“อนุทิน” เคลียร์ปม “น้ำเงินกินรวบ” ยันรัฐบาลไม่คุม สว. ชี้ 3 อำนาจแยกกันชัด/“อนุทิน” ชูไทยแข็งแรงทั้งอาหาร-พลังงาน

Live | รายการ 'คุยกับ ครม.อนุทิน'


[youtube]https://www.youtube.com/live/kLGX8eEgJnc?si=f1bG-rCAEPRefgI-[/youtube]


🔺ประเด็น : ท่ามกลางระเบียบโลกใหม่ วิกฤตเศรษฐกิจ พลังงาน และภัยธรรมชาติที่ทั่วโลกไม่เคยเผชิญมาก่อน ประเทศไทยจะก้าวข้ามความท้าทายเหล่านี้ได้อย่างไร ผู้นำรัฐบาลจะปักหมุดประเทศไทยบนเวทีโลกด้วยวิธีใด และเสถียรภาพของรัฐบาลยังคงเหนียวแน่นเพียงใด



“อนุทิน” เคลียร์ปม “น้ำเงินกินรวบ” ยันรัฐบาลไม่คุม สว. ชี้ 3 อำนาจแยกกันชัด พร้อมรับศึกซักฟอกทุกเมื่อ ลั่นเสียงข้างมากช่วยไม่ได้ มีแต่ผลงาน-ข้อเท็จจริงที่เซฟรัฐบาล




วันนี้ (7 พ.ย. 2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวในรายการ “คุยกับนายกฯ อนุทิน” ถึงกระแสวิจารณ์ทางการเมืองเรื่องน้ำเงินกินรวบ ว่า เป็นวาทกรรมที่ถูกหยิบมาใช้โจมตีรัฐบาล โดยยืนยันว่าไม่สามารถควบคุมสมาชิกวุฒิสภา หรือสั่งการฝ่ายนิติบัญญัติได้

นายอนุทิน กล่าวว่า สว. เป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายนิติบัญญัติ ขณะที่รัฐบาลเป็นฝ่ายบริหาร ทั้ง 2 ฝ่ายมีหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญแยกจากกัน รัฐบาลไม่มีอำนาจไปสั่งให้ สว. สนับสนุนกฎหมาย บุคคล หรือการตัดสินใจใดตามความต้องการของฝ่ายบริหาร

นายกรัฐมนตรีตั้งคำถามกลับว่า หากรัฐบาลควบคุม สว. ได้จริง เหตุใดจึงยังมี สว. หลายคนออกมาวิจารณ์รัฐบาล รวมถึงวิจารณ์ประธานวุฒิสภา พร้อมย้ำว่าการรู้จักบุคคลทางการเมืองจำนวนมาก ไม่ได้หมายความว่าสามารถสั่งการหรือกำหนดจุดยืนของบุคคลเหล่านั้นได้

“รัฐบาลผมมอง สว. ก็คือเป็นอำนาจหนึ่งของอธิปไตย แล้วก็อยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ที่จะมากำหนดทิศทาง หรือผมจะไปบอก สว. ว่า ช่วยออกกฎหมายนี้ กฎหมายนั้น ช่วยสนับสนุนคนนั้นคนนี้ ผมยังไม่เคยเห็นว่าผมทำได้แม้แต่ครั้งเดียว” นายอนุทินกล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับ สส.ฝ่ายรัฐบาลเป็นเรื่องปกติ เพราะรัฐบาลต้องอาศัยเสียงข้างมากในสภาในการผลักดันนโยบายที่หาเสียงไว้ ขณะที่ตัวเขาเองพูดคุยกับ สส.ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน และพร้อมรับข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยไม่ดูว่าใครเป็นผู้เสนอ

