ถ้าลูกคุณพูดแบบนี้ จะรู้สึกอย่างไร .. ณ ตอนนั้น รู้สึกอึ้งจนนิ่งไปหลายวินาที
จากที่ลูกสอบไปเรียนแลกเปลี่ยน ม.4 และ โรงเรียน ยื่นเสนอให้สามารถเรียนต่อจนจบไฮสคูล โดยมีทุนช่วยเหลือที่ทุ่นค่าใช้จ่ายได้เยอะมาก (เหลือปีละ 4 แสนบาท รวมกินอยู่หอในโรงเรียน) ลูกสาวที่ตอนนี้ก็เรียนเกรด 11 (ม.5) ซึ่งไม่ได้กลับบ้านมาปีครึ่ง ได้เดินทางกลับมาเยี่ยมในช่วงปิดหน้าหนาว (จังหวะดีลการเลื่อนตั๋วที่จองไว้แล้วลงตัวพอดี)
นางจึงกลับบ้านมาทำหลายๆภารกิจทั้ง ตัดผม ทำฟัน ตัดแว่นใหม่ ซื้อของขนไปมากมาย รวมทั้ง กลับมาร่ำลาเพื่อนๆที่โรงเรียน

สิ่งที่สัมผัสได้เมื่อไปรับลูกที่นามบินตั้งแต่แรกคือ เค้าโตขึ้นมาก กลับมาที่บ้าน เหมือนเป็นลูกกคนใหม่ (จะรเียกลูกคนอื่นก็กระดากใจ) กิจวัตรหลายอย่างเปลี่ยนไป แต่สิ่งที่เด่นชัดที่สุดคือ การจัดการ ที่เหมือนไปอัพเลเวล ไปได้สกิลใหม่มา แม้หลายอย่างก็ยังคงเส้นคงวาเช่น ตื่นเช้าไม่เก็บที่นอน ของวางไม่ค่อยเป็นระเบียบ แต่บางอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ก็ได้เห็น เช่น รื้อกระเป๋าที่ขนเสื้อผ้าเก่ากลับมา พับผ้าเอาใส่ตู้ และรื้อตู้เสื้อผ้าออกมาจัดใหม่ทั้งหมด หรือ กินขนม กินน้ำเสร็จแล้ว ล้างทุกอย่างทันที จากเดิมที่จะกองไว้รอครบวันค่อยล้าง (เค้าบอกว่า อยู่หอ ในครัวรวม ห้ามทิ้งภาชนะไว้ มันติดเป็นนิสัยไปแล้ว)
อีกอย่างที่เพิ่มขึ้นมาคือ ตลอดเวลาราว 2 สัปดาห์ที่กลับมา ตัวเค้า ทำลิสต์สิ่งที่ต้องทำ สิ่งที่ต้องซื้อเตีรยมไว้หมด วันหยุด วันว่างแต่ละวัน จะมาดีลกับพ่อ แม่ ย่า เพื่อวางโปรแกรมให้ใช้วันที่มีได้คุ้มที่สุด แทบไม่ต้องบอกว่าต้องทำอะไรวันไหน ต้องซื้ออะไรบ้าง ได้แค่เตือนเผื่อๆไว้เท่านั้น
ซึ่ง หากย่า หรือแม่ จะจู้จี้ ว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง วิธีรับมือของนางคือ เอาลิสต์มาให้ดูเลยว่า เตรียมหมดแล้ว
จนมนุษย์พ่อต้องไปบอกทั้งสองว่า "ลูกมันโตแล้วนะ" (เล่นไปคอยจี้ให้เตรียมแปรงสีฟันไปเยอะๆ เตีรยมซื้อดินสอปากกาไปเยอะๆเพื่อประหยัด แม้แต่ กกน. ก็จะให้ซื้อจนไปสำหรับใช้ 2 ปี)

ท้ายที่สุด หมดเวลาพักผ่อน เดินทางกลับไปก็ไปส่งกันตามปกติ ร่ำลากอดกัน เพราะรู้ว่า รอบนี้ ไปยาวๆอีกปีกว่าๆเลย และ ยังไม่ระบุวันเดินทางกลับ
เมื่อนางร่ำลาย่า
"จะโทรหาย่าบ่อยๆ จะได้ฝึกพูดไทยชัดๆเหมือนเดิมนะ"
เมื่อนางร่ำลาแม่
"ไม่ต้องห่วงนะ หนูโตแล้ว แต่ถ้ามีอะไรจะรีบบอก"
เมื่อนางร่ำลาพ่อ
"ถ้าสมัครยูไม่ได้หนูไม่กลับมานะ (หัวเราะ" แถมทำหน้าจริงจัง
