JJNY : 5in1 “โรม”จี้ตร.มาตรฐานเดียวกัน│ปชน.รับคุยสส.รีบแชร์ข่าว│ทนายอั๋นยื่นค้าน│ตร.ยังไม่มีการจับกุม│สื่อนอกแฉเมียนมา

“โรม” หนุนเช็กบิล แอดมินเพจปล่อยข่าวปลอม จี้ตำรวจใช้มาตรฐานเดียวกัน ทำงานว่องไวทุกคดี
https://www.thairath.co.th/news/politic/2968434
.
.
“รังสิมันต์ โรม” ชี้จับแอดมินเพจ “Godd dam” ต้องยึดข้อเท็จจริงตามกฎหมาย ขออย่ารีบโยงพรรคการเมือง แนะ ตร. ลุยปราบอาชญากรรมรวดเร็วเท่าเทียม ไม่ใช่เฉพาะคดีนายกฯ

วันที่ 26 ต.ค.2569 นายรังสิมันต์ โรม สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาชนและประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย ยุติธรรมฯ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กับไทยรัฐทีวี กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าทำการจับกุมตัวแอดมินเพจเฟซบุ๊กชื่อดัง “Godd dam” ได้เมื่อช่วงเช้าวันนี้ และพบข้อมูลเคยเป็นอดีตสมาชิกพรรคก้าวไกล นั้น นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เรื่องข้อเท็จจริงว่าผู้ต้องหาเคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองก้าวไกลในอดีตหรือไม่นั้น ปัจจุบันตนเองยังไม่มีฐานข้อมูลในมือที่จะยืนยันได้
.
แต่หากผู้ต้องหากระทำความผิดจริงตามกฎหมายและมีพยานหลักฐานชัดเจน ตนยินดีและพร้อมสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานรัฐในการดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเต็มที่ แต่ทั้งนี้ต้องยึดการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ไม่เพียงแค่ตัวเพจเท่านั้น แต่ต้องขยายผลไปยังบุคคลอื่นที่ถูกกล่าวอ้างถึงก่อนหน้านี้ด้วยว่ามีพฤติการณ์เข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายด้วยหรือไม่
.
นายรังสิมันต์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงกระแสข่าวที่มีการพยายามเชื่อมโยงผู้ต้องหากับพรรคการเมืองฝั่งสีส้มว่า เป็นรูปแบบการนำประเด็นมาใช้เพื่อผลประโยชน์ในการดิสเครดิตทางการเมืองตามที่เคยเกิดขึ้นบ่อยครั้ง พร้อมชี้ว่าการพยายามดึงเรื่องนี้ไปผูกว่าเป็นกระบวนการของพรรคถือเป็นการด่วนสรุปที่เร็วเกินไป เพราะการกระทำผิดกฎหมายของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ย่อมไม่สามารถนำมารวมเป็นความรับผิดชอบของพรรคการเมืองได้ เปรียบเสมือนกรณีผู้ต้องหาคดีอาชญากรรมอื่นที่เคยบริจาคเงินให้พรรคการเมือง หากใช้มาตรฐานเดียวกันเหมาปนกันทั้งหมด ทุกพรรคการเมืองก็คงกลายเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายไปด้วย
...
และการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถดำเนินคดีได้อย่างรวดเร็วในคดีนี้ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็อยากเห็นการทำงานที่เร่งด่วนและมีมาตรฐานเดียวกันในทุกๆ คดีของประชาชน ไม่ใช่เลือกปฏิบัติหรือรวดเร็วเฉพาะในคดีที่ผู้เสียหายมีตำแหน่งเป็นถึงนายกรัฐมนตรีเท่านั้น เพื่อให้สังคมไทยมีความปลอดภัยอย่างแท้จริง และยึดหลักการที่ผู้ต้องหายังคงต้องได้รับสิทธิ์ในการต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่
.

