ตอนที่ผมย้ายไปทำงานต่างจังหวัด ผมเลือกเช่าบ้านไม้สองชั้นหลังหนึ่ง เพราะค่าเช่าถูกกว่าที่อื่นเกือบครึ่ง
เจ้าของบ้านเป็นหญิงชราที่ชื่อยายเพ็ญ แกบอกผมเพียงว่า บ้านหลังนี้อยู่มานานแล้ว และมีข้อห้ามอยู่สามข้อ
ข้อแรก ห้ามเปิดประตูห้องเก็บของใต้บันไดหลังเที่ยงคืน
ข้อสอง ถ้าได้ยินเสียงคนเดินอยู่บนเพดาน ห้ามเงยหน้ามอง
และข้อสาม ถ้ามีใครเรียกชื่อจากชั้นบน ทั้งที่เราอยู่คนเดียว ห้ามขานรับเด็ดขาด
ผมฟังแล้วก็หัวเราะ คิดว่าแกคงตั้งใจพูดให้บ้านดูน่ากลัวเพื่อไม่ให้คนเช่าทำข้าวของเสียหาย
คืนแรกผ่านไปอย่างสงบ
แต่คืนที่สาม ตอนประมาณตีสอง ผมสะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงบางอย่าง
ตึก...
ตึก...
ตึก...
เหมือนคนกำลังเดินเท้าเปล่าอยู่บนเพดานห้องนอน
ผมนอนนิ่ง ฟังเสียงนั้นเดินจากหัวเตียงไปจนถึงปลายห้อง แล้วหยุดอยู่ตรงตำแหน่งเดียวกับที่ผมนอนพอดี
จากนั้นมีเสียงผู้หญิงกระซิบลงมาจากด้านบน
“เจอแล้ว... อยู่ตรงนี้เอง”
ผมรีบดึงผ้าห่มคลุมหัว หัวใจเต้นแรงจนแทบไม่ได้ยินเสียงอื่น
เช้าวันต่อมา ผมโทรหายายเพ็ญเพื่อถามเรื่องเสียงบนเพดาน
แกเงียบไปนาน ก่อนจะถามกลับว่า
“เมื่อคืนเอ็งเงยหน้ามองหรือเปล่า”
ผมตอบว่าไม่ได้มอง
แกจึงพูดเสียงสั่นว่า “ดีแล้ว อย่าไปมองมันเด็ดขาด”
ผมเริ่มไม่สบายใจ จึงขอย้ายห้องนอนไปชั้นล่าง แต่ยายเพ็ญกลับบอกว่าบ้านหลังนี้มีห้องนอนที่ใช้ได้เพียงห้องเดียว ห้องอื่นล็อกไว้หมดแล้ว
คืนนั้น ผมตั้งใจเปิดโทรศัพท์อัดเสียงเอาไว้
เวลา 02.13 น. เสียงเดินบนเพดานดังขึ้นอีกครั้ง
ตึก...
ตึก...
ตึก...
คราวนี้มันไม่ได้เดินไปมา แต่มาหยุดอยู่เหนือหัวผม
แล้วมีเสียงผู้หญิงพูดว่า
“ทำไมไม่มองหน้าฉันล่ะ...”
ผมกัดฟันปิดตา ไม่ตอบอะไรทั้งนั้น
จู่ ๆ ก็มีเสียงเล็บขูดไม้ดังมาจากเหนือหัว
แกรก... แกรก... แกรก...