เป้าหมายของเค้าคือ เค้าจะหาทางเข้ามหาวัทยาลัยที่นั่นให้ได้ ในแบบที่ ใช้เงินน้อยที่สุด เพราะมีความสุขกับการได้เรียน อยู่หอ ใช้ชีวิตเอง สนุกกับการได้จัดการตัวเองทุกอย่าง และตอนนี้ เหมือนเป้าหมายคือการเข้ามหาวิทยาลัย ที่ เมื่อไปอยู่ที่นั่น ทุกอย่างเค้าจะหาเอง เลือกเอง โดยเจ้าตัวรู้ว่า ทางบ้านไม่ได้มีเงิน่งเสียเรียนเป็นล้านแน่ๆ ทางออกคือ ต้องหาทั้งทุนและโอกาสที่จะเรียนได้อย่างประหยัดที่สุด

ที่อึ้งไปเพราะ ในหัวเราไม่คิดว่า ทุกอย่างต้องเป็นแบบนั้นเป๊ะๆ ก็คิดว่า กลับมาหลังเรียนจบ แล้วค่อยดูว่าจะรเียนยังไงได้บ้าง ถ้าไม่ได้จริงๆ มาสมัครใกล้ๆไทยก็ยังมีโอกาส หรือจะเรียนในไทย พวกหลักสูตรนานาชาติก็ยังมีทาง
แต่ เจ้าตัว อยาก ทุบหม้อข้าวบุกตีเมืองให้ได้เสียนี่
วูบหนึ่ง รู้สึกเหมือน จะไม่ได้เจอลูกอีกต่อไป แต่ ก็คิดว่าไม่เห็นเป็นไร ก็ยังติดต่อกันเกือบทุกวัน แล้วถ้านางไม่กลับ งั้น เราไปหาแทนเอง
ขอให้อยู่ได้ มีโอกาส มีชีวิตที่เค้ารู้สึกว่าใช่เถอะ
ทั้งๆที่ก็เตรียมใจไว้นานแล้ว และเป็นการลากันครั้งที่สอง แต่ก็ ยังแอบรู้สึกเคว้งคว้างไม่ได้เลย
หมายเหตุ : ภาพประกอบไม่เจาะจงเหตุการณ์และใช้ AI ดัดแปลง เพื่อความเป็นส่วนตัวของผู้เกี่ยวข้อง
กระทู้เห่อลูก : "ถ้าไม่สำเร็จจะไม่กลับบ้าน" เมื่อลูกเอ่ยประโยคนี้ก่นอลา
จากที่ลูกสอบไปเรียนแลกเปลี่ยน ม.4 และ โรงเรียน ยื่นเสนอให้สามารถเรียนต่อจนจบไฮสคูล โดยมีทุนช่วยเหลือที่ทุ่นค่าใช้จ่ายได้เยอะมาก (เหลือปีละ 4 แสนบาท รวมกินอยู่หอในโรงเรียน) ลูกสาวที่ตอนนี้ก็เรียนเกรด 11 (ม.5) ซึ่งไม่ได้กลับบ้านมาปีครึ่ง ได้เดินทางกลับมาเยี่ยมในช่วงปิดหน้าหนาว (จังหวะดีลการเลื่อนตั๋วที่จองไว้แล้วลงตัวพอดี)
นางจึงกลับบ้านมาทำหลายๆภารกิจทั้ง ตัดผม ทำฟัน ตัดแว่นใหม่ ซื้อของขนไปมากมาย รวมทั้ง กลับมาร่ำลาเพื่อนๆที่โรงเรียน
สิ่งที่สัมผัสได้เมื่อไปรับลูกที่นามบินตั้งแต่แรกคือ เค้าโตขึ้นมาก กลับมาที่บ้าน เหมือนเป็นลูกกคนใหม่ (จะรเียกลูกคนอื่นก็กระดากใจ) กิจวัตรหลายอย่างเปลี่ยนไป แต่สิ่งที่เด่นชัดที่สุดคือ การจัดการ ที่เหมือนไปอัพเลเวล ไปได้สกิลใหม่มา แม้หลายอย่างก็ยังคงเส้นคงวาเช่น ตื่นเช้าไม่เก็บที่นอน ของวางไม่ค่อยเป็นระเบียบ แต่บางอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ก็ได้เห็น เช่น รื้อกระเป๋าที่ขนเสื้อผ้าเก่ากลับมา พับผ้าเอาใส่ตู้ และรื้อตู้เสื้อผ้าออกมาจัดใหม่ทั้งหมด หรือ กินขนม กินน้ำเสร็จแล้ว ล้างทุกอย่างทันที จากเดิมที่จะกองไว้รอครบวันค่อยล้าง (เค้าบอกว่า อยู่หอ ในครัวรวม ห้ามทิ้งภาชนะไว้ มันติดเป็นนิสัยไปแล้ว)