พร้อมยกตัวอย่างกรณี สส.พรรคประชาชนเสนอให้เปลี่ยนเสื้อกั๊กวินรถจักรยานยนต์ในจังหวัดชลบุรีกลับเป็นสีส้ม เนื่องจากสะท้อนแสงและปลอดภัยกว่าสีน้ำเงิน โดยเมื่อได้รับข้อมูลก็สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขทันที พร้อมย้ำว่าเรื่องความปลอดภัยไม่ควรถูกนำไปผูกกับสีทางการเมือง

นอกจากนี้ ยังยกกรณีข้อเสนอจาก สส.พรรคประชาชนเรื่องการผลักดันสนุกเกอร์และบิลเลียดให้ได้รับการยอมรับในฐานะกีฬา ลดข้อจำกัดที่ผูกอยู่กับกฎหมายการพนัน ซึ่งรัฐบาลพร้อมพิจารณาสนับสนุน หากเนื้อหากฎหมายครอบคลุมและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานักกีฬาไทย

นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า รัฐบาลพร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ และไม่ได้เป็นฝ่ายดึงเวลา โดยก่อนหน้านี้ได้จัดตารางให้รัฐมนตรีทุกคนเว้นภารกิจระหว่างวันที่ 26-30 ต.ค. เพื่ออยู่รับการอภิปราย แต่การกำหนดวันยังติดปัญหาการหารือเรื่องเวลาระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน

โดยการอภิปรายควรให้ความสำคัญกับสาระ หลักฐาน และข้อเท็จจริง มากกว่าการช่วงชิงเวลา หากมีหลักฐานว่ารัฐบาลหรือรัฐมนตรีกระทำผิดและสร้างความเสียหายต่อประเทศจริง ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง แต่ต้องนำข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้มาแสดงต่อประชาชน

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐมนตรีทุกคนต้องพร้อมชี้แจง ไม่ใช่เฉพาะรัฐมนตรีที่ถูกระบุชื่อในญัตติ เพราะหากมีการพาดพิงถึงงานในความรับผิดชอบ ก็มีหน้าที่ต้องตอบคำถามต่อสภา และการชี้แจงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรับฟัง แต่เป็นการตอบต่อประชาชนทั้งประเทศ

“ผมไม่เคยเชื่อว่าเสียงข้างมากจะช่วยอะไรรัฐบาลได้ ผมได้แจ้งรัฐมนตรีทุกคนให้รับทราบว่า ข้อเท็จจริง แล้วก็ผลงานของพวกท่านเท่านั้นแหละ ที่จะเซฟตัวพวกท่านได้ เซฟรัฐบาลได้” นายอนุทินกล่าว พร้อมย้ำว่าการอภิปรายควรอยู่บนหลักฐาน เหตุผล และเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่ใช้เวทีสภาเป็นพื้นที่ระบายความโกรธหรือความขัดแย้งทางการเมือง

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การตรวจสอบและถ่วงดุลเป็นเรื่องที่รัฐบาลหลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่ควรหลีกเลี่ยง เพราะเป็นกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือชี้แจงให้ชัด ทำงานให้มีผลงาน และให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าใครมีเหตุผลมากกว่ากันในสนามการเมือง

https://www.facebook.com/share/p/1F4u2UvoBZ/

#nbtconnext  #รายการคุยกับนายกฯอนุทิน

“อนุทิน” ชูไทยแข็งแรงทั้งอาหาร-พลังงาน มั่นใจรับมือโลกปั่นป่วนได้ ยัน 72 ชั่วโมงไม่ใช่สัญญาณวิกฤต ดัน B20 ลดนำเข้า เพิ่มรายได้เกษตรกร พร้อมเร่ง OECD-ดึงทุนเทคโนโลยีเข้าไทย




วันนี้ (7 พ.ย. 69)  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวในรายการ “คุยกับนายกฯ อนุทิน” ถึงสถานการณ์ความมั่นคง เศรษฐกิจ และพลังงานโลกว่า ประเทศไทยมีพื้นฐานแข็งแรงพอที่จะรับมือความผันผวน พร้อมเปลี่ยนความเสี่ยงของโลกให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ

