เสียงเรียกจากห้องเก็บศพ

ผมทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในโรงพยาบาลประจำอำเภอแห่งหนึ่ง กะของผมเริ่มตอนเที่ยงคืนและเลิกตอนแปดโมงเช้า

งานกลางคืนไม่ได้ยากอะไร ส่วนใหญ่ก็เดินตรวจอาคาร ตรวจประตู และนั่งดูจอวงจรปิด

แต่มีสถานที่หนึ่งที่ผมไม่ชอบเข้าไปใกล้เลย

นั่นคือห้องเก็บศพหลังอาคารเก่า

พนักงานทุกคนรู้กันว่าหลังตีสอง ห้ามเดินผ่านทางเดินด้านหลังห้องนั้นโดยไม่จำเป็น เพราะมักมีคนได้ยินเสียงเรียกจากข้างใน ทั้งที่ไม่มีศพถูกนำเข้าไป

ผมไม่เชื่อเรื่องนี้ จนคืนหนึ่งหัวหน้าสั่งให้ผมไปตรวจประตูห้องเก็บศพ เพราะมีสัญญาณแจ้งว่าประตูเปิดค้าง

ผมหยิบไฟฉายเดินไปตามทางเดินที่เงียบสนิท

เมื่อถึงหน้าห้อง ผมพบว่าประตูปิดอยู่ แต่มีเสียงผู้หญิงร้องไห้ดังมาจากด้านใน

“ช่วยหนูด้วย... หนูยังไม่ตาย”

ผมยืนนิ่ง หัวใจเต้นแรง

เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง

“พี่คะ... หนูหนาว”

ผมรีบวิ่งกลับไปเรียกพนักงานเวร แต่เมื่อเรากลับมาพร้อมกัน เสียงก็เงียบหายไป

เจ้าหน้าที่อีกคนบอกว่าผมคงหูฝาด แล้วเดินกลับไปทำงาน

แต่ก่อนจะจากไป เขาหันมาพูดเบา ๆ ว่า

“ถ้าได้ยินอีก อย่าเปิดประตูนะ”

คืนถัดมา เสียงนั้นกลับมาอีกครั้ง

คราวนี้ผมได้ยินชัดเจนจากวิทยุสื่อสารที่วางอยู่บนโต๊ะ

“พี่... ช่วยหนูด้วย”

ผมถามกลับไปว่าใครพูด

ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า

“หนูอยู่ในห้องเย็นค่ะ”

ผมรีบเรียกหัวหน้า แต่เขายืนยันว่าไม่มีใครใช้วิทยุช่องนั้น และห้องเก็บศพก็ไม่มีระบบสื่อสารเชื่อมต่อกับห้องรักษาความปลอดภัย

ผมจึงตัดสินใจไปตรวจอีกครั้ง

เมื่อเปิดประตูเข้าไป ผมเห็นร่างที่ถูกคลุมผ้าขาวเรียงอยู่บนเตียงเหล็ก

อากาศเย็นจัดจนผมหายใจเป็นไอ

แล้วเสียงผู้หญิงก็ดังมาจากเตียงด้านในสุด

“หนูอยู่ตรงนี้ค่ะ”

ผมค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้ ก่อนจะเห็นมือข้างหนึ่งยื่นออกมาจากใต้ผ้าคลุม

มือซีดขาวนั้นกำลังขยับนิ้วเหมือนพยายามขอความช่วยเหลือ

ผมรวบรวมความกล้าเปิดผ้าออก

ใต้ผ้าคือหญิงสาวคนหนึ่ง ใบหน้าของเธอซีดจนแทบไม่มีสีเลือด ดวงตาปิดสนิท และมีป้ายชื่อห้อยอยู่ที่ข้อเท้า

ผมอ่านชื่อบนป้ายแล้วรู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุน

ชื่อของเธอคือ “นภา”

เป็นชื่อเดียวกับน้องสาวของผมที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเมื่อสามปีก่อน