เสียงนั้นค่อย ๆ เคลื่อนลงมาตามผนัง จนมาหยุดอยู่ข้างหูผม
“ถ้าไม่มองข้างบน... ก็มองข้างล่างสิ”
ผมสะดุ้งลืมตาโดยไม่ตั้งใจ
และเห็นมือซีด ๆ มือหนึ่งกำลังยื่นออกมาจากใต้เตียง
ผมร้องลั่น กระโดดออกจากห้องแล้ววิ่งไปเคาะประตูบ้านยายเพ็ญจนแกเปิดออกมา
เมื่อผมเล่าให้ฟัง แกก็หน้าซีด ก่อนจะพูดว่า
“เอ็งไปเห็นมันแล้วสินะ”
ยายเพ็ญเล่าให้ฟังว่า เมื่อยี่สิบปีก่อน ลูกสาวของแกเคยอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ วันหนึ่งลูกสาวหายตัวไปอย่างลึกลับ ไม่มีใครพบศพ มีเพียงเสียงเดินบนเพดานที่ดังขึ้นหลังจากวันนั้น
ก่อนหายตัว ลูกสาวเคยพูดกับแม่ว่า มีคนอยู่ในบ้าน และมันไม่ได้อยู่ชั้นล่าง
ผมตัดสินใจย้ายออกในเช้าวันรุ่งขึ้น โดยไม่สนใจเงินประกันที่เสียไป
ก่อนออกจากบ้าน ผมกลับเข้าไปเก็บโทรศัพท์ที่ลืมไว้ในห้องนอน
เมื่อคืนผมอัดเสียงเอาไว้ ผมอยากรู้ว่าตัวเองได้ยินอะไรบ้าง
ผมเปิดไฟล์เสียงแล้วเร่งฟังจนถึงช่วงที่ผู้หญิงกระซิบข้างหู
เสียงในโทรศัพท์ดังชัดเจนว่า
“ถ้าไม่มองข้างบน... ก็มองข้างล่างสิ”
จากนั้นมีเสียงอีกเสียงหนึ่งดังขึ้น
เป็นเสียงผู้หญิงคนเดิม แต่คราวนี้มันพูดเหมือนกำลังหัวเราะ
“เจอคนใหม่แล้วนะ แม่”
ผมรีบปิดโทรศัพท์
แต่ก่อนจะก้าวพ้นประตูบ้าน ผมเผลอเหลือบมองหน้าต่างชั้นสอง
มีผู้หญิงผมยาวยืนกลับหัวอยู่บนเพดานด้านใน
ใบหน้าของเธอแนบติดกระจก ดวงตาจ้องมาที่ผม
และริมฝีปากของเธอกำลังขยับช้า ๆ
“คราวหน้า... อย่าลืมมองฉันนะ”
.
.
.
บ้านเช่าที่มีเสียงคนเดินบนเพดาน
เจ้าของบ้านเป็นหญิงชราที่ชื่อยายเพ็ญ แกบอกผมเพียงว่า บ้านหลังนี้อยู่มานานแล้ว และมีข้อห้ามอยู่สามข้อ
ข้อแรก ห้ามเปิดประตูห้องเก็บของใต้บันไดหลังเที่ยงคืน
ข้อสอง ถ้าได้ยินเสียงคนเดินอยู่บนเพดาน ห้ามเงยหน้ามอง
และข้อสาม ถ้ามีใครเรียกชื่อจากชั้นบน ทั้งที่เราอยู่คนเดียว ห้ามขานรับเด็ดขาด
ผมฟังแล้วก็หัวเราะ คิดว่าแกคงตั้งใจพูดให้บ้านดูน่ากลัวเพื่อไม่ให้คนเช่าทำข้าวของเสียหาย
คืนแรกผ่านไปอย่างสงบ
แต่คืนที่สาม ตอนประมาณตีสอง ผมสะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงบางอย่าง
ตึก...
ตึก...
ตึก...
เหมือนคนกำลังเดินเท้าเปล่าอยู่บนเพดานห้องนอน
ผมนอนนิ่ง ฟังเสียงนั้นเดินจากหัวเตียงไปจนถึงปลายห้อง แล้วหยุดอยู่ตรงตำแหน่งเดียวกับที่ผมนอนพอดี
จากนั้นมีเสียงผู้หญิงกระซิบลงมาจากด้านบน
“เจอแล้ว... อยู่ตรงนี้เอง”
ผมรีบดึงผ้าห่มคลุมหัว หัวใจเต้นแรงจนแทบไม่ได้ยินเสียงอื่น
เช้าวันต่อมา ผมโทรหายายเพ็ญเพื่อถามเรื่องเสียงบนเพดาน
แกเงียบไปนาน ก่อนจะถามกลับว่า
“เมื่อคืนเอ็งเงยหน้ามองหรือเปล่า”
ผมตอบว่าไม่ได้มอง
แกจึงพูดเสียงสั่นว่า “ดีแล้ว อย่าไปมองมันเด็ดขาด”
ผมเริ่มไม่สบายใจ จึงขอย้ายห้องนอนไปชั้นล่าง แต่ยายเพ็ญกลับบอกว่าบ้านหลังนี้มีห้องนอนที่ใช้ได้เพียงห้องเดียว ห้องอื่นล็อกไว้หมดแล้ว
คืนนั้น ผมตั้งใจเปิดโทรศัพท์อัดเสียงเอาไว้
เวลา 02.13 น. เสียงเดินบนเพดานดังขึ้นอีกครั้ง
ตึก...
