UPDATE: ‘โฆษกรัฐบาล’ โต้ ‘น้ำเงินกินรวบ’ เหน็บฝ่ายค้านใช้ กมธ. เล่นการเมือง คาใจเลื่อนซักฟอกก่อนเปิดรับบริจาคเข้าพรรค ชี้ดูลงล็อก ท้าเปิดบัญชีเงินบริจาค
วันนี้ (6 พฤศจิกายน) เวลา 10.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านกล่าวหาว่ารัฐบาลเป็น ‘ระบอบสีน้ำเงินกินรวบ’ สภาผู้แทนราษฎรว่า ใครกินรวบใคร เป็นเพียงการกล่าวหากันไป โดยการทำงานของรัฐสภามีคณะกรรมาธิการแต่ละคณะทำหน้าที่ตามประเด็นต่างๆ ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากพรรคการเมืองทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ทำงานร่วมกันโดยไม่แบ่งฝ่าย และที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหา เพราะถือเป็นการทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประชาชน
เอกภพกล่าวว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน มีการนำคณะกรรมาธิการไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมากกว่าการทำงานเพื่อให้ได้ข้อสรุปเชิงประเด็น ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย พร้อมมองว่าข้อมูลที่มีการนำเสนออาจไม่ครบถ้วน เนื่องจากตามปกติ ก่อนปิดการประชุมกรรมาธิการแต่ละครั้ง จะมีการหารือถึงวาระการประชุมครั้งต่อไป รวมถึงบุคคลที่จะเชิญมาชี้แจง โดยกรรมาธิการทุกคนสามารถเสนอความเห็นได้ แม้ประธานกรรมาธิการจะมีสิทธิเสนอ แต่ที่ผ่านมาจะใช้ข้อตกลงร่วมกันเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันพบว่าประธานกรรมาธิการบางคณะใช้อำนาจเกินขอบเขต และมีการแอบลงมติโดยที่องค์ประชุมอาจไม่ครบ ส่งผลให้การทำงานที่ควรมุ่งเน้นประเด็นสำคัญเกิดปัญหา และทำให้บรรยากาศการทำงานแย่ลง
นอกจากนี้ แม้ข้อบังคับการประชุมจะเปิดโอกาสให้มีการถ่ายทอดการประชุมกรรมาธิการ เพื่อให้ประชาชนรับทราบข้อมูล แต่บางคณะกลับเน้นการสร้างประเด็นดราม่ามากกว่าสาระสำคัญ จึงต้องพิจารณาว่าจะปรับปรุงการทำงานอย่างไร
เอกภพยืนยันว่า รัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารให้เวลา โอกาส และความร่วมมือกับคณะกรรมาธิการและรัฐสภามาโดยตลอด ทั้งการตอบกระทู้ถามในที่ประชุมสภาและการเข้าชี้แจงต่อกรรมาธิการ โดยไม่ได้มุ่งเน้นการทะเลาะหรือสร้างความขัดแย้งรายวัน
เมื่อถามถึงกรณีคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร มีมติเชิญอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าชี้แจงต่อที่ประชุมกรรมาธิการ เห็นว่าเหมาะสมหรือไม่ เอกภพกล่าวว่า มติดังกล่าวมีเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่ง โดยการเปิดประชุมต้องมีองค์ประชุมไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 แต่การลงมติต้องมีเสียงเกินกึ่งหนึ่ง
“ผมไม่แน่ใจว่าคนที่ออกมาให้ข้อมูลตรงนี้เขาคิดเลขผิดหรือไม่ หรือปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะรองประธาน กมธ.กฎหมายฯ ไปประท้วงที่ไหนแล้วลืมคิดเลขหรือเปล่า”
เอกภพกล่าวต่อว่า “เลขที่ต้องคิดอีกอย่างหนึ่งคือเลขที่เขาบริจาคเงินเข้าพรรค อุตส่าห์เลื่อนอภิปรายไม่ไว้วางใจไปอีกเดือนกว่า เพื่อมีเวลารับบริจาค เขาได้ไปเท่าไหร่ไม่รู้”
เมื่อถามว่าประเด็นเงินบริจาคสะท้อนอะไร เอกภพกล่าวว่า ไม่ทราบว่าฝ่ายค้านอาจมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ประกาศว่าจะอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งรัฐบาลก็เตรียมพร้อม และเมื่อเสนอให้เพิ่มเวลาก็ไม่ยอมรับ แต่สุดท้ายกลับตกลงเลื่อนการอภิปรายไปเป็นต้นเดือนธันวาคมได้อย่างง่ายดาย
“ก็ไม่รู้สิ เขาอาจจะมีแผนไว้ก่อน ตอนแรกบอกจะอภิปราย เราก็เตรียมตัว แล้วเราก็จะให้เวลาเพิ่มอีกก็ไม่เอา งอแงกันไปกันมา สุดท้ายอยู่ดีๆ ก็มาตกลงกันง่าย เป็นพระเอกโฆษณามาตกลงง่ายเลย เอาต้นเดือน ธ.ค.”
