โรม ยัน ซักฟอก 5 วัน ไม่งั้นไม่ต้องมาคุย ยัน มีนาตาชาส่งข้อมูลให้ จี้ ส.ส.น็อกระบอบน้ำเงิน
https://www.matichon.co.th/politics/news_5935298
.
.
โรม เย้ย รัฐบาล ร้อนตัวกลัวอะไรให้ซักฟอกแค่ 3 วัน ยืนกราน 5 วัน ไม่งั้นไม่ต้องมาคุย ยันมีนาตาชาส่งข้อมูลให้ จี้ส.ส.น็อกน้ำเงิน
.
เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม นาย
รังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีรัฐบาลจะให้เวลาฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจ จำนวน 3 วัน ว่า แสดงให้เห็นถึงการร้อนตัวของรัฐบาล คงรู้ตัวว่าทำอะไรไม่ดีไว้เยอะ จึงจะให้เวลาเรามีน้อยๆ ซึ่งรายละเอียดแทบจะเป็นครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่มีรัฐมนตรีถูกอภิปรายถึง 18 คน ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่มันจะใช้เวลาน้อยๆ อภิปรายให้ประชาชนเข้าใจในรายละเอียด
.
“
รัฐบาลอาจคิดว่ามีจำนวนมือพอแล้วก็จบ ไม่จำเป็นต้องชี้แจงหรือแก้ไขข้อกล่าวหา ถ้าคิดแบบนี้ระวังจะยิ่งพัง เราต้องการเวลาอภิปรายให้ประชาชน ซึ่งเป็นผู้มีพระคุณเลือกพวกเราเข้ามาได้เข้าใจในรายละเอียดได้รับรู้ความจริง และเพื่อความเป็นธรรมรัฐบาลควรมีเวลาชี้แจงที่มีประสิทธิภาพในข้อกล่าวหาทุกเรื่อง ดังนั้น จะมาบอกว่ามีเวลาแค่ 3 วัน โดยที่ผ่านมาไม่เคยคุยกับพวกเราเลย ผมคิดว่า การทำแบบนี้ระวังจะกลายเป็นการทำให้ประชาชนตั้งคำถามมากขึ้นว่า คุณกลัวอะไร” นาย
รังสิมันต์กล่าว
.
เมื่อถามถึง กรณีนาย
ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะวิปคณะรัฐมนตรี (ครม.) อ้างเรื่องนาย
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แจ้งที่ประชุม ครม.ว่า ครม.จะมีช่วงว่างระหว่างวันที่ 27-29 ตุลาคมเตรียมไว้ให้ฝ่ายค้านอภิปรายเพื่อลงมติ ในวันที่ 30 ตุลาคม ก่อนที่นาย
อนุทินจะเดินทางไปต่างประเทศ นาย
รังสิมันต์กล่าวว่า เรื่องวันไหน อย่างไร เป็นอีกประเด็นหนึ่ง แต่จำนวนวันอภิปรายตนยังยืนยันเหมือนเดิมคือ 5 วัน ซึ่งวิป 3 ฝ่ายยังไม่มีการพูดคุยกัน แต่เราต้องตั้งต้นก่อนว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ใช่การอภิปรายตามสะดวกของนายกฯ หรือรัฐมนตรี แต่เป็นการอภิปรายที่เป็นวาระของสภา ดังนั้น ในเมื่อหลักการตามรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยแบบระบอบรัฐสภาระบุว่านายกฯ และ ครม.ต้องบริหารประเทศบนความไว้วางใจของสภา ฉะนั้น จะเอาแต่ความสะดวกของนายกฯ ไม่ได้ ต้องเอาวาระของสภาเป็นตัวตั้ง
.
นาย
รังสิมันต์กล่าวต่อว่า ส่วนจะเคลียร์คิวอย่างไร ตนว่าเรามาพูดคุยกันระหว่างวิป 3 ฝ่าย แต่ตอนนี้ยังไม่ได้มีการแจ้งเพื่อนัดพูดคุยอย่างเป็นทางการ ตนคิดว่า หากจะ 3 วันก็ไม่ต้องมาคุยกัน ไม่มีประโยชน์ เรายืนที่ 5 วัน เพราะไม่ใช่มีแค่พรรคประชาชนอย่างเดียวแต่มีพรรคอื่นด้วย การที่จะอภิปรายรัฐบาล 3 วัน เป็นไปไม่ได้ เพราะต้องรวมที่ฝ่ายรัฐบาลน่าจะประท้วงกันเยอะอีกด้วย
.
