ไอติม บี้ถามกกต. 3 ข้อ ใครคือคนริเริ่มให้ใส่บาร์โค้ด จนสร้างปัญหา แม้แต่ศาลยังไม่ให้ทำอีก
https://www.matichon.co.th/politics/news_5910189
.
.
ไอติม บี้ถาม 3 ข้อกกต. ใครสั่งให้ใส่บาร์โค้ด จนสร้างปัญหา มาตั้งแต่ แม้แต่ศาลยังไม่ให้ทำอีก
.
เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 นาย
พริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อเขียน เรื่อง
[ “บาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้งเป็นปัญหาที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าไม่ควรมีอีกในอนาคต, แต่ กกต. จะตอบสังคมอย่างไร ว่าทำไมถึงต้องสร้างปัญหานี้ขึ้นมาตั้งแต่แรก? ] โดยมีเนื้อหาดังนี้
.
วันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 8-1 ว่าการมีอยู่ของบาร์โคดบนบัตรเลือกตั้ง สส. บัญชีรายชื่อ ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ
.
ไม่ว่าจะเห็นด้วยกับคำวินิจฉัยดังกล่าวหรือไม่ ผมเห็นว่าสิ่งที่แทบจะเป็นฉันทามติของสังคม (รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญเอง) คือ “บาร์โคด” บนบัตรเลือกตั้ง สส. บัญชีรายชื่อ เป็นปัญหาจริง และไม่ควรมีอยู่อีกในบัตรเลือกตั้งในอนาคต
.
ในเชิงข้อเท็จจริง ปัญหาหลักของ “บาร์โค้ด” (barcode) บนบัตรเลือกตั้ง สส. บัญชีรายชื่อ คือการที่ “บาร์โคด” ดังกล่าวระบุ “รหัสบัตร” ที่เป็นเอกลักษณ์ (unique) สำหรับบัตรเลือกตั้งแต่ละใบ (1 รหัส ต่อ 1 บัตร)
.
ตรงนี้มีความแตกต่างจาก “คิวอาร์โค้ด” (QR code) บนบัตรเลือกตั้ง สส. เขต ซึ่งเป็นเพียงการระบุ “รหัสเล่ม” ซึ่งไม่ได้เป็นเอกลักษณ์ (unique) สำหรับบัตรเลือกตั้งแต่ละใบ (1 รหัส ต่อ 1 เล่ม – ดังนั้น บัตรทุกใบในเล่มเดียวกัน จะมีรหัสเดียวกัน)
.
ข้อถกเถียงที่ตามมา คือ การมี “บาร์โคด” บนบัตรเลือกตั้งที่ระบุ “รหัสบัตร” ทำให้การออกเสียง “ไม่ลับ” หรือไม่?
.
ในประเด็นนี้ ผม และ ศาลรัฐธรรมนูญ มีความเห็นที่แตกต่างกัน ว่าคำถามสำคัญที่เราควรใช้ในการวินิจฉัยประเด็นดังกล่าว คือคำถามอะไร?
.
– สำหรับผม: คำถามสำคัญ คือ การตรวจสอบว่าใครลงคะแนนอย่างไร ทำ “ได้หรือไม่”?
– สำหรับศาลรัฐธรรมนูญ: คำถามสำคัญ คือ การตรวจสอบว่าใครลงคะแนนอย่างไร ทำได้ “ยากหรือง่าย”?
.
มุมมองผม :
.
– คำถามสำคัญ คือ การตรวจสอบว่าใครลงคะแนนอย่างไร ทำ “ได้หรือไม่”?
.
– หากสามารถตรวจสอบย้อนกลับ “ได้” (ไม่ว่าจะยากหรือง่าย) ก็เท่ากับว่าการออกเสียงไม่ “ลับ” อีกต่อไป
.
– ดังนั้น ลำพังการมีอยู่ของบาร์โค้ดที่ระบุรหัสบัตรบนบัตรเลือกตั้ง ก็ทำให้การออกเสียงไม่ลับโดยอัตโนมัติ เพราะในเชิงเทคนิค เราสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าใครลงคะแนนให้กับใคร (เช่น ผ่านการเข้าถึง 3 องค์ประกอบ (บัตรเลือกตั้ง-ต้นขั้ว-บัญชีผู้ใช้สิทธิ) / เช่น ผ่านการสังเกตลำดับการลงคะแนนของผู้ใช้สิทธิและบัตรเลือกตั้งตอนนับคะแนน ตามที่ภาคประชาชนเคยตั้งข้อสังเกตและสาธิต)
.
