1.จิตนั้นไม่ว่าจิตของใคร ประกอบด้วย รูปและนาม เรียกว่าขันธ์5
2.จิตนั้นคือเรา เราที่ไม่มีตัวตนในความเป็นเรา อย่าไปดัดจริตว่า“ไม่มีจิต ”
3..อาณาเขตของจิตนั้น แผ่กว้าง ครอบคลุม รูปทั้งรูปปรมัตถ์ เป็นดั่งแก้วใส คลุมรูปอยู่
4..รูปในอาณาเขตจิตนั้น จะแตกกระจาย ไม่เขื่อมติดกัน เห็นเป็นส่วนๆ
5.ขณะรู้จิต จึง(นาม)รู้รูปไปด้วย หรือขณะรู้รูป ก็จะรู้จิต(นาม)ไปด้วย
6.การเคลื่อนจากเดิม เปลี่ยนแปลง ไม่เหมือนเดิม ทั้งที่รูปและที่นาม คือ เกิด-ตั้งอยู่-ดับไป เรียกว่า ไตรลักษณ์
7:เมื่อจิตเคลื่อน เปลี่ยนแปลง ก็ให้ รู้ชัดว่า จิตเคลื่อน เปลี่ยนแปลง ไม่เหมือนเดิม อย่างไร นี่คือ“หลักภาวนา” ไม่ใช่ได้แต่อ่านหรือฟังจากที่ไหนมา แล้ว จินตนาการไป บรรยายไปว่า จิตเกิดดับ แต่ไม่เห็นจริง ว่าจิตเกิดดับ เปลี่ยนแปลง ไม่เหมือนเดิมอย่างไร
จะรู้ธรรมได้ ให้รู้ตามความเป็นจริง อย่าดัดจริต สำบัดสำนวน
2.จิตนั้นคือเรา เราที่ไม่มีตัวตนในความเป็นเรา อย่าไปดัดจริตว่า“ไม่มีจิต ”
3..อาณาเขตของจิตนั้น แผ่กว้าง ครอบคลุม รูปทั้งรูปปรมัตถ์ เป็นดั่งแก้วใส คลุมรูปอยู่
4..รูปในอาณาเขตจิตนั้น จะแตกกระจาย ไม่เขื่อมติดกัน เห็นเป็นส่วนๆ
5.ขณะรู้จิต จึง(นาม)รู้รูปไปด้วย หรือขณะรู้รูป ก็จะรู้จิต(นาม)ไปด้วย
6.การเคลื่อนจากเดิม เปลี่ยนแปลง ไม่เหมือนเดิม ทั้งที่รูปและที่นาม คือ เกิด-ตั้งอยู่-ดับไป เรียกว่า ไตรลักษณ์
7:เมื่อจิตเคลื่อน เปลี่ยนแปลง ก็ให้ รู้ชัดว่า จิตเคลื่อน เปลี่ยนแปลง ไม่เหมือนเดิม อย่างไร นี่คือ“หลักภาวนา” ไม่ใช่ได้แต่อ่านหรือฟังจากที่ไหนมา แล้ว จินตนาการไป บรรยายไปว่า จิตเกิดดับ แต่ไม่เห็นจริง ว่าจิตเกิดดับ เปลี่ยนแปลง ไม่เหมือนเดิมอย่างไร