เมื่อถามถึง กรณีเคยให้สัมภาษณ์รายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง ถึงเรื่องมีคนในพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ส่งข้อสอบมาให้ซักฟอกรัฐบาล ตอนนี้มีส่งมาเพิ่มเติมหรือไม่ นาย
รังสิมันต์กล่าวว่า ตนพูดเรื่องแหล่งข่าวไม่ได้ว่าเอาข้อมูลมาจากไหน แต่บอกได้แค่ว่าเรามีนาตาชาของเราส่งข้อมูลเรื่อยๆ ส่วนถามว่า จะมีหมัดน็อกหรือไม่นั้น เราก็เชื่อว่าข้อมูลเรามีคุณภาพสูงแน่ๆ ส่วนคำว่าน็อกต้องอยู่ที่มือของ ส.ส.ในสภา จริงๆ ไม่ต้องคิดอะไรซับซ้อน
.
“
วันนี้บ้านเมืองกินรวบโกยเรียบกันขนาดนี้ นั่นเป็นสิ่งที่เรายอมรับสภาพกันได้จริงหรือไม่ ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องหลักฐานอะไร ใช้จิตใจที่มีความเป็นวิญญูชน บ้านเมืองเป็นหนักขนาดนี้ เราทนอยู่กันได้อย่างไร จึงขอส่งสัญญาณถึง ส.ส.ทุกคนทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลว่า เราไม่ควรทนกับระบอบสีน้ำเงินอีกแล้ว” นาย
รังสิมันต์กล่าว
.
.
‘ทนายอั๋น’ แจ้งความกองปราบ ถูกแปะ GPS-ซิมดักฟังใต้รถ สงสัยฝีมือแก๊งผู้มีอิทธิพล
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10439587
.
‘ทนายอั๋น’ แจ้งความกองปราบ ถูกแปะ GPS-ซิมดักฟังใต้รถ สงสัยฝีมือแก๊งผู้มีอิทธิพล โอดชีวิตไม่เหมือนเดิม นับตั้งแต่เดินทางไป จ.อำนาจเจริญ
.
วันที่ 16 ต.ค.2569 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นาย
ภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนาย
อั๋น บุรีรัมย์ เข้าให้ข้อมูลหลังอ้างว่าถูกข่มขู่และติดตามความเคลื่อนไหว จากกรณีที่เดินทางไป จ.อำนาจเจริญ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาใน คดี พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 เมื่อวันที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา
.
กรณีกิจกรรมไฮด์ปาร์กในปฏิบัติการที่ใช้ชื่อว่า “
ไล่หนู จับฮั้วอำนาจเจริญ” บริเวณหอนาฬิกาเทศบาลเมืองอำนาจเจริญ และจัดชุมนุมสาธารณะ หน้า สภ.เมืองอำนาจเจริญ เมื่อวันที่ 16 ส.ค.69 แต่กลับถูกกลุ่มชาวบ้านรวมตัวโห่ไล่ ก่อนพบว่ามีบุคคลถ่ายภาพบริเวณหน้าบ้านและนำข้อมูลการเดินทางไปเผยแพร่ในเพจท้องถิ่น
.
นาย
ภัทรพงศ์ กล่าวว่า วันนี้เดินทางมากองปราบปราม เพราะรู้สึกว่าชีวิตไม่เหมือนเดิม นับตั้งแต่เดินทางไป จ.อำนาจเจริญ โดยเมื่อวันที่ 12 ต.ค. ที่ผ่านมา ถูกกลุ่มชาวบ้านโห่ไล่ที่ จ.อำนาจเจริญ และปรากฏว่ามี สจ.คนดัง ไปร่วมอยู่ในสถานที่ใกล้กับจุดที่กลุ่มม็อบมาขับไล่ ซึ่งเจ้าตัวออกมาพูดเองว่าต้องการมาดูหน้า และยอมรับว่าอยู่ในส่วนหนึ่งของกลุ่มม็อบ ส่วนแกนนำม็อบก็เป็นญาติของบุคคลดังกล่าว
.
หลังจากนั้นเดินทางกลับมา ก็พบว่ามีคนมาถ่ายวิดีโอหน้าบ้านของตนที่จ.บุรีรัมย์ ก่อนแคปภาพนิ่งไปโพสต์ในเพจ “
ฮักนะ อำนาจเจริญ” พร้อมระบุข้อมูลการเดินทางแบบเรียลไทม์ โดยระบุว่าตนเดินทางถึงบ้านเวลาประมาณเกือบ 21.00 น. ซึ่งเป็นข้อมูลที่ตรงกับเวลาจริง
.
เช้าวันถัดมาตั้งใจจะนำเรื่องไปแจ้งความดำเนินคดีกับตำรวจภูธรภาค 3 แต่กลับพบว่ามีการนำข้อมูลการเคลื่อนไหวของตนไปเผยแพร่อีก โดยบุคคลที่สงสัยว่าน่าจะเป็นคนเดียวกับที่ถ่ายภาพหน้าบ้าน เป็นชายสวมเสื้อสีดำ ผมสั้น ซึ่งตอนแรกเข้าใจว่าอาจเป็นตำรวจ เจ้าหน้าที่ กอ.รมน. หรือเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาเก็บข้อมูลการเดินทางของตนในพื้นที่ จึงไม่ได้คิดว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น
.