– นิยามของคำว่า “ลับ” ในที่นี้ คือสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียกว่า “ลับแบบบริบูรณ์” (absolute secret election) – พูดง่ายๆ คือไม่ว่าจะเข้าถึงบัตรเลือกตั้งหรือเอกสารใดๆ ก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าใครออกเสียงอย่างไร
.
มุมมองของศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก :
.
– คำถามสำคัญ คือ การตรวจสอบว่าใครลงคะแนนอย่างไร ทำได้ “ยากหรือง่าย”?
.
– แม้จะตรวจสอบย้อนกลับ “ได้” ในเชิงเทคนิค แต่หากเป็นสิ่งที่ดำเนินการได้ “ยาก” ก็อาจมองได้ว่าการออกเสียงยังคง “ลับ” อยู่
.
– เมื่อตีกรอบเช่นนี้ ศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากจึงวินิจฉัยว่าในเมื่อเขามองว่าการตรวจสอบว่าใครลงคะแนนอย่างไร เป็นสิ่งที่กระทำได้ไม่ง่าย (เช่น ต้องฝ่าฝืนกฎหมาย / ต้องเข้าถึงเอกสารหลายส่วนที่เก็บแยกจากกัน) การมีอยู่ของบาร์โค้ดยังไม่ทำให้การออกเสียงไม่ลับ (แม้อาจเป็นที่ถกเถียงได้ ว่าการตรวจสอบดังกล่าว ยากเหมือนกับที่ศาลรัฐธรรมนูญลงความเห็นหรือไม่)
.
– นิยามของคำว่า “ลับ” ในที่นี้ คือสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียกว่า “ลับแบบมีเงื่อนไข” (qualified secret election) – พูดง่ายๆ คือการออกเสียงยังลับ เพราะมีหลายเงื่อนไขที่จะต้องเกิดขึ้นถึงจะตรวจสอบได้ว่าใครลงคะแนนอย่างไร
.
แต่ไม่ว่าท่านจะเห็นด้วยกับมุมมองแบบไหน น่าจะเป็นที่แน่ชัดแล้ว ว่าคงไม่มีใครยอมรับบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดหรือสัญลักษณ์บนบัตรเลือกตั้งที่ระบุรหัสบัตรอีก :
.
– หากใครมองเหมือนผม การมีบาร์โค้ดหรือสัญลักษณ์อะไรบนบัตรเลือกตั้งที่ระบุรหัสบัตร เป็นสิ่งที่ขัดรัฐธรรมนูญทันที
.
– แต่แม้ใครมองเหมือนศาลรัฐธรรมนูญว่า การมีบาร์โค้ดหรือสัญลักษณ์อะไรบนบัตรเลือกตั้งที่ระบุรหัสบัตร ไม่ได้ขัดรัฐธรรมนูญ แต่ทางศาลรัฐธรรมนูญเองยังยอมรับว่าบาร์โค้ดหรือสัญลักษณ์ดังกล่าว กระทบต่อความไว้วางใจของประชาชนต่อการเลือกตั้ง และยังแนะนำ กกต. ให้ “ไม่ใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ใดบนบัตรเลือกตั้งที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระบุตัวตนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผลการออกเสียงลงคะแนน” อีก
.
ดังนั้น แม้ปัญหาดังกล่าวคงไม่เกิดขึ้นได้อีกในอนาคต แต่คำถามที่ตามมาคือ กกต. จะรับผิดชอบหรือตอบคำถามสังคมอย่างไรต่อปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นไปแล้ว?
.
ที่ผ่านมา กกต. พยายามเลี่ยงไม่ตอบหลายประเด็นที่ผมได้ถาม กกต. ผ่านกลไกกรรมาธิการในสภา โดย กกต. มักอ้างว่าเป็นเพราะเรื่องดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาโดยศาลรัฐธรรมนูญ
.
แต่ในเมื่อวันนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผมหวังว่า กกต. จะตอบคำถามดังต่อไปนี้ให้ชัด :
.