เอกภพกล่าวอีกว่า หลังจากตกลงกันได้ ฝ่ายค้านก็ออกมาให้สัมภาษณ์ร่วมกับประธานวิปรัฐบาลด้วยบรรยากาศชื่นมื่น ก่อนจะมีโฆษณาประชาสัมพันธ์ออกมาทันที ซึ่งดูเหมือนมีการเตรียมถ่ายทำไว้ล่วงหน้า เพราะโปรดักชันทำออกมาได้ดีและรวดเร็ว อีกทั้งยังมีการเปิดรับบริจาคเงินเข้าพรรคทันที จึงมองว่าทุกอย่างดูลงล็อกกันเกินไป
เมื่อถามย้ำว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจดูเหมือนเป็นเป้าหลอก แต่การรับเงินบริจาคเป็นเป้าหมายที่แท้จริงใช่หรือไม่ เอกภพกล่าวว่า การรับบริจาคเงินของพรรคการเมืองต้องเปิดเผยต่อประชาชนว่าได้รับเงินจากใคร และนำไปใช้จ่ายอะไรบ้าง โดยเห็นว่าทุกพรรคการเมืองควรเปิดบัญชีรายรับและรายจ่าย ไม่ใช่เฉพาะพรรคการเมืองสีใดสีหนึ่ง รวมถึงเงินที่ได้รับจัดสรรจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ควรเปิดเผยให้ประชาชนรับทราบเช่นกัน
เอกภพยังกล่าวเชื่อมโยงถึงกรณีปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือบุ๋ม ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้สั่งให้ตรวจสอบมูลนิธิที่อาจมีปัญหาเกี่ยวกับการเรี่ยไรเงินบริจาค แม้เงินบริจาคให้พรรคการเมืองจะไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายมูลนิธิ แต่เห็นว่าพรรคการเมืองทุกพรรคก็ควรเปิดเผยข้อมูลการรับและใช้จ่ายเงินเช่นเดียวกัน
พร้อมระบุว่า ล่าสุดมีข้อมูลเกี่ยวกับอดีต สส. และอดีตผู้สมัคร สส. ที่ถูกดำเนินคดี แต่มีการบริจาคเงินผ่านบัญชีเข้าพรรค รวมถึงการใช้ระบบ Payment Gateway เป็นช่องทางรับบริจาคและรับสมัครสมาชิกพรรค ซึ่งเอกภพกล่าวอ้างว่าเข้าข่ายเป็นความผิด
เมื่อถามถึงกรณีพรรคภูมิใจไทยเตรียมแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร จนถูกวิจารณ์ว่าเป็นการใช้อำนาจเสียงข้างมากกินรวบ เอกภพกล่าวว่า ที่ผ่านมาการจัดสรรตำแหน่งในคณะกรรมาธิการแต่ละชุด เป็นการตกลงกันระหว่างวิปของแต่ละฝ่าย โดยแบ่งสัดส่วนตามจำนวน สส. ซึ่งถือเป็นข้อตกลงและมารยาททางการเมือง มากกว่าจะเป็นข้อกำหนดตามข้อบังคับ
ทั้งนี้ หากพิจารณาตามหลักเสียงข้างมาก พรรคการเมืองที่มีจำนวน สส. มากกว่าย่อมมีสิทธิลงคะแนนและได้รับตำแหน่งตามเสียงสนับสนุนอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาแต่ละฝ่ายใช้วิธีประนีประนอม ให้เกียรติ และจัดสรรโควตาร่วมกัน
เอกภพยกตัวอย่างว่า ในสมัยที่ตนอยู่พรรคอนาคตใหม่ ก็เคยมีความพยายามแย่งชิงตำแหน่งประธานกรรมาธิการเช่นเดียวกัน รวมถึงการประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบัน ที่มี สส. จากพรรคการเมืองหนึ่งเสนอตัวแข่งขันตำแหน่งประธานกรรมาธิการ จนกลายเป็นประเด็นทางการเมือง
“ช่วงเวลาที่ตัวเองได้ประโยชน์ไม่ค่อยพูด ทำผิดมารยาทไม่ค่อยพูด แต่เวลาโจมตีคนอื่นพูดจังเลยและโวยวาย”