แต่เมื่อกลับไปตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด ก็พบว่าลักษณะตรงกับบุคคลที่สงสัย นอกจากนี้ ในช่วงบ่ายยังมีภาพของตนถูกนำไปเผยแพร่ในกลุ่มอีกครั้ง พร้อมข้อความทำนองว่าคุ้น ๆ กับตน และมีการแสดงหมายเลขโทรศัพท์ของตนด้วย ทำให้สงสัยว่าบุคคลดังกล่าวอาจขับรถติดตามตน ก่อนส่งข้อมูลไปให้คนในจังหวัดอำนาจเจริญโพสต์ลงเพจ
“ฮักนะ อำนาจเจริญ”
.
นาย
ภัทรพงศ์กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้รู้สึกหนักใจมากที่สุด คือก่อนเข้านอนยังมีภาพรถยนต์ของตนถูกนำไปเผยแพร่ พร้อมข้อความอวยพรให้เดินทางปลอดภัย โดยเป็นภาพรถที่ตนเคยปิดบังข้อมูลบางส่วนเอาไว้
.
ในวันเดียวกันหลังเกิดเหตุได้เดินทางไปยังสำนักงานตำรวจภูธรภาค 3 เพื่อขอดูกล้องวงจรปิด เนื่องจากรู้สึกว่าความปลอดภัยในชีวิตกำลังตกอยู่ในอันตราย โดยได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่าตนไม่ปลอดภัยแล้ว และขอให้เปิดกล้องวงจรปิดให้ดู แต่ได้รับคำตอบว่าให้กลับมาในวันรุ่งขึ้น เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่อยู่
.
วันรุ่งขึ้นจึงไปตรวจสอบหลักฐานจากกล้องวงจรปิด แต่กลับได้รับเพียงเอกสารให้เขียนคำร้อง โดยตั้งคำถามว่า หากเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้แล้วไปขอดูกล้องวงจรปิดจากร้านสะดวกซื้อหรือหน่วยงานเอกชน จะสามารถขอตรวจสอบได้หรือไม่ พร้อมวิจารณ์การทำงานของตำรวจภูธรภาค 3 ที่ไม่เปิดภาพวงจรปิดให้ดูตามที่ร้องขอ
.
นาย
ภัทรพงศ์กล่าวว่า เมื่อไม่ได้รับความร่วมมือในการตรวจสอบภาพวงจรปิด จึงเกิดความไม่ไว้วางใจต่อการทำงานของตำรวจ และตั้งคำถามว่าจะสามารถไว้วางใจเจ้าหน้าที่ได้อย่างไร หากตนเองร้องขอให้ตรวจสอบหลักฐานเพื่อความปลอดภัย แต่กลับไม่ได้รับการช่วยเหลือ
.
นาย
ภัทรพงศ์กล่าวว่า หลังจากเดินทางไปทำธุระที่จ.นครราชสีมา ได้พูดคุยกับบุคคลที่รู้จักเกี่ยวกับข้อสงสัยว่ารถยนต์อาจมีเครื่องติดตามพิกัด GPS ติดตั้งอยู่ จึงเดินทางไปยังอู่ซ่อมรถแห่งหนึ่งในอ.เมือง จ.นครราชสีมา และพบอุปกรณ์ดังกล่าวติดอยู่บริเวณด้านหลังรถยนต์
.
เจ้าตัวระบุว่า อุปกรณ์ที่พบเป็นกล่องสีดำ 2 กล่อง โดยได้ถ่ายวิดีโอเอาไว้ขณะถอดอุปกรณ์ออกมา พบว่ากล่องหนึ่งไม่สามารถใช้งานได้ ซึ่งคาดว่าระบบอาจเสียหายจากการโดนน้ำ แต่ยังมีซิมการ์ดอยู่ ส่วนอีกกล่องหนึ่งยังมีไฟสีเขียวกะพริบในช่วงที่ยังไม่ได้ถอดสายออก
.
ตอนแรกตนเข้าใจว่าอุปกรณ์ดังกล่าวอาจเป็น GPS แต่ก็เกิดความกังวลว่าอาจเป็นวัตถุอันตรายหรือไม่ เพราะไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นอุปกรณ์ประเภทใด จึงตัดสินใจถอดขั้วสายออกก่อน เพื่อหยุดการทำงานของอุปกรณ์และหลีกเลี่ยงการถูกติดตาม
.
เจ้าตัวยังระบุว่า หลังถอดอุปกรณ์ออกจากรถแล้ว ขณะขับรถออกมา พบรถยนต์โตโยต้า วีออส สีบรอนซ์ทอง ซึ่งสงสัยว่าอาจขับติดตามตนอยู่ จึงเดินทางต่อโดยใช้เส้นทางมิตรภาพ ตั้งใจจะไปหาเพื่อนที่ จ.สระบุรี แต่ช่วงนั้นฝนตกหนัก ทำให้รถที่สงสัยว่าอาจติดตามมาไม่สามารถตามทัน
.