ผมถอยหลังจนชนประตู

ร่างบนเตียงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น

“พี่... ทำไมไม่มารับหนู”

ผมส่ายหน้า น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว

“นภา... พี่มาทำงานที่นี่ได้ยังไง”

เธอไม่ตอบ แต่ยื่นมือออกมาหาผม

“พาหนูกลับบ้านนะ”

ผมรีบวิ่งออกจากห้อง แล้วโทรหาครอบครัวทันที

แม่ของผมรับสายด้วยเสียงงัวเงีย เมื่อผมถามเรื่องน้องสาว แม่กลับร้องไห้ออกมา

“ลูก... น้องเสียไปตั้งสามปีแล้ว แม่ไม่รู้ว่าลูกยังคิดถึงเขาขนาดนี้”

ผมบอกแม่ว่าผมเห็นน้องในห้องเก็บศพ แต่แม่ยืนยันว่าไม่มีทางเป็นไปได้

หลังวางสาย ผมกลับไปดูภาพจากกล้องวงจรปิดเพื่อพิสูจน์สิ่งที่เห็น

ภาพแสดงให้เห็นผมเดินเข้าไปในห้องเก็บศพคนเดียว

ผมยืนอยู่หน้าเตียงเหล็ก แล้วค่อย ๆ เปิดผ้าคลุมออก

แต่ใต้ผ้าคลุมนั้นไม่มีร่างของผู้หญิงอยู่เลย

มีเพียงเตียงเหล็กว่างเปล่า

ส่วนผมในภาพกำลังยืนพูดกับความว่างเปล่า พร้อมยื่นมือออกไปราวกับกำลังจับมือใครบางคน

ผมตัดสินใจลาออกในวันรุ่งขึ้น

แต่ก่อนกลับ หัวหน้าเรียกผมไปคุยและยื่นเอกสารฉบับหนึ่งให้ดู

เป็นบันทึกเหตุการณ์เมื่อสามปีก่อน

ในคืนที่น้องสาวผมเสียชีวิต มีชายคนหนึ่งเดินทางมาที่โรงพยาบาลเพื่อขอดูศพ เขาเป็นพี่ชายของผู้เสียชีวิต

แต่ชายคนนั้นไม่ยอมรับว่าน้องสาวเสียชีวิตแล้ว และพยายามเข้าไปในห้องเก็บศพหลายครั้ง

ชื่อของชายคนนั้นคือชื่อของผม

ผมยืนอ่านเอกสารด้วยมือสั่น

เพราะผมจำได้แล้วว่า ในคืนที่น้องเสียชีวิต ผมเป็นคนขับรถคันที่เกิดอุบัติเหตุ

ผมรอดชีวิต แต่น้องสาวของผมไม่รอด

ตลอดสามปีที่ผ่านมา ผมพยายามลืมเรื่องนั้น และไม่เคยกลับไปโรงพยาบาลอีกเลย

จนกระทั่งผมได้มาทำงานที่นี่โดยไม่รู้ตัว

คืนนั้น ก่อนออกจากโรงพยาบาล ผมได้ยินเสียงน้องสาวดังมาจากวิทยุสื่อสารอีกครั้ง

“พี่คะ... หนูไม่โกรธพี่แล้วนะ”

ผมร้องไห้และกำลังจะตอบกลับ

แต่เสียงของน้องกลับเปลี่ยนเป็นเสียงกระซิบแหบพร่า

“แต่พี่ต้องอยู่กับหนู... ตลอดไป”

ไฟในห้องรักษาความปลอดภัยดับลงพร้อมกันทุกดวง

และเมื่อไฟกลับมาติดอีกครั้ง

เก้าอี้ที่ผมนั่งอยู่ก็ว่างเปล่า

เหลือเพียงวิทยุสื่อสารที่ส่งเสียงเรียกเบา ๆ

“เจ้าหน้าที่เวรกลางคืน... กรุณามารายงานตัวที่ห้องเก็บศพด้วยค่ะ”
.
.
.
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่