เอกภพกล่าวทิ้งท้ายว่า ประชาชนอาจได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของกรรมาธิการไม่ครบถ้วน จึงอยากย้ำว่าคณะกรรมาธิการไม่ได้มีหน้าที่เพียงตรวจสอบรัฐบาล แต่ยังต้องทำงานร่วมกันในเชิงประเด็น เพื่อขับเคลื่อนนโยบายและประสานงานกับฝ่ายบริหารด้วย
หากมองว่ากรรมาธิการมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลเพียงอย่างเดียว ก็ต้องให้ฝ่ายค้านเป็นประธานกรรมาธิการทุกคณะ แต่ในความเป็นจริง ระบบกรรมาธิการถูกออกแบบให้ทำงานคู่ขนานกับรัฐบาล โดยเปิดโอกาสให้กรรมาธิการเสียงข้างน้อยสามารถตรวจสอบและเสนอประเด็นได้ ซึ่งเป็นแนวทางที่ปฏิบัติกันมาโดยตลอด
https://www.facebook.com/share/p/1JEXKyhM2m/
#TheStandardNews
“ภราดร” คาใจ “กมธ.กฎหมายฯ” ใช้อำนาจอะไรเรียกนายกฯ แจงห้องประชุมสภา เหน็บใครเผด็จการให้ดูตอนมีอำนาจ บอกรัฐบาลนี้ไม่มี ลั่น “ไม่มีระบอบน้ำเงิน มีแต่พรรคน้ำเงิน“ มองแค่วาทกรรมโหมโรงซักฟอก
วันที่ 6 พ.ย. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกระเบียบให้ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) 35 คณะ ต้องมีมติก่อนเชิญบุคคลเข้าชี้แจง จนมีการตีความว่าเหมือนมีการกินรวบจากฝ่ายบริหารไปจนถึงสภาผู้แทนราษฎร ว่า เข้าใจว่าน่าจะเป็นแนวทางหลักการสำหรับกรรมาธิการต่างๆ ซึ่งไม่ได้มีอะไรใหม่ เพราะเป็นไปตามข้อบังคับและรัฐธรรมนูญ ซึ่งปกติการทำหน้าที่ของกรรมาธิการเวลาจะหยิบยกประเด็นใดขึ้นมาพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ ตามข้อบังคับเขียนชัดเจนว่า ให้กรรมาธิการมีอำนาจในการเชิญ แต่ไม่ได้เขียนว่าให้ประธานกรรมาธิการ มีอำนาจเรียกหรือเชิญ ตนคิดว่าตรงนี้เป็นความชัดเจนอย่างหนึ่ง
ส่วนที่หลายคนคิดว่าประธานมีอำนาจหน้าที่ในการบรรจุวาระนั้น นายภราดร กล่าวว่า ถูกต้อง แต่การบรรจุระเบียบวาระของประธาน จะต้องเป็นความเห็นชอบจากที่ประชุมก่อน บางคนอ้างถึงในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่าทำไมประธานสภาฯ จึงสามารถบรรจุระเบียบวาระใดๆได้ ซึ่งก่อนที่ประธานสภาฯ จะบรรจุระเบียบวาระจะต้องมีการหารือกับวิปสองฝ่าย เพื่อตกลงกันให้ชัดเจนว่าในแต่ละสัปดาห์ควรหยิบยกระเบียบวาระใดขึ้นมาพิจารณา หมายความว่า ประธานสภาฯ มีอำนาจบรรจุจริง แต่การพิจารณาต่างๆ เป็นอำนาจของสภาฯ จะเห็นว่า ระเบียบวาระของสภาที่จะพิจารณาเรื่องใดจะต้องมีความเห็นร่วมกัน เช่น พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จะต้องมีการเสนอต่อที่ประชุมสภาเพื่อให้มีมติว่าจะเลื่อนหรือเปลี่ยนแปลงระเบียบวาระหรือไม่ ซึ่งจะเห็นว่าเป็นอำนาจของสภาโดยที่ประธานไม่มีอำนาจจะไปชี้ให้สภานำเรื่องที่อยู่ด้านท้ายของระเบียบวาระขึ้นมาพิจารณาก่อน