อีกอย่างที่เพิ่มขึ้นมาคือ ตลอดเวลาราว 2 สัปดาห์ที่กลับมา ตัวเค้า ทำลิสต์สิ่งที่ต้องทำ สิ่งที่ต้องซื้อเตีรยมไว้หมด วันหยุด วันว่างแต่ละวัน จะมาดีลกับพ่อ แม่ ย่า เพื่อวางโปรแกรมให้ใช้วันที่มีได้คุ้มที่สุด แทบไม่ต้องบอกว่าต้องทำอะไรวันไหน ต้องซื้ออะไรบ้าง ได้แค่เตือนเผื่อๆไว้เท่านั้น
ซึ่ง หากย่า หรือแม่ จะจู้จี้ ว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง วิธีรับมือของนางคือ เอาลิสต์มาให้ดูเลยว่า เตรียมหมดแล้ว
จนมนุษย์พ่อต้องไปบอกทั้งสองว่า "ลูกมันโตแล้วนะ" (เล่นไปคอยจี้ให้เตรียมแปรงสีฟันไปเยอะๆ เตีรยมซื้อดินสอปากกาไปเยอะๆเพื่อประหยัด แม้แต่ กกน. ก็จะให้ซื้อจนไปสำหรับใช้ 2 ปี)
ท้ายที่สุด หมดเวลาพักผ่อน เดินทางกลับไปก็ไปส่งกันตามปกติ ร่ำลากอดกัน เพราะรู้ว่า รอบนี้ ไปยาวๆอีกปีกว่าๆเลย และ ยังไม่ระบุวันเดินทางกลับ
เมื่อนางร่ำลาย่า
"จะโทรหาย่าบ่อยๆ จะได้ฝึกพูดไทยชัดๆเหมือนเดิมนะ"
เมื่อนางร่ำลาแม่
"ไม่ต้องห่วงนะ หนูโตแล้ว แต่ถ้ามีอะไรจะรีบบอก"
เมื่อนางร่ำลาพ่อ
"ถ้าสมัครยูไม่ได้หนูไม่กลับมานะ (หัวเราะ" แถมทำหน้าจริงจัง
เป้าหมายของเค้าคือ เค้าจะหาทางเข้ามหาวัทยาลัยที่นั่นให้ได้ ในแบบที่ ใช้เงินน้อยที่สุด เพราะมีความสุขกับการได้เรียน อยู่หอ ใช้ชีวิตเอง สนุกกับการได้จัดการตัวเองทุกอย่าง และตอนนี้ เหมือนเป้าหมายคือการเข้ามหาวิทยาลัย ที่ เมื่อไปอยู่ที่นั่น ทุกอย่างเค้าจะหาเอง เลือกเอง โดยเจ้าตัวรู้ว่า ทางบ้านไม่ได้มีเงิน่งเสียเรียนเป็นล้านแน่ๆ ทางออกคือ ต้องหาทั้งทุนและโอกาสที่จะเรียนได้อย่างประหยัดที่สุด
ที่อึ้งไปเพราะ ในหัวเราไม่คิดว่า ทุกอย่างต้องเป็นแบบนั้นเป๊ะๆ ก็คิดว่า กลับมาหลังเรียนจบ แล้วค่อยดูว่าจะรเียนยังไงได้บ้าง ถ้าไม่ได้จริงๆ มาสมัครใกล้ๆไทยก็ยังมีโอกาส หรือจะเรียนในไทย พวกหลักสูตรนานาชาติก็ยังมีทาง
แต่ เจ้าตัว อยาก ทุบหม้อข้าวบุกตีเมืองให้ได้เสียนี่
วูบหนึ่ง รู้สึกเหมือน จะไม่ได้เจอลูกอีกต่อไป แต่ ก็คิดว่าไม่เห็นเป็นไร ก็ยังติดต่อกันเกือบทุกวัน แล้วถ้านางไม่กลับ งั้น เราไปหาแทนเอง
ขอให้อยู่ได้ มีโอกาส มีชีวิตที่เค้ารู้สึกว่าใช่เถอะ
ทั้งๆที่ก็เตรียมใจไว้นานแล้ว และเป็นการลากันครั้งที่สอง แต่ก็ ยังแอบรู้สึกเคว้งคว้างไม่ได้เลย
หมายเหตุ : ภาพประกอบไม่เจาะจงเหตุการณ์และใช้ AI ดัดแปลง เพื่อความเป็นส่วนตัวของผู้เกี่ยวข้อง