จากนั้นจึงนำซิมการ์ดที่อยู่ในอุปกรณ์ออกมาใส่โทรศัพท์ของเพื่อน แล้วทดลองโทรเข้าหมายเลขโทรศัพท์ของตนเอง เพื่อดูว่าซิมการ์ดดังกล่าวมีหมายเลขอะไร โดยพบว่าเป็นหมายเลขโทรศัพท์ที่ขึ้นต้นด้วย 094 ซึ่งเจ้าตัวเปิดเผยหมายเลขเพียงบางส่วน และระบุว่าเป็นซิมการ์ดของเครือข่ายโทรศัพท์สีแดง
.
นาย
ภัทรพงศ์กล่าวว่า อยากทราบว่าซิมการ์ดดังกล่าวจดทะเบียนในชื่อใคร และผู้ที่เป็นเจ้าของซิมอยู่ในจ.อำนาจเจริญหรือไม่ จึงขอให้ประชาชนที่ทราบข้อมูลช่วยตรวจสอบ พร้อมเปิดเผยว่าได้ทดลองเติมเงินเข้าไปในซิมการ์ดแล้ว และพบว่าเป็นเครือข่ายโทรศัพท์สีแดง
.
นาย
ภัทรพงศ์ อ้างว่า จากการสอบถามผู้รู้เกี่ยวกับอุปกรณ์ดังกล่าว ได้รับข้อมูลว่าอุปกรณ์อาจทำงานได้ 2 ระบบ คือ ระบบแรกส่งพิกัด GPS ไปยังแอปพลิเคชันของเจ้าของหมายเลขโทรศัพท์แบบเรียลไทม์ และสามารถระบุตำแหน่งได้ละเอียดถึงระดับบ้านเลขที่
.
ส่วนระบบที่สอง ซึ่งเจ้าตัวมองว่าสำคัญที่สุด คือความเป็นไปได้ที่อุปกรณ์จะสามารถดักฟังการสนทนาทางโทรศัพท์ได้ โดยอ้างว่าหากมีคนโทรเข้ามายังหมายเลขที่อยู่ในอุปกรณ์ เสียงสนทนาอาจถูกส่งไปยังผู้ที่ติดตามอยู่โดยอัตโนมัติ โดยไม่จำเป็นต้องกดรับสาย
.
เจ้าตัวระบุว่า ต้องการตรวจสอบประวัติการโทรเข้าและโทรออกของซิมการ์ดดังกล่าว โดยเฉพาะก่อนเวลา 14.00 น. ของวันที่ 15 ตุลาคม ว่ามีบุคคลจากจ.อำนาจเจริญ โทรเข้ามาหรือไม่ เพราะเชื่อว่าข้อมูลการโทรจะช่วยให้ทราบว่ามีใครเกี่ยวข้องกับการติดตามความเคลื่อนไหวของตน
.
หากทราบว่าใครเป็นเจ้าของซิมการ์ด ก็จะสามารถตรวจสอบต่อไปได้ว่าอุปกรณ์ดังกล่าวส่งสัญญาณไปหาใคร และบุคคลที่รับข้อมูลนั้นเกี่ยวข้องกับคนที่ถ่ายภาพรถยนต์ของตนแล้วนำไปเผยแพร่
.
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า บุคคลที่เกี่ยวข้องอาจเป็นตำรวจที่ไม่สุจริต ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยเงินกู้ หรือผู้ที่ช่วยเหลือเครือข่ายเว็บพนัน โดยอ้างว่ามีบุคคลในจ.อำนาจเจริญ ที่ตนสงสัยว่าประกอบอาชีพปล่อยเงินกู้และเปิดเว็บพนัน อย่างไรก็ตาม ข้อสงสัยดังกล่าวยังต้องได้รับการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่
.
นาย
ภัทรพงศ์ กล่าวว่า โดยวันนี้ตนต้องการให้กองบังคับการปราบปรามช่วยอำนวยความยุติธรรม โดยให้เวลา 3 วันนับจากวันที่เข้าแจ้งความ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและระบุให้ได้ว่าใครเป็นเจ้าของหมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าว พร้อมแจ้งความในส่วนของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และระบุว่าในทางปฏิบัติแล้วการตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์และข้อมูลการใช้งานน่าจะเป็นเรื่องที่สามารถดำเนินการได้
.
นอกจากนี้ ยังต้องการทราบว่าหมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าวมีการโทรเข้าและโทรออกไปยังหมายเลขใดบ้างในช่วงก่อนที่ตนจะถอดสายอุปกรณ์ออกจากรถ เนื่องจากเชื่อว่าหมายเลขดังกล่าวน่าจะมีผู้ติดต่ออยู่ไม่มาก และอาจเป็นเบาะแสสำคัญในการหาตัวผู้เกี่ยวข้อง เชื่อถูกข่มขู่เพราะทำคดีสำคัญ ยืนยันเดินหน้าตรวจสอบต่อ
JJNY : โรมยัน ซักฟอก 5 วัน│‘ทนายอั๋น’ แจ้งความถูกแปะ GPS│ชัชชาติ ห่วง กทม.ตะวันออกยังกดดัน│ไทยหยุดแล้ว แต่กัมพูชาไม่หยุด
https://www.matichon.co.th/politics/news_5935298
.