นายกรัฐมนตรี กล่าวถึง กระแสให้ประชาชนเตรียมเสบียง 72 ชั่วโมง โดยย้ำว่าไม่ได้หมายถึงประเทศกำลังเข้าสู่ภาวะสงครามหรืออาหารขาดแคลน ประชาชนยังสามารถใช้ชีวิตตามปกติ สิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญคือระบบเตือนภัย การช่วยเหลือ และการเข้าถึงกลุ่มเปราะบางให้รวดเร็วเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

“ใช้ชีวิตตามปกติครับ ไม่มีความกังวลว่ามันจะเกิดการขาดแคลนอาหาร หรือขาดแคลนสิ่งของอุปโภคบริโภคที่เราจะใช้ในครอบครัวของเราจนเกินสภาวะปกติ รัฐบาลจะไม่มีทางปล่อยให้ครอบครัวใดเผชิญภาวะขาดอาหารโดยความช่วยเหลือเข้าไม่ถึง” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า เหตุการณ์โจมตีทางไซเบอร์ในต่างประเทศจนกระทบระบบห่วงโซ่อาหาร สะท้อนให้เห็นจุดแข็งของประเทศไทยมากขึ้น เพราะไทยยังเป็นประเทศผู้ผลิตอาหารครบวงจร มีตลาดและแหล่งผลิตกระจายทั่วประเทศ ไม่ต้องพึ่งพาอาหารนำเข้าหรือระบบจัดเก็บจากศูนย์กลางเพียงช่องทางเดียว

ความมั่นคงด้านอาหารจึงไม่ใช่เพียงเรื่องการเลี้ยงประชากรในประเทศ แต่สามารถต่อยอดเป็นสินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์ ของไทยในโลกที่ภูมิรัฐศาสตร์ผันผวน ประเทศคู่ค้าต่างต้องการแหล่งอาหารที่มั่นคง และไทยมีศักยภาพสร้างความมั่นคงทางอาหารให้ทั้งตนเองและตลาดต่างประเทศ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในด้านพลังงาน ประเทศไทยไม่มีปัญหาปริมาณน้ำมันหรือแหล่งนำเข้า เพราะกระจายแหล่งจัดหาจากหลายภูมิภาค สิ่งที่กระทบประเทศไทยจริงคือราคาน้ำมันและก๊าซที่ผันผวนจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง รัฐบาลจึงต้องใช้ทั้งมาตรการภาษีและขอความร่วมมือจากโรงกลั่นเพื่อลดภาระประชาชน

หนึ่งในมาตรการที่เริ่มเห็นผลคือการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน B20 ซึ่งมีส่วนผสมของน้ำมันปาล์ม 20% ทำให้ราคาต่างจากดีเซลทั่วไปเกือบ 10 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ปริมาณการใช้เพิ่มจากวันละประมาณ 5-6 ล้านลิตร เป็นราว 9 ล้านลิตรต่อวัน

“ประชาชนก็หันมาใช้เพิ่มมากขึ้น ตอนนี้ก็เป็นประมาณ 9 ล้านลิตรต่อวัน เพราะฉะนั้นมันก็มีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดเจน  เมื่อการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพเพิ่ม ประเทศจะลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า ขณะเดียวกันความต้องการปาล์มน้ำมันจากเกษตรกรจะเพิ่มตามไปด้วย” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า หากการใช้ไบโอดีเซลขยับขึ้นถึงประมาณ 20 ล้านลิตรต่อวัน จากการใช้น้ำมันดีเซลรวมราว 50 ล้านลิตรต่อวัน จะช่วยลดการใช้น้ำมันดิบจากต่างประเทศได้หลายล้านลิตรต่อวัน คิดเป็นมูลค่าเงินนำเข้าที่ประหยัดได้ระดับใกล้ 100,000 ล้านบาทต่อปี