1. ใครเป็นคนริเริ่มแนวคิดว่า บัตรเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ควรจะต้องมีบาร์โค้ดที่ระบุรหัสบัตร?
.
2. หากจะให้เหตุผลว่าบาร์โค้ดที่ระบุรหัสบัตร มีความจำเป็นต่อการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งหรือการป้องกันการทุจริตเลือกตั้ง แล้วเหตุใด กกต. ถึงสามารถออกแบบบัตรเลือกตั้ง ส.ส. เขต และบัตรออกเสียงประชามติ ที่ไม่จำเป็นต้องมีบาร์โค้ดหรือสัญลักษณ์ที่ระบุรหัสบัตรได้? หรือ กกต. กำลังจะบอกว่าบัตรเลือกตั้ง ส.ส. เขต และบัตรออกเสียงประชามติ ไม่มีมาตรการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งหรือป้องกันการทุจริตเลือกตั้งที่ดีเพียงพอ?
.
3. ใครบ้างที่รับรู้ถึงการมีอยู่ของบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ณ วันเลือกตั้ง? เพราะหากข้อมูลดังกล่าวเป็นที่รับรู้ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งก่อนวันเลือกตั้ง ข้อมูลนั้นจะกลายเป็นช่องโหว่ที่ทำให้กลุ่มดังกล่าวสามารถใช้ในการพยายามตรวจสอบ (หรือข่มขู่ว่าจะมีวิธีการตรวจสอบได้) ว่าใครลงคะแนนอย่างไร
.
กกต. ในฐานะองค์กรอิสระ ต้องเป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงทางการเมือง แต่ต้องไม่เป็นอิสระจากการถูกตรวจสอบโดยประชาชน
.
https://www.facebook.com/paritw/posts/pfbid0wvCA21qoV3hYr5cyHshwV9woStvDrwTddXcYyKQd9jLYXDpbQgFnHQNNUy86WWgCl
.
.
พรรคส้ม จี้รัฐ ช่วยผู้ป่วยติดเตียงหลังรามฯ-คนแก่รออพยพเพียบ น้ำก็ยังท่วมสูง
https://www.matichon.co.th/politics/news_5910398
.
พรรคส้ม ซัด รัฐบาล ละเลยผู้ป่วยติดเตียง จี้ช่วยเหลือด่วน หลังรามคำแหงน้ำยังไม่ลด แถมคนแก่เกษียณรออพยพเพียบ แนะ ’นายกฯ‘ ลงพื้นที่ทุกวัน บอกลงแล้วทีมงานขยับตัวช่วยชาวบ้านทันที
.
เมื่อวันที่ 29 กันยายน นาย
ศิรชัช ตรีวิศวเวทย์ คณะทำงานนายอนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส.กทม. พรรคประชาชน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขังขยายวงกว้าง โดยเฉพาะในพื้นที่ซอยรามคำแหง 174 ซึ่งหลายคนอาจคุ้นเคยกับหมู่บ้านที่อยู่ด้านหน้า แต่แท้จริงแล้วในซอยเดียวกันยังมีชุมชนหมู่บ้านบัวขาว ซึ่งกำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก
.
นาย
ศิรชัช กล่าวต่อว่า ชุมชนหมู่บ้านบัวขาวแบ่งออกเป็นฝั่งนอกและฝั่งใน โดยเฉพาะฝั่งใน ปริมาณน้ำท่วมขังมีความลึกสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัดเมื่อมีฝนตกสะสมอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ประชากรส่วนใหญ่ในพื้นที่เป็นผู้สูงอายุ วัยเกษียณอายุราชการและเอกชนที่อาศัยอยู่ติดบ้าน รวมถึงมีผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองหรือเดินทางออกมาภายนอกได้ ระดับน้ำท่วมขังพัดพาเอาคราบน้ำมันและสิ่งสกปรกเข้ามาลอยปะปนอยู่บนผิวน้ำบนถนนทางเข้าหมู่บ้าน ขณะที่ภายในตัวบ้านระดับน้ำได้ทะลักเข้าท่วมสูงจนถึงบริเวณขาเตียงนอนและสิ่งของเครื่องใช้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขอนามัย ความปลอดภัย และชีวิตความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุเป็นอย่างมาก
.
