พระพุทธเจ้าตรัสเป็น 10 พระสูตร ให้น้อมจิตเข้าสู่ อมตธาตุ คือธรรมชาติที่ไม่ตาย ไม่ดับสูญ

พระพุทธเจ้าตรัสเป็น 10 พระสูตร ให้น้อมจิตเข้าสู่ อมตธาตุ คือธรรมชาติที่ไม่ตาย ไม่ดับสูญ

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๙  พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๑
ขุททกนิกาย มหานิทเทส

ว่าด้วยทำบุญต้องมุ่งนิพพาน

“นรชนพึงเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพาน. อนึ่ง นรชนบังคับจิตให้กลับจากสังขารธาตุอันเป็นไปในไตรภูมิทั้งปวง น้อมจิตเข้าไปในอมตธาตะว่าธรรมชาติใด คือ ความสงบแห่งสังขารทั้งปวง ความสละคืนแห่งอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความสำรอกตัณหา ความดับตัณหา ความออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด ธรรมชาตินี้สงบ ประณีต แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า นรชนพึงเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพาน.”

แปลทีละตอน

“นรชนพึงเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพาน”
➡ มนุษย์พึงเป็นผู้มีใจมุ่งตรงไปสู่นิพพาน คือมีจิตใจตั้งไว้ในเป้าหมายแห่งความดับทุกข์

“อนึ่ง นรชนบังคับจิตให้กลับจากสังขารธาตุอันเป็นไปในไตรภูมิทั้งปวง”
➡ อีกประการหนึ่ง มนุษย์นั้นฝึกควบคุมจิตให้ถอนออกจากสังขารธรรม (สิ่งปรุงแต่ง) ทั้งหมด ที่เกิดขึ้นในไตรภูมิ (กามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ)

“น้อมจิตเข้าไปในอมตธาตะว่าธรรมชาติใด”
➡ แล้วน้อมจิตเข้าสู่ อมตธาตุ คือธรรมชาติที่ไม่ตาย ไม่ดับสูญ

“คือ ความสงบแห่งสังขารทั้งปวง ความสละคืนแห่งอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความสำรอกตัณหา ความดับตัณหา ความออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด”
➡ อมตธาตุนั้น หมายถึง ความสงบแห่งสังขารทั้งหลาย การละคืนสิ่งที่ยึดถือทั้งปวง การสิ้นไปของตัณหา การสลัดตัณหาออกไป การดับสนิทของตัณหา และการหลุดพ้นจากเครื่องผูกพันทั้งปวงคือตัณหา

“ธรรมชาตินี้สงบ ประณีต แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า นรชนพึงเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพาน”
➡ ธรรมชาตินี้เป็นความสงบอย่างยิ่ง ประณีตสูงสุด เพราะเหตุนั้น มนุษย์ผู้ใดตั้งจิตเช่นนี้ จึงชื่อว่าเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพาน
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่