นายภราดร กล่าวต่อว่า ในประเด็นของกรรมาธิการก็เช่นเดียวกัน เพราะในธรรมเนียมปฏิบัติที่ผ่านมา จะมีการหารือในกรรมาธิการก่อนที่จะมีการบรรจุระเบียบวาระใดๆ เพื่อที่จะพิจารณาในสัปดาห์ถัดไป ซึ่งตรงนี้ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ เพราะถึงแม้ว่าอำนาจจะเป็นของประธานกรรมาธิการ แต่จะต้องถามความเห็นชอบจากกรรมาธิการด้วย หากมีความเห็นแตกต่างหรือไม่เห็นด้วยก็ต้องมีการลงมติเหมือนกับที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งข้อบังคับของคณะกรรมาธิการล้อกับข้อบังคับของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร แต่ถ้าที่ประชุมเห็นพ้องต้องกันและตกลงกันได้ ก็เป็นเรื่องของประธานที่จะบรรจุวาระได้ หลักการมีเพียงเท่านี้ ฉะนั้นหนังสือที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรออกมาก็เป็นแนวทางปฏิบัติแบบนี้ คือเป็นไปตามข้อบังคับ และรัฐธรรมนูญ ดูแล้วก็ไม่ได้มีอำนาจใดๆ ที่จะไปให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรออกเงื่อนไขใดที่เกินจากข้อบังคับ
เมื่อถามว่า เรื่องนี้เลยเถิดถึงขั้นมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าระบอบน้ำเงินกินรวบฝ่ายนิติบัญญัติไปแล้ว นายภราดร กล่าวว่า ระบอบน้ำเงินจริงๆมันไม่มี ตัวนายกรัฐมนตรี หรือ หัวหน้าพรรคของตนก็ได้บอกไปแล้วว่า ระบอบน้ำเงินไม่มี มีแต่พรรคสีน้ำเงิน และตนได้พูดมาโดยตลอดว่า ระบอบสีน้ำเงินเป็นเพียงวาทกรรม วันนี้ที่ถูก หยิบยกขึ้นมาพูดบ่อยๆ เพราะเป็นการ โหมโรงก่อนที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่เรียกว่าบันเทิงธิปไตย จึงคิดว่าช่วงนี้เป็นการโหมโรงของเขา ก่อนที่จะไปถึงละครที่เขาจะไปทำการแสดงในวันที่ 7-11 ธ.ค.นี้ พร้อมย้ำว่า ไม่มีระบอบสีน้ำเงิน
https://www.facebook.com/share/p/14qmm5yLELq/
#Thepolitics #สีน้ำเงิน #ภราดร
โฆษกรัฐบาล’ โต้ ‘น้ำเงินกินรวบ’ เหน็บฝ่ายค้านใช้ กมธ. เล่นการเมือง/“ภราดร” คาใจ “กมธ.กฎหมายฯ” ใช้อำนาจอะไรเรียกนายกฯ
วันนี้ (6 พฤศจิกายน) เวลา 10.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านกล่าวหาว่ารัฐบาลเป็น ‘ระบอบสีน้ำเงินกินรวบ’ สภาผู้แทนราษฎรว่า ใครกินรวบใคร เป็นเพียงการกล่าวหากันไป โดยการทำงานของรัฐสภามีคณะกรรมาธิการแต่ละคณะทำหน้าที่ตามประเด็นต่างๆ ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากพรรคการเมืองทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ทำงานร่วมกันโดยไม่แบ่งฝ่าย และที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหา เพราะถือเป็นการทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประชาชน
