🍽️ นัตโตะ vs กิมจิ ยอดอาหารหมักเติมโปรไบโอติกให้ลำไส้

อาหารหมักดองของฝั่งเอเชียอย่างนัตโตะจากญี่ปุ่นและกิมจิจากเกาหลีใต้นับเป็นแหล่งรวมโพรไบโอติกหรือจุลินทรีย์ตัวดีที่ทรงพลังและดีต่อสุขภาพมากที่สุดตามธรรมชาติเลยค่ะ จุลินทรีย์เหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการเข้าไปช่วยปรับสมดุลระบบนิเวศในลำไส้ของเราให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อลำไส้ซึ่งเปรียบเสมือนสมองที่สองของร่างกายมีความแข็งแรง ระบบการทำงานอื่นๆ ก็จะดีตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นระบบภูมิคุ้มกัน ผิวพรรณ หรือแม้กระทั่งเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก

วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันค่ะว่าระหว่างถั่วหมักและผักดอง ทั้งสองอย่างนี้มีความโดดเด่นและให้ประโยชน์ต่อร่างกายในมุมไหนบ้าง เพื่อให้ทุกคนเลือกทานได้ตอบโจทย์ร่างกายมากที่สุดค่ะ


🍪 นัตโตะ (Natto) ถั่วเน่าญี่ปุ่นแห่งความอายุยืน
นัตโตะเกิดจากการนำถั่วเหลืองไปนึ่งสุกแล้วหมักด้วยเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า บาซิลลัส ซับทิลิส นัตโตะ (Bacillus subtilis natto) กระบวนการหมักนี้จะทำให้เกิดเมือกเหนียวยืดและกลิ่นเฉพาะตัวที่หลายคนอาจจะยังไม่คุ้นชินนัก ภายในเมือกยืดๆ นี้เต็มเปี่ยมไปด้วยสารอาหารที่ล้ำค่าต่อร่างกายมากมายค่ะ

1️⃣ อุดมไปด้วยเอนไซม์นัตโตะไคเนส (Nattokinase)
เอนไซม์ชนิดนี้พบได้เฉพาะในนัตโตะเท่านั้น มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่าเอนไซม์ตัวนี้มีส่วนช่วยสลายลิ่มเลือด ลดความดันโลหิต และทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ลื่นไหลมากขึ้น ส่งผลดีต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาวค่ะ

2️⃣ แหล่งรวมวิตามินเค 2 (Vitamin K2)
เป็นวิตามินที่หาได้ค่อนข้างยากในอาหารทั่วไป วิตามินเค 2 มีหน้าที่สำคัญในการดึงแคลเซียมให้เข้าไปสะสมในกระดูกโดยตรง ทำให้มวลกระดูกแข็งแรงและช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะกระดูกพรุนเมื่อเรามีอายุที่เพิ่มมากขึ้น

3️⃣ โปรตีนและไฟเบอร์สูงมาก
เนื่องจากนัตโตะทำมาจากถั่วเหลืองเต็มเมล็ด จึงเป็นแหล่งโปรตีนจากพืชชั้นดีที่ย่อยง่ายเพราะผ่านกระบวนการหมักมาแล้ว แถมยังมีกากใยอาหารสูงที่คอยทำหน้าที่เป็นพรีไบโอติก หรืออาหารชั้นเลิศให้กับโพรไบโอติกในลำไส้ของเราอีกด้วยค่ะ



🥬 กิมจิ (Kimchi) ผักดองเกาหลีรสจัดจ้านต้านโรค
กิมจิเป็นเครื่องเคียงประจำชาติที่ขาดไม่ได้ในทุกมื้ออาหารของชาวเกาหลี เกิดจากการนำผักกาดขาว หัวไชเท้า หรือผักชนิดอื่นๆ มาหมักกับเกลือ พริกป่นเกาหลี กระเทียม ขิง และส่วนผสมอื่นๆ กระบวนการหมักธรรมชาตินี้จะทำให้เกิดกรดแลคติกและจุลินทรีย์กลุ่มแลคโตบาซิลลัส (Lactobacillus) ซึ่งมีความทนทานต่อกรดในกระเพาะอาหารสูง ทำให้เดินทางไปถึงลำไส้ของเราเพื่อทำหน้าที่ปรับสมดุลได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยค่ะ

1️⃣ อัดแน่นด้วยวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ
ด้วยส่วนผสมที่มาจากผักหลากหลายชนิดรวมถึงเครื่องเทศ กิมจิเลยอุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินเอ และสารเบต้าแคโรทีน สารอาหารเหล่านี้ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ บำรุงผิวพรรณให้ดูสดใส และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2️⃣ แคลอรี่ต่ำแต่ให้ความรู้สึกอิ่มท้องนาน
สำหรับผู้ที่กำลังดูแลรูปร่างและควบคุมน้ำหนัก กิมจิคือตัวเลือกที่ตอบโจทย์มากค่ะ เพราะมีปริมาณแคลอรี่ที่น้อยมาก แต่กลับมีกากใยอาหารจากผักสูง ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่ายให้ทำงานเป็นเวลา และคลีนของเสียออกจากลำไส้ได้อย่างหมดจด

3️⃣ ช่วยลดการอักเสบในร่างกาย
สมุนไพรอย่างกระเทียมและขิงที่เป็นส่วนผสมหลักในเครื่องหมักกิมจิ มีสรรพคุณทางธรรมชาติที่ช่วยต้านการอักเสบ เมื่อรวมเข้ากับพลังของโพรไบโอติก จึงช่วยรักษาสมดุลของระบบภูมิคุ้มกันไม่ให้ทำงานผิดปกติหรือไวเกินไป ช่วยลดความเสี่ยงของอาการภูมิแพ้ต่างๆ ได้ดีค่ะ


สำหรับใครที่อยากเริ่มต้นดูแลสุขภาพลำไส้และเพิ่มโพรไบโอติกให้ร่างกาย ลองเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการตักกิมจิเพิ่มเป็นเครื่องเคียงในมื้ออาหารมื้อละประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะ หรือถ้าอยากลองเปิดใจให้นัตโตะ แนะนำให้นำนัตโตะมาคลุกกับข้าวสวยร้อนๆ เหยาะโชยุเล็กน้อย ใส่ไข่แดงดิบเกรดทานสด และโรยต้นหอมซอยลงไปเพื่อช่วยกลบกลิ่น จะทำให้ทานได้ง่ายและอร่อยขึ้นมากค่ะ ข้อควรระวังเล็กๆ คือควรเลือกทานกิมจิหรือนัตโตะสูตรที่โซเดียมต่ำ หรือเป็นแบบโฮมเมดได้ยิ่งดี เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากจุลินทรีย์ตัวดีอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องรับภาระจากความเค็มที่มากเกินไปค่ะ


ที่มา : Bluzone
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่