“
ชุมชนแห่งนี้ตกสำรวจและถูกมองข้ามมาโดยตลอด ฝั่งในของหมู่บ้านบัวขาวมีผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงอาศัยอยู่หลายครัวเรือน ถ้าปล่อยให้สถานการณ์น้ำท่วมขังเป็นเช่นนี้ต่อไป โดยไม่มีการส่งเรือหรือเจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยอพยพและดูแล อาจเกิดวิกฤตความสูญเสียตามมาได้ ผมขอเรียกร้องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรัฐบาล นายกรัฐมนตรี ท่านต้องลงพื้นที่ทุกวัน เพราะเมื่อท่านลงมาแล้ว ทีมงานเขาขยับ จากเดิมที่ขอความช่วยเหลือไปก็นิ่งเฉย ขอให้เร่งส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจและเข้าช่วยเหลือเป็นการด่วน อย่าปล่อยเกียร์ว่างละเลยประชาชน” นาย
ศิรชัช กล่าว
.
.
เชิดชายฟาดเขมร 9 เดือนยังไม่หยุดกล่าวหาไทย ชี้สันติภาพยั่งยืนเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน
https://www.matichon.co.th/foreign/news_5910362
.
เชิดชายฟาดเขมร 9 เดือนยังไม่หยุดกล่าวหาไทย ชี้สันติภาพยั่งยืนเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน
.
เมื่อวันที่ 28 กันยายน ตามเวลาในนครนิวยอร์ก นาย
เชิดชาย ใช้ไววิทย์ เอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรไทยประจำกัมพูชา ได้ใช้สิทธิในการตอบโต้ต่อถ้อยแถลงของคณะผู้แทนกัมพูชาซึ่งมีนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 26 กันยายน ในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 81 ซึ่งมีการพูดพาดพิงถึงประเทศไทย
.
นาย
เชิดชายระบุว่า เป็นเวลากว่า 9 เดือนแล้วนับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงมีผลบังคับใช้ เป็นเรื่องน่าเสียใจอย่างยิ่งที่กัมพูชายังคงเผยแพร่ข้อกล่าวหาที่ปราศจากมูลความจริงต่อประเทศไทย การกระทำดังกล่าวขัดแย้งกับสิ่งที่นายกรัฐมนตรีของไทยและกัมพูชาได้ตกลงกันไว้ที่เมืองเซบู ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน และยังถือเป็นความพยายามอีกครั้งที่จะสร้างภาพลักษณ์เชิงลบให้กับประเทศไทย
.
ข้อกล่าวหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่มีข้อเท็จจริงรองรับแต่อย่างใด ตรงกันข้าม ข้อเท็จจริงกลับสะท้อนเรื่องราวที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
.
สิ่งเหล่านี้ทำให้เราจำเป็นต้องย้อนกลับไปทบทวนถึงจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่กัมพูชาได้เปิดเผยเนื้อหาการสนทนาทางโทรศัพท์ส่วนตัวระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศไปเปิดเผยต่อสาธารณะ เหตุการณ์ที่ทหารไทยต้องสูญเสียอวัยวะจากทุ่นระเบิดของกัมพูชาที่ถูกนำมาวางใหม่ และเหตุการณ์ที่จรวดของกัมพูชายิงเข้ามาในดินแดนไทยและทำให้พลเรือนชาวไทยผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต รวมถึงผู้หญิงและเด็ก
.
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นตามมาสร้างความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสแก่ประชาชนของทั้งสองฝ่าย ในประเทศไทย มีประชาชนหลายแสนคนต้องพลัดถิ่นจากพื้นที่ฐานจากสถานการณ์การสู้รบ และรัฐบาลไทยได้จัดหาที่พักพิงและให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนเหล่านั้น
.
ผมขอชี้แจงข้อเท็จจริงให้ถูกต้องว่า ผู้พลัดถิ่นชาวกัมพูชา ซึ่งรวมถึงกลุ่ม “
ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ” (IDPs) จำนวน 20,000 คนที่กัมพูชากล่าวอ้างนั้น แท้จริงแล้วเป็นชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งประเทศไทยได้เปิดไว้เป็นสถานที่พักพิงชั่วคราวมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เรื่องนี้มีหลักฐานและเอกสารบันทึกไว้อย่างชัดเจน กัมพูชาและไทยต่างก็ทราบเรื่องนี้ดี
JJNY : ไอติมบี้ถามกกต.│พรรคส้มจี้ช่วยผู้ป่วยติดเตียง-คนแก่│เชิดชายฟาดเขมร│เซเลนสกีเผยเกาหลีเหนือจ่อส่งทหาร 10,000 นาย
https://www.matichon.co.th/politics/news_5910189
.