เอกภพกล่าวว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน มีการนำคณะกรรมาธิการไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมากกว่าการทำงานเพื่อให้ได้ข้อสรุปเชิงประเด็น ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย พร้อมมองว่าข้อมูลที่มีการนำเสนออาจไม่ครบถ้วน เนื่องจากตามปกติ ก่อนปิดการประชุมกรรมาธิการแต่ละครั้ง จะมีการหารือถึงวาระการประชุมครั้งต่อไป รวมถึงบุคคลที่จะเชิญมาชี้แจง โดยกรรมาธิการทุกคนสามารถเสนอความเห็นได้ แม้ประธานกรรมาธิการจะมีสิทธิเสนอ แต่ที่ผ่านมาจะใช้ข้อตกลงร่วมกันเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันพบว่าประธานกรรมาธิการบางคณะใช้อำนาจเกินขอบเขต และมีการแอบลงมติโดยที่องค์ประชุมอาจไม่ครบ ส่งผลให้การทำงานที่ควรมุ่งเน้นประเด็นสำคัญเกิดปัญหา และทำให้บรรยากาศการทำงานแย่ลง
นอกจากนี้ แม้ข้อบังคับการประชุมจะเปิดโอกาสให้มีการถ่ายทอดการประชุมกรรมาธิการ เพื่อให้ประชาชนรับทราบข้อมูล แต่บางคณะกลับเน้นการสร้างประเด็นดราม่ามากกว่าสาระสำคัญ จึงต้องพิจารณาว่าจะปรับปรุงการทำงานอย่างไร
เอกภพยืนยันว่า รัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารให้เวลา โอกาส และความร่วมมือกับคณะกรรมาธิการและรัฐสภามาโดยตลอด ทั้งการตอบกระทู้ถามในที่ประชุมสภาและการเข้าชี้แจงต่อกรรมาธิการ โดยไม่ได้มุ่งเน้นการทะเลาะหรือสร้างความขัดแย้งรายวัน
เมื่อถามถึงกรณีคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร มีมติเชิญอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าชี้แจงต่อที่ประชุมกรรมาธิการ เห็นว่าเหมาะสมหรือไม่ เอกภพกล่าวว่า มติดังกล่าวมีเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่ง โดยการเปิดประชุมต้องมีองค์ประชุมไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 แต่การลงมติต้องมีเสียงเกินกึ่งหนึ่ง
“ผมไม่แน่ใจว่าคนที่ออกมาให้ข้อมูลตรงนี้เขาคิดเลขผิดหรือไม่ หรือปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะรองประธาน กมธ.กฎหมายฯ ไปประท้วงที่ไหนแล้วลืมคิดเลขหรือเปล่า”
เอกภพกล่าวต่อว่า “เลขที่ต้องคิดอีกอย่างหนึ่งคือเลขที่เขาบริจาคเงินเข้าพรรค อุตส่าห์เลื่อนอภิปรายไม่ไว้วางใจไปอีกเดือนกว่า เพื่อมีเวลารับบริจาค เขาได้ไปเท่าไหร่ไม่รู้”
เมื่อถามว่าประเด็นเงินบริจาคสะท้อนอะไร เอกภพกล่าวว่า ไม่ทราบว่าฝ่ายค้านอาจมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ประกาศว่าจะอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งรัฐบาลก็เตรียมพร้อม และเมื่อเสนอให้เพิ่มเวลาก็ไม่ยอมรับ แต่สุดท้ายกลับตกลงเลื่อนการอภิปรายไปเป็นต้นเดือนธันวาคมได้อย่างง่ายดาย
“ก็ไม่รู้สิ เขาอาจจะมีแผนไว้ก่อน ตอนแรกบอกจะอภิปราย เราก็เตรียมตัว แล้วเราก็จะให้เวลาเพิ่มอีกก็ไม่เอา งอแงกันไปกันมา สุดท้ายอยู่ดีๆ ก็มาตกลงกันง่าย เป็นพระเอกโฆษณามาตกลงง่ายเลย เอาต้นเดือน ธ.ค.”
