ศิลปะป้องกันตัว" ซึ่งก็เข้าทาง นางจึงตัดสินใจไปเรียน เพราะตั้งแต่ 5 ขวบ ก็เรียนและแข่งเทควันโดมาจนถึงขึ้นมัธยมเลย ตอนนั้นก็เรียนกันแบบจริงจัง แข่งกันจริงจังอยู่ 6 ปี คู่แข่งที่เคยเจอกันมาตอนนี้ก็ไประดับกีฬาเยาวชนแห่งชาติแล้วก็มี (เลิกมาเพราะ ลูกสาวไม่ชอบการเป็นนักกีฬา)
พอมาเรียน ครูสอน martial art พอรู้ว่า เคยเรียนมาก็ให้ทดลอง แล้วครูก็บอกว่า มีพื้นฐานสูงกว่าทั่วๆไป ถ้าจะกลับมาเล่น ครูจะพาไปยิมในเมือง ไปลงทัวร์นาเม็นท์ได้เลย แต่นางบอกว่า ไม่เอาแล้ว ซึ่งครูก็ไม่ได้ลำเอียงอะไร ไม่ได้จะให้เกรดกันง่ายๆแต่หลายอย่างก็ถือว่าง่ายกว่าเพื่อนๆที่ไม่เคยเรียนหรือเล่นพวกนี้มาก่อน อีกอย่าง การเรียนเน้นไปที่ mix martial art มากกว่า เรียนพื้นๆผสมกันไป ทั้งมวย ยูโด คาราเต้ มีมวยไทยด้วย (ความตลกคือ คนไทย แต่ไม่เป็นมวยไทย จนครูบอกว่า ครูเป็นฝรั่งยังรู้จักมวยไทยมากกว่าเลย)
มาเข้าเรื่องกันครับ (อ้อมไปนาน)
เรื่องคะแนนตกลง ครูเกือบทุกวิชาที่คุยบอกว่า ภาคเรียนนี้คะแนนลดลง โดยเฉพาะคะแนนสอบ ซึ่งไม่ได้มาจากการเกเร ยังคงเป็นเด็กโอเคในห้อง แต่เริ่มติดคุยเพิ่ม บางครั้งคุยเล่นล้นเกินเพื่อนแล้ว ให้จับกลุ่มทำงาน ก็นั่งฝอยกัน ไม่ได้ตั้งใจทำงาน แต่ยังแอ็คทีฟในการเรียน มีมาสายบ้าง (เพราะนั่งฝอยเพลิน)
อ้อ ผมน่าจะไม่เคยเล่าว่า โรงเรียนที่เค้าเรียน ถ้าลูกสาย หรือ ขาดเรียน จะมีอีเมลมาเตือนที่เราด้วยนะครับ ผมก็เห็นแล้วล่ะว่า มีเมลแจ้งเตือนมาว่า นาง"อาจจะ" เข้าสย แต่เห็นว่า นานๆเด้งมาที (2 หนในภาคนี้) เลยไม่ได้ซีเรียสอะไร ถามนางไปก็บอกว่า ไปไม่ทันครูเช็คชื่อวิชานั้น
สำคัญที่ พอคุยกับครูที่ปรึกษา ซึ่งคุยนานหน่อย ครูก็ยืนยันว่า นางทรงพลังดีมาก ยังคงเป็นเด็กดีของคลาส ครุบอกว่า ดีและตั้งใจกว่าเด็กอเมริกันหลายๆคนที่ทำครูเหนื่อยด้วยซ้ำ ครูยังเอ่ยถามแบบคุย soft กันว่า เมืองไทย สร้างเด็กมาดีนะ คงเพราะอเมริกา มีเสรีให้เด็กเกินไป สบายเกินไป เด็กอเมริกัน ยังไงก็มีทางไปเลยไม่ค่อยแอ็คทีฟ (อยากบอกครูไปว่า เมืองไทยก็ไม่ได้ดีอะไรเลย ลูกสาวผม นางแค่บ้าพลัง เรือ่งเล่นของให้บอก วิชาการของหลบ)
ครูก็บอกว่า คะแนนมันลด ต้องระวัง ถ้าเกรดต่ำกว่าเกณฑ์ที่อยู่ในสัญญาทุน จะมีปัญหา ซึ่งปัญหาคือ ในเทอมต่อไป อาจต้องมีการจ่ายเงิน แต่ยังไม่ถึงกับยกเลิกทุนหรอก จะยกเลิกทุนก็ต่อเมื่อ เกรดต่ำกว่าเกณฑ์ต่อเนื่องตามจำนวนเทอมที่ระบุไว้ และยังตกต่ำลงเรื่อยๆ แต่ถ้าในระดับตอนนี้ ต้อให้ เรียนได้เท่านี้ไปจนจบก็ยังไม่ถูกยกเลิกทุน แต่ก็ต้องระวัง ควรกลับมาให้ได้เท่ากับภาคการเรียนก่อนที่คะแนนดีมาก กับปีที่แล้วที่เกรดยอดเยี่ยม
