จิตใช่เราหรือไม่???
“เราตถาคตเคยแสวงหานายช่างเรือน (คือตัณหา) อยู่นานเที่ยวไปในสังสารวัฏเกิดแล้วเกิดเล่า ความเกิดนั้นเป็นทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่บัดนี้ เราพบนายช่างเรือนแล้ว (คือตัณหาถูกกำหนดรู้)เจ้าจะไม่ต้องสร้างเรือนนี้อีกต่อไปซี่โครงเรือนเราหักแล้ว ยอดเรือนเราทลายแล้ว
จิตของเราถึงนิพพาน อันปราศจากสังขารแล้วเราบรรลุความสิ้นแห่งตัณหาแล้ว”
“จิตของเราหลุดพ้นแล้ว เพราะสิ้น สำรอก ดับสละ และสลัดคืนในวิญญาณในอุปาทานขันธ์ ๕ นี้
ข้าพเจ้ารู้แจ้งวิญญาณแล้วแลว่า ไม่มีกำลัง ปราศจากความน่ารัก มิใช่เป็นที่ตั้งแห่งความชื่นใจ จึงทราบชัดว่า จิตของเราหลุดพ้นแล้ว เพราะสิ้น สำรอก ดับสละ และสลัดคืนซึ่งอุปาทานขันธ์ที่ยึดมั่นในวิญญาณ และอนุสัยคือความตั้งใจและความปักใจมั่นในวิญญาณได้ ดูกรท่านผู้มีอายุ จิตของข้าพเจ้าผู้รู้อยู่ เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงได้หลุดพ้นจากอาสวะ ไม่ยึดมั่นในอุปาทานขันธ์ ๕ นี้”
กล่าวโดยสรุป
พระองค์ตรัสว่า แต่ก่อนเราหลงเวียนว่ายตายเกิดอยู่เรื่อย ๆ เพราะไม่รู้ว่าตัณหาเป็นตัวสร้างภพชาติ เปรียบเหมือนนายช่างที่คอยสร้างเรือนให้เราอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
การเกิดแต่ละครั้งเต็มไปด้วยความทุกข์
แต่เมื่อเรารู้ทันตัณหา เห็นมันตามความเป็นจริง นายช่างก็ถูกจับได้ เรือนก็พังลง ซี่โครงเรือนหัก ยอดเรือนทลาย หมายความว่า วงจรการเกิดใหม่ถูกทำลายแล้ว
จิตของเราจึงถึงนิพพาน คือ สงบจากการปรุงแต่ง ไม่มีเชื้อที่จะไปเกิดอีก เพราะตัณหาถูกดับแล้ว
ต่อมา พระองค์อธิบายว่า จิตของเราหลุดพ้นแล้ว เพราะเราเลิกยึดมั่นในขันธ์ทั้งห้า โดยเฉพาะวิญญาณหรือความรู้สึกตัว
เราเห็นชัดว่าวิญญาณไม่ใช่ของเที่ยง ไม่ใช่ของน่ายึดถือ ไม่ใช่ที่ตั้งแห่งความสุขที่แท้จริง
เมื่อเห็นอย่างนี้ ความยึดมั่นก็หมดไป
จิตจึงหลุดพ้นจากอาสวะ คือ กิเลสที่หมักหมมอยู่ลึก ๆ
จิตใช่เราหรือไม่???
“เราตถาคตเคยแสวงหานายช่างเรือน (คือตัณหา) อยู่นานเที่ยวไปในสังสารวัฏเกิดแล้วเกิดเล่า ความเกิดนั้นเป็นทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่บัดนี้ เราพบนายช่างเรือนแล้ว (คือตัณหาถูกกำหนดรู้)เจ้าจะไม่ต้องสร้างเรือนนี้อีกต่อไปซี่โครงเรือนเราหักแล้ว ยอดเรือนเราทลายแล้ว
จิตของเราถึงนิพพาน อันปราศจากสังขารแล้วเราบรรลุความสิ้นแห่งตัณหาแล้ว”
“จิตของเราหลุดพ้นแล้ว เพราะสิ้น สำรอก ดับสละ และสลัดคืนในวิญญาณในอุปาทานขันธ์ ๕ นี้
ข้าพเจ้ารู้แจ้งวิญญาณแล้วแลว่า ไม่มีกำลัง ปราศจากความน่ารัก มิใช่เป็นที่ตั้งแห่งความชื่นใจ จึงทราบชัดว่า จิตของเราหลุดพ้นแล้ว เพราะสิ้น สำรอก ดับสละ และสลัดคืนซึ่งอุปาทานขันธ์ที่ยึดมั่นในวิญญาณ และอนุสัยคือความตั้งใจและความปักใจมั่นในวิญญาณได้ ดูกรท่านผู้มีอายุ จิตของข้าพเจ้าผู้รู้อยู่ เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงได้หลุดพ้นจากอาสวะ ไม่ยึดมั่นในอุปาทานขันธ์ ๕ นี้”
กล่าวโดยสรุป
พระองค์ตรัสว่า แต่ก่อนเราหลงเวียนว่ายตายเกิดอยู่เรื่อย ๆ เพราะไม่รู้ว่าตัณหาเป็นตัวสร้างภพชาติ เปรียบเหมือนนายช่างที่คอยสร้างเรือนให้เราอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
การเกิดแต่ละครั้งเต็มไปด้วยความทุกข์
แต่เมื่อเรารู้ทันตัณหา เห็นมันตามความเป็นจริง นายช่างก็ถูกจับได้ เรือนก็พังลง ซี่โครงเรือนหัก ยอดเรือนทลาย หมายความว่า วงจรการเกิดใหม่ถูกทำลายแล้ว
จิตของเราจึงถึงนิพพาน คือ สงบจากการปรุงแต่ง ไม่มีเชื้อที่จะไปเกิดอีก เพราะตัณหาถูกดับแล้ว
ต่อมา พระองค์อธิบายว่า จิตของเราหลุดพ้นแล้ว เพราะเราเลิกยึดมั่นในขันธ์ทั้งห้า โดยเฉพาะวิญญาณหรือความรู้สึกตัว
เราเห็นชัดว่าวิญญาณไม่ใช่ของเที่ยง ไม่ใช่ของน่ายึดถือ ไม่ใช่ที่ตั้งแห่งความสุขที่แท้จริง
เมื่อเห็นอย่างนี้ ความยึดมั่นก็หมดไป
จิตจึงหลุดพ้นจากอาสวะ คือ กิเลสที่หมักหมมอยู่ลึก ๆ