โรม เย้ย รัฐบาล ร้อนตัวกลัวอะไรให้ซักฟอกแค่ 3 วัน ยืนกราน 5 วัน ไม่งั้นไม่ต้องมาคุย ยันมีนาตาชาส่งข้อมูลให้ จี้ส.ส.น็อกน้ำเงิน
.
เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีรัฐบาลจะให้เวลาฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจ จำนวน 3 วัน ว่า แสดงให้เห็นถึงการร้อนตัวของรัฐบาล คงรู้ตัวว่าทำอะไรไม่ดีไว้เยอะ จึงจะให้เวลาเรามีน้อยๆ ซึ่งรายละเอียดแทบจะเป็นครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่มีรัฐมนตรีถูกอภิปรายถึง 18 คน ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่มันจะใช้เวลาน้อยๆ อภิปรายให้ประชาชนเข้าใจในรายละเอียด
.
“รัฐบาลอาจคิดว่ามีจำนวนมือพอแล้วก็จบ ไม่จำเป็นต้องชี้แจงหรือแก้ไขข้อกล่าวหา ถ้าคิดแบบนี้ระวังจะยิ่งพัง เราต้องการเวลาอภิปรายให้ประชาชน ซึ่งเป็นผู้มีพระคุณเลือกพวกเราเข้ามาได้เข้าใจในรายละเอียดได้รับรู้ความจริง และเพื่อความเป็นธรรมรัฐบาลควรมีเวลาชี้แจงที่มีประสิทธิภาพในข้อกล่าวหาทุกเรื่อง ดังนั้น จะมาบอกว่ามีเวลาแค่ 3 วัน โดยที่ผ่านมาไม่เคยคุยกับพวกเราเลย ผมคิดว่า การทำแบบนี้ระวังจะกลายเป็นการทำให้ประชาชนตั้งคำถามมากขึ้นว่า คุณกลัวอะไร” นายรังสิมันต์กล่าว
.
เมื่อถามถึง กรณีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะวิปคณะรัฐมนตรี (ครม.) อ้างเรื่องนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แจ้งที่ประชุม ครม.ว่า ครม.จะมีช่วงว่างระหว่างวันที่ 27-29 ตุลาคมเตรียมไว้ให้ฝ่ายค้านอภิปรายเพื่อลงมติ ในวันที่ 30 ตุลาคม ก่อนที่นายอนุทินจะเดินทางไปต่างประเทศ นายรังสิมันต์กล่าวว่า เรื่องวันไหน อย่างไร เป็นอีกประเด็นหนึ่ง แต่จำนวนวันอภิปรายตนยังยืนยันเหมือนเดิมคือ 5 วัน ซึ่งวิป 3 ฝ่ายยังไม่มีการพูดคุยกัน แต่เราต้องตั้งต้นก่อนว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ใช่การอภิปรายตามสะดวกของนายกฯ หรือรัฐมนตรี แต่เป็นการอภิปรายที่เป็นวาระของสภา ดังนั้น ในเมื่อหลักการตามรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยแบบระบอบรัฐสภาระบุว่านายกฯ และ ครม.ต้องบริหารประเทศบนความไว้วางใจของสภา ฉะนั้น จะเอาแต่ความสะดวกของนายกฯ ไม่ได้ ต้องเอาวาระของสภาเป็นตัวตั้ง
.
นายรังสิมันต์กล่าวต่อว่า ส่วนจะเคลียร์คิวอย่างไร ตนว่าเรามาพูดคุยกันระหว่างวิป 3 ฝ่าย แต่ตอนนี้ยังไม่ได้มีการแจ้งเพื่อนัดพูดคุยอย่างเป็นทางการ ตนคิดว่า หากจะ 3 วันก็ไม่ต้องมาคุยกัน ไม่มีประโยชน์ เรายืนที่ 5 วัน เพราะไม่ใช่มีแค่พรรคประชาชนอย่างเดียวแต่มีพรรคอื่นด้วย การที่จะอภิปรายรัฐบาล 3 วัน เป็นไปไม่ได้ เพราะต้องรวมที่ฝ่ายรัฐบาลน่าจะประท้วงกันเยอะอีกด้วย
.