ไอติม บี้ถาม 3 ข้อกกต. ใครสั่งให้ใส่บาร์โค้ด จนสร้างปัญหา มาตั้งแต่ แม้แต่ศาลยังไม่ให้ทำอีก
.
เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อเขียน เรื่อง [ “บาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้งเป็นปัญหาที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าไม่ควรมีอีกในอนาคต, แต่ กกต. จะตอบสังคมอย่างไร ว่าทำไมถึงต้องสร้างปัญหานี้ขึ้นมาตั้งแต่แรก? ] โดยมีเนื้อหาดังนี้
.
วันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 8-1 ว่าการมีอยู่ของบาร์โคดบนบัตรเลือกตั้ง สส. บัญชีรายชื่อ ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ
.
ไม่ว่าจะเห็นด้วยกับคำวินิจฉัยดังกล่าวหรือไม่ ผมเห็นว่าสิ่งที่แทบจะเป็นฉันทามติของสังคม (รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญเอง) คือ “บาร์โคด” บนบัตรเลือกตั้ง สส. บัญชีรายชื่อ เป็นปัญหาจริง และไม่ควรมีอยู่อีกในบัตรเลือกตั้งในอนาคต
.
ในเชิงข้อเท็จจริง ปัญหาหลักของ “บาร์โค้ด” (barcode) บนบัตรเลือกตั้ง สส. บัญชีรายชื่อ คือการที่ “บาร์โคด” ดังกล่าวระบุ “รหัสบัตร” ที่เป็นเอกลักษณ์ (unique) สำหรับบัตรเลือกตั้งแต่ละใบ (1 รหัส ต่อ 1 บัตร)
.
ตรงนี้มีความแตกต่างจาก “คิวอาร์โค้ด” (QR code) บนบัตรเลือกตั้ง สส. เขต ซึ่งเป็นเพียงการระบุ “รหัสเล่ม” ซึ่งไม่ได้เป็นเอกลักษณ์ (unique) สำหรับบัตรเลือกตั้งแต่ละใบ (1 รหัส ต่อ 1 เล่ม – ดังนั้น บัตรทุกใบในเล่มเดียวกัน จะมีรหัสเดียวกัน)
.
ข้อถกเถียงที่ตามมา คือ การมี “บาร์โคด” บนบัตรเลือกตั้งที่ระบุ “รหัสบัตร” ทำให้การออกเสียง “ไม่ลับ” หรือไม่?
.
ในประเด็นนี้ ผม และ ศาลรัฐธรรมนูญ มีความเห็นที่แตกต่างกัน ว่าคำถามสำคัญที่เราควรใช้ในการวินิจฉัยประเด็นดังกล่าว คือคำถามอะไร?
.
– สำหรับผม: คำถามสำคัญ คือ การตรวจสอบว่าใครลงคะแนนอย่างไร ทำ “ได้หรือไม่”?
– สำหรับศาลรัฐธรรมนูญ: คำถามสำคัญ คือ การตรวจสอบว่าใครลงคะแนนอย่างไร ทำได้ “ยากหรือง่าย”?
.
มุมมองผม :
.
– คำถามสำคัญ คือ การตรวจสอบว่าใครลงคะแนนอย่างไร ทำ “ได้หรือไม่”?
.
– หากสามารถตรวจสอบย้อนกลับ “ได้” (ไม่ว่าจะยากหรือง่าย) ก็เท่ากับว่าการออกเสียงไม่ “ลับ” อีกต่อไป
.
– ดังนั้น ลำพังการมีอยู่ของบาร์โค้ดที่ระบุรหัสบัตรบนบัตรเลือกตั้ง ก็ทำให้การออกเสียงไม่ลับโดยอัตโนมัติ เพราะในเชิงเทคนิค เราสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าใครลงคะแนนให้กับใคร (เช่น ผ่านการเข้าถึง 3 องค์ประกอบ (บัตรเลือกตั้ง-ต้นขั้ว-บัญชีผู้ใช้สิทธิ) / เช่น ผ่านการสังเกตลำดับการลงคะแนนของผู้ใช้สิทธิและบัตรเลือกตั้งตอนนับคะแนน ตามที่ภาคประชาชนเคยตั้งข้อสังเกตและสาธิต)
.