เอกภพกล่าวอีกว่า หลังจากตกลงกันได้ ฝ่ายค้านก็ออกมาให้สัมภาษณ์ร่วมกับประธานวิปรัฐบาลด้วยบรรยากาศชื่นมื่น ก่อนจะมีโฆษณาประชาสัมพันธ์ออกมาทันที ซึ่งดูเหมือนมีการเตรียมถ่ายทำไว้ล่วงหน้า เพราะโปรดักชันทำออกมาได้ดีและรวดเร็ว อีกทั้งยังมีการเปิดรับบริจาคเงินเข้าพรรคทันที จึงมองว่าทุกอย่างดูลงล็อกกันเกินไป
เมื่อถามย้ำว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจดูเหมือนเป็นเป้าหลอก แต่การรับเงินบริจาคเป็นเป้าหมายที่แท้จริงใช่หรือไม่ เอกภพกล่าวว่า การรับบริจาคเงินของพรรคการเมืองต้องเปิดเผยต่อประชาชนว่าได้รับเงินจากใคร และนำไปใช้จ่ายอะไรบ้าง โดยเห็นว่าทุกพรรคการเมืองควรเปิดบัญชีรายรับและรายจ่าย ไม่ใช่เฉพาะพรรคการเมืองสีใดสีหนึ่ง รวมถึงเงินที่ได้รับจัดสรรจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ควรเปิดเผยให้ประชาชนรับทราบเช่นกัน
เอกภพยังกล่าวเชื่อมโยงถึงกรณีปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือบุ๋ม ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้สั่งให้ตรวจสอบมูลนิธิที่อาจมีปัญหาเกี่ยวกับการเรี่ยไรเงินบริจาค แม้เงินบริจาคให้พรรคการเมืองจะไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายมูลนิธิ แต่เห็นว่าพรรคการเมืองทุกพรรคก็ควรเปิดเผยข้อมูลการรับและใช้จ่ายเงินเช่นเดียวกัน
พร้อมระบุว่า ล่าสุดมีข้อมูลเกี่ยวกับอดีต สส. และอดีตผู้สมัคร สส. ที่ถูกดำเนินคดี แต่มีการบริจาคเงินผ่านบัญชีเข้าพรรค รวมถึงการใช้ระบบ Payment Gateway เป็นช่องทางรับบริจาคและรับสมัครสมาชิกพรรค ซึ่งเอกภพกล่าวอ้างว่าเข้าข่ายเป็นความผิด
เมื่อถามถึงกรณีพรรคภูมิใจไทยเตรียมแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร จนถูกวิจารณ์ว่าเป็นการใช้อำนาจเสียงข้างมากกินรวบ เอกภพกล่าวว่า ที่ผ่านมาการจัดสรรตำแหน่งในคณะกรรมาธิการแต่ละชุด เป็นการตกลงกันระหว่างวิปของแต่ละฝ่าย โดยแบ่งสัดส่วนตามจำนวน สส. ซึ่งถือเป็นข้อตกลงและมารยาททางการเมือง มากกว่าจะเป็นข้อกำหนดตามข้อบังคับ
ทั้งนี้ หากพิจารณาตามหลักเสียงข้างมาก พรรคการเมืองที่มีจำนวน สส. มากกว่าย่อมมีสิทธิลงคะแนนและได้รับตำแหน่งตามเสียงสนับสนุนอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาแต่ละฝ่ายใช้วิธีประนีประนอม ให้เกียรติ และจัดสรรโควตาร่วมกัน