เมื่อถามถึง กรณีเคยให้สัมภาษณ์รายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง ถึงเรื่องมีคนในพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ส่งข้อสอบมาให้ซักฟอกรัฐบาล ตอนนี้มีส่งมาเพิ่มเติมหรือไม่ นายรังสิมันต์กล่าวว่า ตนพูดเรื่องแหล่งข่าวไม่ได้ว่าเอาข้อมูลมาจากไหน แต่บอกได้แค่ว่าเรามีนาตาชาของเราส่งข้อมูลเรื่อยๆ ส่วนถามว่า จะมีหมัดน็อกหรือไม่นั้น เราก็เชื่อว่าข้อมูลเรามีคุณภาพสูงแน่ๆ ส่วนคำว่าน็อกต้องอยู่ที่มือของ ส.ส.ในสภา จริงๆ ไม่ต้องคิดอะไรซับซ้อน
.
“วันนี้บ้านเมืองกินรวบโกยเรียบกันขนาดนี้ นั่นเป็นสิ่งที่เรายอมรับสภาพกันได้จริงหรือไม่ ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องหลักฐานอะไร ใช้จิตใจที่มีความเป็นวิญญูชน บ้านเมืองเป็นหนักขนาดนี้ เราทนอยู่กันได้อย่างไร จึงขอส่งสัญญาณถึง ส.ส.ทุกคนทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลว่า เราไม่ควรทนกับระบอบสีน้ำเงินอีกแล้ว” นายรังสิมันต์กล่าว
.
.
‘ทนายอั๋น’ แจ้งความกองปราบ ถูกแปะ GPS-ซิมดักฟังใต้รถ สงสัยฝีมือแก๊งผู้มีอิทธิพล
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10439587
.
‘ทนายอั๋น’ แจ้งความกองปราบ ถูกแปะ GPS-ซิมดักฟังใต้รถ สงสัยฝีมือแก๊งผู้มีอิทธิพล โอดชีวิตไม่เหมือนเดิม นับตั้งแต่เดินทางไป จ.อำนาจเจริญ
.
วันที่ 16 ต.ค.2569 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ เข้าให้ข้อมูลหลังอ้างว่าถูกข่มขู่และติดตามความเคลื่อนไหว จากกรณีที่เดินทางไป จ.อำนาจเจริญ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาใน คดี พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 เมื่อวันที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา
.
กรณีกิจกรรมไฮด์ปาร์กในปฏิบัติการที่ใช้ชื่อว่า “ไล่หนู จับฮั้วอำนาจเจริญ” บริเวณหอนาฬิกาเทศบาลเมืองอำนาจเจริญ และจัดชุมนุมสาธารณะ หน้า สภ.เมืองอำนาจเจริญ เมื่อวันที่ 16 ส.ค.69 แต่กลับถูกกลุ่มชาวบ้านรวมตัวโห่ไล่ ก่อนพบว่ามีบุคคลถ่ายภาพบริเวณหน้าบ้านและนำข้อมูลการเดินทางไปเผยแพร่ในเพจท้องถิ่น
.
นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า วันนี้เดินทางมากองปราบปราม เพราะรู้สึกว่าชีวิตไม่เหมือนเดิม นับตั้งแต่เดินทางไป จ.อำนาจเจริญ โดยเมื่อวันที่ 12 ต.ค. ที่ผ่านมา ถูกกลุ่มชาวบ้านโห่ไล่ที่ จ.อำนาจเจริญ และปรากฏว่ามี สจ.คนดัง ไปร่วมอยู่ในสถานที่ใกล้กับจุดที่กลุ่มม็อบมาขับไล่ ซึ่งเจ้าตัวออกมาพูดเองว่าต้องการมาดูหน้า และยอมรับว่าอยู่ในส่วนหนึ่งของกลุ่มม็อบ ส่วนแกนนำม็อบก็เป็นญาติของบุคคลดังกล่าว
.
หลังจากนั้นเดินทางกลับมา ก็พบว่ามีคนมาถ่ายวิดีโอหน้าบ้านของตนที่จ.บุรีรัมย์ ก่อนแคปภาพนิ่งไปโพสต์ในเพจ “ฮักนะ อำนาจเจริญ” พร้อมระบุข้อมูลการเดินทางแบบเรียลไทม์ โดยระบุว่าตนเดินทางถึงบ้านเวลาประมาณเกือบ 21.00 น. ซึ่งเป็นข้อมูลที่ตรงกับเวลาจริง
.
เช้าวันถัดมาตั้งใจจะนำเรื่องไปแจ้งความดำเนินคดีกับตำรวจภูธรภาค 3 แต่กลับพบว่ามีการนำข้อมูลการเคลื่อนไหวของตนไปเผยแพร่อีก โดยบุคคลที่สงสัยว่าน่าจะเป็นคนเดียวกับที่ถ่ายภาพหน้าบ้าน เป็นชายสวมเสื้อสีดำ ผมสั้น ซึ่งตอนแรกเข้าใจว่าอาจเป็นตำรวจ เจ้าหน้าที่ กอ.รมน. หรือเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาเก็บข้อมูลการเดินทางของตนในพื้นที่ จึงไม่ได้คิดว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น
.
