ฌานไม่ใช่ที่สุดของทาง แต่เป็น “ฐาน” สำหรับทำลายอาสวะให้สิ้นได้

พระพุทธเจ้าทรงอธิบายหลักสำคัญมากว่า ฌานไม่ใช่ที่สุดของทาง แต่เป็น “ฐาน” สำหรับทำลายอาสวะให้สิ้นได้

พระองค์ตรัสว่า ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย สามารถเกิดขึ้นได้โดยอาศัยปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ตลอดจนถึงอรูปฌานทั้งหลาย แม้กระทั่งเนวสัญญานาสัญญายตนะ

ความหมายไม่ได้อยู่ที่การได้ฌานเฉย ๆ แต่สำคัญที่สิ่งที่ทำ “ภายในฌาน”

เมื่อภิกษุบรรลุปฐมฌานแล้ว ท่านไม่ได้หยุดอยู่แค่ความสงบและปีติสุข แต่ใช้สภาวะจิตที่ตั้งมั่นนั้น พิจารณาเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เกิดอยู่ในขณะนั้นว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นของเสื่อม เป็นของว่าง เป็นอนัตตา

เมื่อเห็นชัดเช่นนี้ จิตจึงไม่ยึดแม้แต่ฌานเอง แล้วน้อมจิตไปสู่อมตธาตุ คือพระนิพพาน ซึ่งเป็นความสงบจากสังขารทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความดับสนิท

ถ้าวิปัสสนาญาณแก่กล้าพอ ก็ทำให้อาสวะสิ้น เป็นพระอรหันต์ในชาตินั้น
ถ้ายังไม่สิ้น ก็เป็นอนาคามี ไปเกิดในพรหมโลกชั้นสุทธาวาสแล้วปรินิพพานที่นั่น ไม่กลับมาอีก

หลักเดียวกันนี้ใช้กับทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน

แม้ในอรูปฌาน เช่น อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ ก็เช่นเดียวกัน คือเมื่อเข้าถึงสมาธิขั้นนั้นแล้ว ต้องพิจารณาธรรมที่มีอยู่ในขณะนั้นว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

จุดสำคัญคือ แม้ความละเอียดสูงสุดของจิต ก็ยังเป็นสังขาร ยังต้องถูกเห็นว่าไม่เที่ยง

พระองค์ทรงเปรียบเหมือนนายขมังธนูที่ฝึกยิงจนชำนาญ ยิงไกล ยิงแม่น และทะลุเป้าใหญ่ได้ ฉันใด ภิกษุที่ฝึกสมาธิจนมั่นคง ก็สามารถใช้จิตนั้นแทงทะลุอวิชชาได้ฉันนั้น

ตอนท้ายพระองค์ตรัสว่า สัญญาสมาบัติมีเท่าใด สัญญาปฏิเวธก็มีเท่านั้น หมายความว่า ระดับของสมาบัติสัมพันธ์กับระดับของความรู้แจ้ง

และยังกล่าวถึงอายตนะสองอย่างที่ลึกที่สุด คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ และสัญญาเวทยิตนิโรธ ซึ่งผู้ที่ชำนาญในการเข้าและออกสมาบัติเท่านั้นจึงจะกล่าวได้อย่างถูกต้อง

สรุปใจความของสูตรนี้คือ ฌานไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นเครื่องมือ จิตที่ตั้งมั่นดีแล้วต้องนำมาพิจารณาไตรลักษณ์ จึงจะถึงความสิ้นอาสวะได้

ถ้าเอาเพียงความสงบแต่ไม่พิจารณา ก็ได้เพียงพรหมภูมิ
ถ้าใช้ความสงบนั้นเห็นความจริง ก็ถึงนิพพาน
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่