เอกภพยกตัวอย่างว่า ในสมัยที่ตนอยู่พรรคอนาคตใหม่ ก็เคยมีความพยายามแย่งชิงตำแหน่งประธานกรรมาธิการเช่นเดียวกัน รวมถึงการประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบัน ที่มี สส. จากพรรคการเมืองหนึ่งเสนอตัวแข่งขันตำแหน่งประธานกรรมาธิการ จนกลายเป็นประเด็นทางการเมือง
“ช่วงเวลาที่ตัวเองได้ประโยชน์ไม่ค่อยพูด ทำผิดมารยาทไม่ค่อยพูด แต่เวลาโจมตีคนอื่นพูดจังเลยและโวยวาย”
เอกภพกล่าวทิ้งท้ายว่า ประชาชนอาจได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของกรรมาธิการไม่ครบถ้วน จึงอยากย้ำว่าคณะกรรมาธิการไม่ได้มีหน้าที่เพียงตรวจสอบรัฐบาล แต่ยังต้องทำงานร่วมกันในเชิงประเด็น เพื่อขับเคลื่อนนโยบายและประสานงานกับฝ่ายบริหารด้วย
หากมองว่ากรรมาธิการมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลเพียงอย่างเดียว ก็ต้องให้ฝ่ายค้านเป็นประธานกรรมาธิการทุกคณะ แต่ในความเป็นจริง ระบบกรรมาธิการถูกออกแบบให้ทำงานคู่ขนานกับรัฐบาล โดยเปิดโอกาสให้กรรมาธิการเสียงข้างน้อยสามารถตรวจสอบและเสนอประเด็นได้ ซึ่งเป็นแนวทางที่ปฏิบัติกันมาโดยตลอด
https://www.facebook.com/share/p/1JEXKyhM2m/
#TheStandardNews
“ภราดร” คาใจ “กมธ.กฎหมายฯ” ใช้อำนาจอะไรเรียกนายกฯ แจงห้องประชุมสภา เหน็บใครเผด็จการให้ดูตอนมีอำนาจ บอกรัฐบาลนี้ไม่มี ลั่น “ไม่มีระบอบน้ำเงิน มีแต่พรรคน้ำเงิน“ มองแค่วาทกรรมโหมโรงซักฟอก
วันที่ 6 พ.ย. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกระเบียบให้ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) 35 คณะ ต้องมีมติก่อนเชิญบุคคลเข้าชี้แจง จนมีการตีความว่าเหมือนมีการกินรวบจากฝ่ายบริหารไปจนถึงสภาผู้แทนราษฎร ว่า เข้าใจว่าน่าจะเป็นแนวทางหลักการสำหรับกรรมาธิการต่างๆ ซึ่งไม่ได้มีอะไรใหม่ เพราะเป็นไปตามข้อบังคับและรัฐธรรมนูญ ซึ่งปกติการทำหน้าที่ของกรรมาธิการเวลาจะหยิบยกประเด็นใดขึ้นมาพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ ตามข้อบังคับเขียนชัดเจนว่า ให้กรรมาธิการมีอำนาจในการเชิญ แต่ไม่ได้เขียนว่าให้ประธานกรรมาธิการ มีอำนาจเรียกหรือเชิญ ตนคิดว่าตรงนี้เป็นความชัดเจนอย่างหนึ่ง
ส่วนที่หลายคนคิดว่าประธานมีอำนาจหน้าที่ในการบรรจุวาระนั้น นายภราดร กล่าวว่า ถูกต้อง แต่การบรรจุระเบียบวาระของประธาน จะต้องเป็นความเห็นชอบจากที่ประชุมก่อน บางคนอ้างถึงในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่าทำไมประธานสภาฯ จึงสามารถบรรจุระเบียบวาระใดๆได้ ซึ่งก่อนที่ประธานสภาฯ จะบรรจุระเบียบวาระจะต้องมีการหารือกับวิปสองฝ่าย