แต่เมื่อกลับไปตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด ก็พบว่าลักษณะตรงกับบุคคลที่สงสัย นอกจากนี้ ในช่วงบ่ายยังมีภาพของตนถูกนำไปเผยแพร่ในกลุ่มอีกครั้ง พร้อมข้อความทำนองว่าคุ้น ๆ กับตน และมีการแสดงหมายเลขโทรศัพท์ของตนด้วย ทำให้สงสัยว่าบุคคลดังกล่าวอาจขับรถติดตามตน ก่อนส่งข้อมูลไปให้คนในจังหวัดอำนาจเจริญโพสต์ลงเพจ “ฮักนะ อำนาจเจริญ”
.
นายภัทรพงศ์กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้รู้สึกหนักใจมากที่สุด คือก่อนเข้านอนยังมีภาพรถยนต์ของตนถูกนำไปเผยแพร่ พร้อมข้อความอวยพรให้เดินทางปลอดภัย โดยเป็นภาพรถที่ตนเคยปิดบังข้อมูลบางส่วนเอาไว้
.
ในวันเดียวกันหลังเกิดเหตุได้เดินทางไปยังสำนักงานตำรวจภูธรภาค 3 เพื่อขอดูกล้องวงจรปิด เนื่องจากรู้สึกว่าความปลอดภัยในชีวิตกำลังตกอยู่ในอันตราย โดยได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่าตนไม่ปลอดภัยแล้ว และขอให้เปิดกล้องวงจรปิดให้ดู แต่ได้รับคำตอบว่าให้กลับมาในวันรุ่งขึ้น เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่อยู่
.
วันรุ่งขึ้นจึงไปตรวจสอบหลักฐานจากกล้องวงจรปิด แต่กลับได้รับเพียงเอกสารให้เขียนคำร้อง โดยตั้งคำถามว่า หากเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้แล้วไปขอดูกล้องวงจรปิดจากร้านสะดวกซื้อหรือหน่วยงานเอกชน จะสามารถขอตรวจสอบได้หรือไม่ พร้อมวิจารณ์การทำงานของตำรวจภูธรภาค 3 ที่ไม่เปิดภาพวงจรปิดให้ดูตามที่ร้องขอ
.
นายภัทรพงศ์กล่าวว่า เมื่อไม่ได้รับความร่วมมือในการตรวจสอบภาพวงจรปิด จึงเกิดความไม่ไว้วางใจต่อการทำงานของตำรวจ และตั้งคำถามว่าจะสามารถไว้วางใจเจ้าหน้าที่ได้อย่างไร หากตนเองร้องขอให้ตรวจสอบหลักฐานเพื่อความปลอดภัย แต่กลับไม่ได้รับการช่วยเหลือ
.
นายภัทรพงศ์กล่าวว่า หลังจากเดินทางไปทำธุระที่จ.นครราชสีมา ได้พูดคุยกับบุคคลที่รู้จักเกี่ยวกับข้อสงสัยว่ารถยนต์อาจมีเครื่องติดตามพิกัด GPS ติดตั้งอยู่ จึงเดินทางไปยังอู่ซ่อมรถแห่งหนึ่งในอ.เมือง จ.นครราชสีมา และพบอุปกรณ์ดังกล่าวติดอยู่บริเวณด้านหลังรถยนต์
.
เจ้าตัวระบุว่า อุปกรณ์ที่พบเป็นกล่องสีดำ 2 กล่อง โดยได้ถ่ายวิดีโอเอาไว้ขณะถอดอุปกรณ์ออกมา พบว่ากล่องหนึ่งไม่สามารถใช้งานได้ ซึ่งคาดว่าระบบอาจเสียหายจากการโดนน้ำ แต่ยังมีซิมการ์ดอยู่ ส่วนอีกกล่องหนึ่งยังมีไฟสีเขียวกะพริบในช่วงที่ยังไม่ได้ถอดสายออก
.
ตอนแรกตนเข้าใจว่าอุปกรณ์ดังกล่าวอาจเป็น GPS แต่ก็เกิดความกังวลว่าอาจเป็นวัตถุอันตรายหรือไม่ เพราะไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นอุปกรณ์ประเภทใด จึงตัดสินใจถอดขั้วสายออกก่อน เพื่อหยุดการทำงานของอุปกรณ์และหลีกเลี่ยงการถูกติดตาม
.
เจ้าตัวยังระบุว่า หลังถอดอุปกรณ์ออกจากรถแล้ว ขณะขับรถออกมา พบรถยนต์โตโยต้า วีออส สีบรอนซ์ทอง ซึ่งสงสัยว่าอาจขับติดตามตนอยู่ จึงเดินทางต่อโดยใช้เส้นทางมิตรภาพ ตั้งใจจะไปหาเพื่อนที่ จ.สระบุรี แต่ช่วงนั้นฝนตกหนัก ทำให้รถที่สงสัยว่าอาจติดตามมาไม่สามารถตามทัน
.