อย่างไรก็ตาม ครูไม่ได้ให้กังวล เพราะ นี่เป็นแค่คะแนนดิบ คะแนนสอบรายวิชา ตราบใดที่นางยังนั่งเรียนอย่างแอ็คทีฟ มีส่วนร่วมในชั้น ทำงาน ทำโปรเจ็กอย่างตั้งใจและดีเยี่ยม ก็จะยังมีคะแนนส่วนอื่น ที่ทำให้ ตัดเกรดออกมาแล้วก็ยังไม่น่าห่วง อีกอย่าง ด้วยความที่นางทำกิจกรรมทุกอย่างของโรงเรียน (ยกเว้นกีฬาหลักของโรงเรียน ซ็อคเกอร์หญิง บาสหญฺง วอลเลย์หญิง เพราะเคยไปคัดแล้วไม่ผ่าน) ทั้งวิชาการและดนตรี ครูส่วนมากในโรงเรียน คุ้นหน้านาง
แล้วลูกสาวก็อยู่เป็น (อันนี้มีคนแนะนำนางไป) นางชอบทำขนม อาหาร ไปฝากครู ทำข้าวเหนียวมะมวง ทำลาบหมู แม้แต่ ต้มยำกุ้ง ก็ทำแล้วแพ็คไปฝากครู เป็นที่รู้กันว่า ถ้าได้กลิ่นแปลกๆลอยมาจากหอพัก เช้าวันอาทิตย์ แปลว่า พรุ่งนี้ จะมีของกินไปฝากครูหลายคน
(แผนการนี้ มาจากแม่ผม คุณย่า สอนให้เข้าหาผู้ใหญ่ด้วยวิธีนี้)
ผมเคยเป็นคนกดดันคะแนนลูกนะครับ ไม่ได้กำหนดว่าต้องได้เท่าไหร่ แต่ กดดันในวิชาที่เค้าเก่ง และบอกว่าชอบวิชานั้น เทอมนี้ได้เท่านี้ เทอมหน้าต้องได้มากขึ้น ถ้าลดลง ต้องรู้ทางแก้และทุ่มเทเพื่อทำใหม่ จนกลายเป็นสร้างบรรยากาศความเครียดสะสมให้ลูกสาว จนได้พบจิตแพทย์เด็ก หมอให้คำปรึกษา ให้เราได้รู้ว่า เมื่อคะแนนเค้าลดลง เกรดตก คนแรกที่รู้สึกแย่คือตัวเค้า การที่เรายิ่งไปกดดันเพิ่ม มันสร้างพลังลบมากกว่าบวก หลังจากนั้นมา เปลี่ยนความคิดเลยครับ
ลดลง แล้วไง ลดแล้วกระทบชีวิตขนาดไหนมั้ย ลดแล้ว ยังดำเนินชีวิตอยู่ได้มั้ย ลดลงจากความเกเร เหลวไหล ขี้เกียจ ขาดแรงผลักดันตัวเอง หรือ ลดเพราะการบริหารเวลาไม่ดี
ในเคสเทอมนี้ สรุปกันว่า ก็ระวังๆหน่อย อย่าเพิ่งซ่ามาก เริ่มมีเพื่อนสนิท เริ่มมีสังคม เริ่มทำอะไรหลากหลาย อย่างน้อยที่สุด โฟกัสกับสิ่งตรงหน้าและรับผิดชอบตัวเอง
ผมก็ยังไม่คิดว่า นางต้องลดกิจกรรมและงานรอบตัวหรอกครับ ทำไปเลย ให้คุ้มกับชีวิตที่มี ให้มันเป็นรากฐานกับชีวิตในวันหน้า เราไม่มีทางรู้เลยว่า โอกาสอะไรในวันหน้า จะมาจากสิ่งที่เลือกทำในปีนี้
ที่ผ่านมาตอนเรียนในไทย ก็เป็นเด็กกลางๆห้อง คะแนนบางวิชาดี บางวิชาถึงกับแย่ แย่ที่ว่าคือ สอบตกเลยล่ะครับ ตกจนต้องซ่อม ถ้าเป็นสมัยโบราณก็ซ้ำชั้นกันไปแล้ว ตกเลข ตกวิทย์งี้ แต่วันนั้นก็อดทน ใจเย็น ค่อยๆให้กำลังใจ ค่อยๆช่วย จนในที่สุด ก็สอบผ่าน (การสอบผ่านเลข เหมือนได้เกียรตินิยมกันเลย) บอกตรงๆว่า ไม่เคยคิดว่า จะมาเป็นเด็กได้ทุน จะเป็นเด็กที่ครูชมว่าเป็นเด็กเก่งเลย
(ที่ชมว่าพลังเยอะ อันนั้น ภูมิใจมาก เราปั้นมากันแบบนี้จริงๆ)
สิ่งที่ยอากจะบอก พ่อแม่ ผู้ปกครองคือ คะแนน เกรด มันไม่ใช่ทุกอย่างเลยครับ สิ่งสำคัญกว่านั้นคือ ตัวเค้า ชีวิตเค้า ที่ยังดำเนินไปกับสังคมได้ ถ้าเค้าอยู่กับสังคมโรงเรียนได้ อยู่อย่างไร อนาคต เค้าก็อยู่ในสังคมเราได้แบบนั้นแหละ ขอให้มองความเก่ง มองตัวตนของเค้า มากกว่ามองคะแนน เกรดของเค้าครับ
แต่ก็บอกไปแล้วว่า อย่าให้ต้องจ่ายเพิ่มนะ นี่ก็เยอะแล้ว จ่ายเพิ่มมา โดนย่าด่าแน่นอน
*หมายเพตุ : ภาพประกอบดัดแปลงด้วย AI เพื่อความเป็นส่วนตัวของผู้เกี่ยวข้อง ประกอบการเล่าเรื่องเท่านั้น