เพื่อตกลงกันให้ชัดเจนว่าในแต่ละสัปดาห์ควรหยิบยกระเบียบวาระใดขึ้นมาพิจารณา หมายความว่า ประธานสภาฯ มีอำนาจบรรจุจริง แต่การพิจารณาต่างๆ เป็นอำนาจของสภาฯ จะเห็นว่า ระเบียบวาระของสภาที่จะพิจารณาเรื่องใดจะต้องมีความเห็นร่วมกัน เช่น พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จะต้องมีการเสนอต่อที่ประชุมสภาเพื่อให้มีมติว่าจะเลื่อนหรือเปลี่ยนแปลงระเบียบวาระหรือไม่ ซึ่งจะเห็นว่าเป็นอำนาจของสภาโดยที่ประธานไม่มีอำนาจจะไปชี้ให้สภานำเรื่องที่อยู่ด้านท้ายของระเบียบวาระขึ้นมาพิจารณาก่อน
นายภราดร กล่าวต่อว่า ในประเด็นของกรรมาธิการก็เช่นเดียวกัน เพราะในธรรมเนียมปฏิบัติที่ผ่านมา จะมีการหารือในกรรมาธิการก่อนที่จะมีการบรรจุระเบียบวาระใดๆ เพื่อที่จะพิจารณาในสัปดาห์ถัดไป ซึ่งตรงนี้ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ เพราะถึงแม้ว่าอำนาจจะเป็นของประธานกรรมาธิการ แต่จะต้องถามความเห็นชอบจากกรรมาธิการด้วย หากมีความเห็นแตกต่างหรือไม่เห็นด้วยก็ต้องมีการลงมติเหมือนกับที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งข้อบังคับของคณะกรรมาธิการล้อกับข้อบังคับของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร แต่ถ้าที่ประชุมเห็นพ้องต้องกันและตกลงกันได้ ก็เป็นเรื่องของประธานที่จะบรรจุวาระได้ หลักการมีเพียงเท่านี้ ฉะนั้นหนังสือที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรออกมาก็เป็นแนวทางปฏิบัติแบบนี้ คือเป็นไปตามข้อบังคับ และรัฐธรรมนูญ ดูแล้วก็ไม่ได้มีอำนาจใดๆ ที่จะไปให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรออกเงื่อนไขใดที่เกินจากข้อบังคับ
เมื่อถามว่า เรื่องนี้เลยเถิดถึงขั้นมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าระบอบน้ำเงินกินรวบฝ่ายนิติบัญญัติไปแล้ว นายภราดร กล่าวว่า ระบอบน้ำเงินจริงๆมันไม่มี ตัวนายกรัฐมนตรี หรือ หัวหน้าพรรคของตนก็ได้บอกไปแล้วว่า ระบอบน้ำเงินไม่มี มีแต่พรรคสีน้ำเงิน และตนได้พูดมาโดยตลอดว่า ระบอบสีน้ำเงินเป็นเพียงวาทกรรม วันนี้ที่ถูก หยิบยกขึ้นมาพูดบ่อยๆ เพราะเป็นการ โหมโรงก่อนที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่เรียกว่าบันเทิงธิปไตย จึงคิดว่าช่วงนี้เป็นการโหมโรงของเขา ก่อนที่จะไปถึงละครที่เขาจะไปทำการแสดงในวันที่ 7-11 ธ.ค.นี้ พร้อมย้ำว่า ไม่มีระบอบสีน้ำเงิน
https://www.facebook.com/share/p/14qmm5yLELq/
#Thepolitics #สีน้ำเงิน #ภราดร