เงินที่เคยไหลออกไปซื้อพลังงานจึงสามารถหมุนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในประเทศผ่านเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม รวมถึงนโยบายพลังงานชีวภาพจากอ้อยและมันสำปะหลังในอนาคต ซึ่งรัฐบาลมองว่าเป็นการสร้างตลาดใหม่ให้ภาคเกษตร พร้อมทำให้รายได้เกษตรกรมีความต่อเนื่องมากกว่าการพึ่งพาราคาสินค้าเพียงอย่างเดียว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในโลกที่ความมั่นคงอาหารกลับมามีความสำคัญ เกษตรกรไทยถือเป็นพระเอก ของประเทศ รัฐบาลจึงต้องสร้างเงื่อนไขให้เกษตรกรมีรายได้ต่อเนื่อง มีตลาดรองรับ และสามารถยืนอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งมาตรการชั่วคราวทุกครั้งที่ราคาสินค้าเกษตรผันผวน

นายอนุทิน กล่าวถึง ภาพเศรษฐกิจอีกด้านคือการลงทุนจากต่างประเทศ โดยระบุว่า ไทยกำลังเร่งยกระดับมาตรฐานประเทศเพื่อเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ซึ่งจะทำให้กติกาธุรกิจ ความโปร่งใส และธรรมาภิบาลของไทยใกล้มาตรฐานสากลมากขึ้น

รัฐบาลยังเดินหน้า Thailand Fast Track ให้นักลงทุนติดต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นจุดเดียว ลดขั้นตอนการประสานหลายหน่วยงาน พร้อมใช้นโยบายดังกล่าวแก้ข้อจำกัดที่เคยทำให้นักลงทุนเสียเวลา และสร้างความมั่นใจว่าการลงทุนในไทยจะไม่เผชิญการเลือกปฏิบัติ

นายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการหารือกับผู้บริหาร Google ว่า บริษัทมีความพร้อมลงทุนในประเทศไทยเพิ่มเติม และมองว่าจุดแข็งของไทยไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนแรงงานราคาถูกอีกต่อไป แต่อยู่ที่คุณภาพคนไทยซึ่งสามารถยกระดับทักษะต่อยอดสู่เศรษฐกิจ AI ได้ รวมถึงทำเล โครงสร้างพื้นฐาน และระบบโลจิสติกส์

“ไม่ให้ AI คุมเรา เราต้องคุม AI นี่เป็นนโยบาย ไม่ให้ AI มาทำให้ประชาชนชาวไทยตกงาน เพราะฉะนั้นเราต้องคุม AI ให้ได้ นักลงทุนที่เข้ามาต้องสร้างการจ้างงานและถ่ายทอดโอกาสให้แรงงานไทย ไม่ใช่เพียงนำเงินทุนเข้ามาอย่างเดียว” นายอนุทินกล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นักลงทุนจำนวนหนึ่งที่เริ่มลงทุนในไทยเพียงเฟสแรกหรือเฟส 2 ได้นำแผนขยายไปถึงเฟส 7-8 มาแสดงให้รัฐบาลเห็น สะท้อนความตั้งใจใช้ประเทศไทยเป็นฐานระยะยาว โดยมีเสถียรภาพทางการเมือง โครงสร้างพื้นฐาน ระบบกระจายสินค้า และเครือข่ายภูมิภาคเป็นปัจจัยสำคัญ

นายอนุทิน กล่าวว่า โจทย์สำคัญจากนี้คือประเทศไทยต้องไม่สะดุดขาตัวเอง หลังสร้างความเชื่อมั่นในสายตานักลงทุนได้แล้ว ท่ามกลางโลกที่ความมั่นคงด้านอาหาร พลังงาน เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์กำลังเชื่อมโยงกัน ประเทศที่มีฐานการผลิต มีทรัพยากร และวางกติกาได้มั่นคงจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ

https://www.facebook.com/share/p/1DU4GV2vKp/

#nbtconnext #คุยกับนายกฯอนุทิน
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่