– นิยามของคำว่า “ลับ” ในที่นี้ คือสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียกว่า “ลับแบบบริบูรณ์” (absolute secret election) – พูดง่ายๆ คือไม่ว่าจะเข้าถึงบัตรเลือกตั้งหรือเอกสารใดๆ ก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าใครออกเสียงอย่างไร
.
มุมมองของศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก :
.
– คำถามสำคัญ คือ การตรวจสอบว่าใครลงคะแนนอย่างไร ทำได้ “ยากหรือง่าย”?
.
– แม้จะตรวจสอบย้อนกลับ “ได้” ในเชิงเทคนิค แต่หากเป็นสิ่งที่ดำเนินการได้ “ยาก” ก็อาจมองได้ว่าการออกเสียงยังคง “ลับ” อยู่
.
– เมื่อตีกรอบเช่นนี้ ศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากจึงวินิจฉัยว่าในเมื่อเขามองว่าการตรวจสอบว่าใครลงคะแนนอย่างไร เป็นสิ่งที่กระทำได้ไม่ง่าย (เช่น ต้องฝ่าฝืนกฎหมาย / ต้องเข้าถึงเอกสารหลายส่วนที่เก็บแยกจากกัน) การมีอยู่ของบาร์โค้ดยังไม่ทำให้การออกเสียงไม่ลับ (แม้อาจเป็นที่ถกเถียงได้ ว่าการตรวจสอบดังกล่าว ยากเหมือนกับที่ศาลรัฐธรรมนูญลงความเห็นหรือไม่)
.
– นิยามของคำว่า “ลับ” ในที่นี้ คือสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียกว่า “ลับแบบมีเงื่อนไข” (qualified secret election) – พูดง่ายๆ คือการออกเสียงยังลับ เพราะมีหลายเงื่อนไขที่จะต้องเกิดขึ้นถึงจะตรวจสอบได้ว่าใครลงคะแนนอย่างไร
.
แต่ไม่ว่าท่านจะเห็นด้วยกับมุมมองแบบไหน น่าจะเป็นที่แน่ชัดแล้ว ว่าคงไม่มีใครยอมรับบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดหรือสัญลักษณ์บนบัตรเลือกตั้งที่ระบุรหัสบัตรอีก :
.
– หากใครมองเหมือนผม การมีบาร์โค้ดหรือสัญลักษณ์อะไรบนบัตรเลือกตั้งที่ระบุรหัสบัตร เป็นสิ่งที่ขัดรัฐธรรมนูญทันที
.
– แต่แม้ใครมองเหมือนศาลรัฐธรรมนูญว่า การมีบาร์โค้ดหรือสัญลักษณ์อะไรบนบัตรเลือกตั้งที่ระบุรหัสบัตร ไม่ได้ขัดรัฐธรรมนูญ แต่ทางศาลรัฐธรรมนูญเองยังยอมรับว่าบาร์โค้ดหรือสัญลักษณ์ดังกล่าว กระทบต่อความไว้วางใจของประชาชนต่อการเลือกตั้ง และยังแนะนำ กกต. ให้ “ไม่ใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ใดบนบัตรเลือกตั้งที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระบุตัวตนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผลการออกเสียงลงคะแนน” อีก
.
ดังนั้น แม้ปัญหาดังกล่าวคงไม่เกิดขึ้นได้อีกในอนาคต แต่คำถามที่ตามมาคือ กกต. จะรับผิดชอบหรือตอบคำถามสังคมอย่างไรต่อปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นไปแล้ว?
.
ที่ผ่านมา กกต. พยายามเลี่ยงไม่ตอบหลายประเด็นที่ผมได้ถาม กกต. ผ่านกลไกกรรมาธิการในสภา โดย กกต. มักอ้างว่าเป็นเพราะเรื่องดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาโดยศาลรัฐธรรมนูญ
.
แต่ในเมื่อวันนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผมหวังว่า กกต. จะตอบคำถามดังต่อไปนี้ให้ชัด :
.