จากนั้นจึงนำซิมการ์ดที่อยู่ในอุปกรณ์ออกมาใส่โทรศัพท์ของเพื่อน แล้วทดลองโทรเข้าหมายเลขโทรศัพท์ของตนเอง เพื่อดูว่าซิมการ์ดดังกล่าวมีหมายเลขอะไร โดยพบว่าเป็นหมายเลขโทรศัพท์ที่ขึ้นต้นด้วย 094 ซึ่งเจ้าตัวเปิดเผยหมายเลขเพียงบางส่วน และระบุว่าเป็นซิมการ์ดของเครือข่ายโทรศัพท์สีแดง
.
นายภัทรพงศ์กล่าวว่า อยากทราบว่าซิมการ์ดดังกล่าวจดทะเบียนในชื่อใคร และผู้ที่เป็นเจ้าของซิมอยู่ในจ.อำนาจเจริญหรือไม่ จึงขอให้ประชาชนที่ทราบข้อมูลช่วยตรวจสอบ พร้อมเปิดเผยว่าได้ทดลองเติมเงินเข้าไปในซิมการ์ดแล้ว และพบว่าเป็นเครือข่ายโทรศัพท์สีแดง
.
นายภัทรพงศ์ อ้างว่า จากการสอบถามผู้รู้เกี่ยวกับอุปกรณ์ดังกล่าว ได้รับข้อมูลว่าอุปกรณ์อาจทำงานได้ 2 ระบบ คือ ระบบแรกส่งพิกัด GPS ไปยังแอปพลิเคชันของเจ้าของหมายเลขโทรศัพท์แบบเรียลไทม์ และสามารถระบุตำแหน่งได้ละเอียดถึงระดับบ้านเลขที่
.
ส่วนระบบที่สอง ซึ่งเจ้าตัวมองว่าสำคัญที่สุด คือความเป็นไปได้ที่อุปกรณ์จะสามารถดักฟังการสนทนาทางโทรศัพท์ได้ โดยอ้างว่าหากมีคนโทรเข้ามายังหมายเลขที่อยู่ในอุปกรณ์ เสียงสนทนาอาจถูกส่งไปยังผู้ที่ติดตามอยู่โดยอัตโนมัติ โดยไม่จำเป็นต้องกดรับสาย
.
เจ้าตัวระบุว่า ต้องการตรวจสอบประวัติการโทรเข้าและโทรออกของซิมการ์ดดังกล่าว โดยเฉพาะก่อนเวลา 14.00 น. ของวันที่ 15 ตุลาคม ว่ามีบุคคลจากจ.อำนาจเจริญ โทรเข้ามาหรือไม่ เพราะเชื่อว่าข้อมูลการโทรจะช่วยให้ทราบว่ามีใครเกี่ยวข้องกับการติดตามความเคลื่อนไหวของตน
.
หากทราบว่าใครเป็นเจ้าของซิมการ์ด ก็จะสามารถตรวจสอบต่อไปได้ว่าอุปกรณ์ดังกล่าวส่งสัญญาณไปหาใคร และบุคคลที่รับข้อมูลนั้นเกี่ยวข้องกับคนที่ถ่ายภาพรถยนต์ของตนแล้วนำไปเผยแพร่
.
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า บุคคลที่เกี่ยวข้องอาจเป็นตำรวจที่ไม่สุจริต ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยเงินกู้ หรือผู้ที่ช่วยเหลือเครือข่ายเว็บพนัน โดยอ้างว่ามีบุคคลในจ.อำนาจเจริญ ที่ตนสงสัยว่าประกอบอาชีพปล่อยเงินกู้และเปิดเว็บพนัน อย่างไรก็ตาม ข้อสงสัยดังกล่าวยังต้องได้รับการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่
.
นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า โดยวันนี้ตนต้องการให้กองบังคับการปราบปรามช่วยอำนวยความยุติธรรม โดยให้เวลา 3 วันนับจากวันที่เข้าแจ้งความ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและระบุให้ได้ว่าใครเป็นเจ้าของหมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าว พร้อมแจ้งความในส่วนของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และระบุว่าในทางปฏิบัติแล้วการตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์และข้อมูลการใช้งานน่าจะเป็นเรื่องที่สามารถดำเนินการได้
.
นอกจากนี้ ยังต้องการทราบว่าหมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าวมีการโทรเข้าและโทรออกไปยังหมายเลขใดบ้างในช่วงก่อนที่ตนจะถอดสายอุปกรณ์ออกจากรถ เนื่องจากเชื่อว่าหมายเลขดังกล่าวน่าจะมีผู้ติดต่ออยู่ไม่มาก และอาจเป็นเบาะแสสำคัญในการหาตัวผู้เกี่ยวข้อง เชื่อถูกข่มขู่เพราะทำคดีสำคัญ ยืนยันเดินหน้าตรวจสอบต่อ