ตึก...
ตึก...
คราวนี้มันไม่ได้เดินไปมา แต่มาหยุดอยู่เหนือหัวผม
แล้วมีเสียงผู้หญิงพูดว่า
“ทำไมไม่มองหน้าฉันล่ะ...”
ผมกัดฟันปิดตา ไม่ตอบอะไรทั้งนั้น
จู่ ๆ ก็มีเสียงเล็บขูดไม้ดังมาจากเหนือหัว
แกรก... แกรก... แกรก...
เสียงนั้นค่อย ๆ เคลื่อนลงมาตามผนัง จนมาหยุดอยู่ข้างหูผม
“ถ้าไม่มองข้างบน... ก็มองข้างล่างสิ”
ผมสะดุ้งลืมตาโดยไม่ตั้งใจ
และเห็นมือซีด ๆ มือหนึ่งกำลังยื่นออกมาจากใต้เตียง
ผมร้องลั่น กระโดดออกจากห้องแล้ววิ่งไปเคาะประตูบ้านยายเพ็ญจนแกเปิดออกมา
เมื่อผมเล่าให้ฟัง แกก็หน้าซีด ก่อนจะพูดว่า
“เอ็งไปเห็นมันแล้วสินะ”
ยายเพ็ญเล่าให้ฟังว่า เมื่อยี่สิบปีก่อน ลูกสาวของแกเคยอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ วันหนึ่งลูกสาวหายตัวไปอย่างลึกลับ ไม่มีใครพบศพ มีเพียงเสียงเดินบนเพดานที่ดังขึ้นหลังจากวันนั้น
ก่อนหายตัว ลูกสาวเคยพูดกับแม่ว่า มีคนอยู่ในบ้าน และมันไม่ได้อยู่ชั้นล่าง
ผมตัดสินใจย้ายออกในเช้าวันรุ่งขึ้น โดยไม่สนใจเงินประกันที่เสียไป
ก่อนออกจากบ้าน ผมกลับเข้าไปเก็บโทรศัพท์ที่ลืมไว้ในห้องนอน
เมื่อคืนผมอัดเสียงเอาไว้ ผมอยากรู้ว่าตัวเองได้ยินอะไรบ้าง
ผมเปิดไฟล์เสียงแล้วเร่งฟังจนถึงช่วงที่ผู้หญิงกระซิบข้างหู
เสียงในโทรศัพท์ดังชัดเจนว่า
“ถ้าไม่มองข้างบน... ก็มองข้างล่างสิ”
จากนั้นมีเสียงอีกเสียงหนึ่งดังขึ้น
เป็นเสียงผู้หญิงคนเดิม แต่คราวนี้มันพูดเหมือนกำลังหัวเราะ
“เจอคนใหม่แล้วนะ แม่”
ผมรีบปิดโทรศัพท์
แต่ก่อนจะก้าวพ้นประตูบ้าน ผมเผลอเหลือบมองหน้าต่างชั้นสอง
มีผู้หญิงผมยาวยืนกลับหัวอยู่บนเพดานด้านใน
ใบหน้าของเธอแนบติดกระจก ดวงตาจ้องมาที่ผม
และริมฝีปากของเธอกำลังขยับช้า ๆ
“คราวหน้า... อย่าลืมมองฉันนะ”
.
.
.