1. ใครเป็นคนริเริ่มแนวคิดว่า บัตรเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ควรจะต้องมีบาร์โค้ดที่ระบุรหัสบัตร?
.
2. หากจะให้เหตุผลว่าบาร์โค้ดที่ระบุรหัสบัตร มีความจำเป็นต่อการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งหรือการป้องกันการทุจริตเลือกตั้ง แล้วเหตุใด กกต. ถึงสามารถออกแบบบัตรเลือกตั้ง ส.ส. เขต และบัตรออกเสียงประชามติ ที่ไม่จำเป็นต้องมีบาร์โค้ดหรือสัญลักษณ์ที่ระบุรหัสบัตรได้? หรือ กกต. กำลังจะบอกว่าบัตรเลือกตั้ง ส.ส. เขต และบัตรออกเสียงประชามติ ไม่มีมาตรการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งหรือป้องกันการทุจริตเลือกตั้งที่ดีเพียงพอ?
.
3. ใครบ้างที่รับรู้ถึงการมีอยู่ของบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ณ วันเลือกตั้ง? เพราะหากข้อมูลดังกล่าวเป็นที่รับรู้ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งก่อนวันเลือกตั้ง ข้อมูลนั้นจะกลายเป็นช่องโหว่ที่ทำให้กลุ่มดังกล่าวสามารถใช้ในการพยายามตรวจสอบ (หรือข่มขู่ว่าจะมีวิธีการตรวจสอบได้) ว่าใครลงคะแนนอย่างไร
.
กกต. ในฐานะองค์กรอิสระ ต้องเป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงทางการเมือง แต่ต้องไม่เป็นอิสระจากการถูกตรวจสอบโดยประชาชน
.
https://www.facebook.com/paritw/posts/pfbid0wvCA21qoV3hYr5cyHshwV9woStvDrwTddXcYyKQd9jLYXDpbQgFnHQNNUy86WWgCl
.
.
พรรคส้ม จี้รัฐ ช่วยผู้ป่วยติดเตียงหลังรามฯ-คนแก่รออพยพเพียบ น้ำก็ยังท่วมสูง
https://www.matichon.co.th/politics/news_5910398
.
พรรคส้ม ซัด รัฐบาล ละเลยผู้ป่วยติดเตียง จี้ช่วยเหลือด่วน หลังรามคำแหงน้ำยังไม่ลด แถมคนแก่เกษียณรออพยพเพียบ แนะ ’นายกฯ‘ ลงพื้นที่ทุกวัน บอกลงแล้วทีมงานขยับตัวช่วยชาวบ้านทันที
.
เมื่อวันที่ 29 กันยายน นายศิรชัช ตรีวิศวเวทย์ คณะทำงานนายอนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส.กทม. พรรคประชาชน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขังขยายวงกว้าง โดยเฉพาะในพื้นที่ซอยรามคำแหง 174 ซึ่งหลายคนอาจคุ้นเคยกับหมู่บ้านที่อยู่ด้านหน้า แต่แท้จริงแล้วในซอยเดียวกันยังมีชุมชนหมู่บ้านบัวขาว ซึ่งกำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก
.
นายศิรชัช กล่าวต่อว่า ชุมชนหมู่บ้านบัวขาวแบ่งออกเป็นฝั่งนอกและฝั่งใน โดยเฉพาะฝั่งใน ปริมาณน้ำท่วมขังมีความลึกสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัดเมื่อมีฝนตกสะสมอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ประชากรส่วนใหญ่ในพื้นที่เป็นผู้สูงอายุ วัยเกษียณอายุราชการและเอกชนที่อาศัยอยู่ติดบ้าน รวมถึงมีผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองหรือเดินทางออกมาภายนอกได้ ระดับน้ำท่วมขังพัดพาเอาคราบน้ำมันและสิ่งสกปรกเข้ามาลอยปะปนอยู่บนผิวน้ำบนถนนทางเข้าหมู่บ้าน ขณะที่ภายในตัวบ้านระดับน้ำได้ทะลักเข้าท่วมสูงจนถึงบริเวณขาเตียงนอนและสิ่งของเครื่องใช้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขอนามัย ความปลอดภัย และชีวิตความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุเป็นอย่างมาก
.
“ชุมชนแห่งนี้ตกสำรวจและถูกมองข้ามมาโดยตลอด ฝั่งในของหมู่บ้านบัวขาวมีผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงอาศัยอยู่หลายครัวเรือน ถ้าปล่อยให้สถานการณ์น้ำท่วมขังเป็นเช่นนี้ต่อไป โดยไม่มีการส่งเรือหรือเจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยอพยพและดูแล อาจเกิดวิกฤตความสูญเสียตามมาได้ ผมขอเรียกร้องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรัฐบาล นายกรัฐมนตรี ท่านต้องลงพื้นที่ทุกวัน เพราะเมื่อท่านลงมาแล้ว ทีมงานเขาขยับ จากเดิมที่ขอความช่วยเหลือไปก็นิ่งเฉย ขอให้เร่งส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจและเข้าช่วยเหลือเป็นการด่วน อย่าปล่อยเกียร์ว่างละเลยประชาชน” นายศิรชัช กล่าว
.
.
เชิดชายฟาดเขมร 9 เดือนยังไม่หยุดกล่าวหาไทย ชี้สันติภาพยั่งยืนเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน
https://www.matichon.co.th/foreign/news_5910362
.
เชิดชายฟาดเขมร 9 เดือนยังไม่หยุดกล่าวหาไทย ชี้สันติภาพยั่งยืนเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน
.
เมื่อวันที่ 28 กันยายน ตามเวลาในนครนิวยอร์ก นายเชิดชาย ใช้ไววิทย์ เอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรไทยประจำกัมพูชา ได้ใช้สิทธิในการตอบโต้ต่อถ้อยแถลงของคณะผู้แทนกัมพูชาซึ่งมีนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 26 กันยายน ในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 81 ซึ่งมีการพูดพาดพิงถึงประเทศไทย
.
นายเชิดชายระบุว่า เป็นเวลากว่า 9 เดือนแล้วนับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงมีผลบังคับใช้ เป็นเรื่องน่าเสียใจอย่างยิ่งที่กัมพูชายังคงเผยแพร่ข้อกล่าวหาที่ปราศจากมูลความจริงต่อประเทศไทย การกระทำดังกล่าวขัดแย้งกับสิ่งที่นายกรัฐมนตรีของไทยและกัมพูชาได้ตกลงกันไว้ที่เมืองเซบู ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน และยังถือเป็นความพยายามอีกครั้งที่จะสร้างภาพลักษณ์เชิงลบให้กับประเทศไทย
.
ข้อกล่าวหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่มีข้อเท็จจริงรองรับแต่อย่างใด ตรงกันข้าม ข้อเท็จจริงกลับสะท้อนเรื่องราวที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
.
สิ่งเหล่านี้ทำให้เราจำเป็นต้องย้อนกลับไปทบทวนถึงจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่กัมพูชาได้เปิดเผยเนื้อหาการสนทนาทางโทรศัพท์ส่วนตัวระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศไปเปิดเผยต่อสาธารณะ เหตุการณ์ที่ทหารไทยต้องสูญเสียอวัยวะจากทุ่นระเบิดของกัมพูชาที่ถูกนำมาวางใหม่ และเหตุการณ์ที่จรวดของกัมพูชายิงเข้ามาในดินแดนไทยและทำให้พลเรือนชาวไทยผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต รวมถึงผู้หญิงและเด็ก
.
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นตามมาสร้างความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสแก่ประชาชนของทั้งสองฝ่าย ในประเทศไทย มีประชาชนหลายแสนคนต้องพลัดถิ่นจากพื้นที่ฐานจากสถานการณ์การสู้รบ และรัฐบาลไทยได้จัดหาที่พักพิงและให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนเหล่านั้น
.
ผมขอชี้แจงข้อเท็จจริงให้ถูกต้องว่า ผู้พลัดถิ่นชาวกัมพูชา ซึ่งรวมถึงกลุ่ม “ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ” (IDPs) จำนวน 20,000 คนที่กัมพูชากล่าวอ้างนั้น แท้จริงแล้วเป็นชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งประเทศไทยได้เปิดไว้เป็นสถานที่พักพิงชั่วคราวมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เรื่องนี้มีหลักฐานและเอกสารบันทึกไว้อย่างชัดเจน กัมพูชาและไทยต่างก็ทราบเรื่องนี้ดี