.
ปชน. แจง ‘สมาชิก’ ใครก็เป็นได้ ไม่เอี่ยวยุทธศาสตร์พรรค รับคุยสส.รีบแชร์ข่าวแล้ว ย้ำต้องคัดกรองข้อมูล
https://www.matichon.co.th/politics/news_5948609
.
‘ลิซ่า’ เผยกำลังตรวจสอบ ‘อดีตสมาชิกพรรค’ ปล่อยข่าวสลิปโอนเงิน 7 ล้าน จี้ ‘นายกฯ’ เร่งพิสูจน์ความจริง-กวาดล้างทุนเทาให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน บอกได้พูดคุยเบรก สส. รีบแชร์ข่าวแล้ว ย้ำ ผู้แทนต้องเป็นด่านแรกคัดกรองข้อมูล
.
เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงการจับกุมอดีตสมาชิกพรรคก้าวไกลที่ถูกอ้างเป็นเจ้าของเพจ Godd Dam เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการแสดงสลิปการโอนเงินจำนวน 7 ล้านบาท ไปยังบัญชีระบุชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยอ้างว่าเป็นค่าน้ำชา ว่า เดี๋ยวเราจะมีการตรวจสอบ ซึ่งแน่นอนว่าสมาชิกพรรคการเมือง ใครเป็นก็ได้ ไม่ได้มีการผูกพันกันว่าสมาชิกพรรคต้องทำแบบไหน ยุทธศาสตร์พรรคไม่ได้บังคับใช้กับสมาชิกพรรค ส่วนเรื่องของบุคคลดังกล่าวเป็นสมาชิกพรรคอย่างไร เป็นตลอดชีพ เป็นรายปี เป็นปีไหน อย่างไร ตอนนี้ ฝ่ายกฎหมายพรรคประชาชนกำลังเช็กอยู่ เราก็ไม่ได้ปฏิเสธ
.
น.ส.ภคมน กล่าวต่อว่า ในส่วนเรื่องที่อาจจะเป็นเฟกนิวส์ ตนคิดว่าบทบาทสำคัญ รัฐบาลควรจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง ซึ่งตอนนี้ก็มีการบุกจับหรืออะไรก็แล้วแต่ ก็อาจจะเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว แต่สิ่งสำคัญที่สุด วันนี้เมื่อมีข่าวนี้ออกไป ด้านหนึ่งเราเห็นการแชร์ออกไปจากประชาชนเป็นจำนวนมาก ตนคิดว่ามันสะท้อนความเชื่อมั่นของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา
.
“ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีเคยมีรูปถ่ายกับนายเบน สมิธ ใช่หรือไม่ รัฐบาลเคยตั้งคนที่อาจจะเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินเป็นรัฐมนตรี วันที่สังคมตั้งคำถาม คุณก็มีการปลดออก มีการแอ็กชัน ยึดทรัพย์ของคนที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน แต่เราไม่เห็นกระบวนการที่มันเอาจริงเอาจริงขนาดที่ขุดต้นตอเลยจริงๆ ซึ่งดิฉันคิดว่าโอกาสนี้แหละ นายกรัฐมนตรีควรจะทำสิ่งนี้ หนึ่ง ปกป้องตัวท่านเอง สอง เพื่อที่จะสกัดกั้นเฟกนิวส์ที่เกิดขึ้นกับใครก็ได้ วันนี้อาจจะเกิดขึ้นกับนายกรัฐมนตรีแล้ว และสิ่งสำคัญที่สุด วันนี้นายกรัฐมนตรีพิสูจน์ ไม่ใช่แค่บอกว่าท่านเปิดมือถือของท่าน ท่านไม่เห็นการโอนเงินเข้ามาหรืออะไร วันนี้กระบวนการอำนาจต่างๆ อยู่ในมือรัฐบาลทั้งหมด พิสูจน์ให้พี่น้องประชาชนเห็น” น.ส.ภคมน กล่าว
.
น.ส.ภคมน กล่าวต่อว่า ตนคิดว่าอันนี้คือสิ่งสำคัญที่รัฐบาลจำเป็นต้องทำ ไม่ใช่ว่าเกิดเหตุการณ์ครั้งหนึ่ง แอ็กชันครั้งหนึ่ง เราก็อยากเห็นเหมือนกันว่าสิ่งที่รัฐบาลพยายามที่จะพูดมาตลอดว่าไม่เห็นด้วย แอนตี้การฟอกเงิน อะไรก็ตาม ทำให้มันจริงจังเสียที แล้ววันนี้พอสิ่งมันเกิดขึ้นกับนายกรัฐมนตรีโดยตรง เราเห็นการทำงานที่รวดเร็วมาก ซึ่งเราอยากเห็นการทำงานที่รวดเร็วในลักษณะนี้กับทุกเคสเช่นกัน
.
น.ส.ภคมน กล่าวต่อว่า เราอยากเห็นการทำงานที่รวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเว็บพนันที่มี สส. พรรคอื่น อาจจะไม่ใช่พรรคภูมิใจไทยเกิดขึ้นมาแล้ว เราก็อยากเห็นการจัดการที่จริงจัง วันนี้ข้อครหาที่เกิดขึ้นกับ สส. พรรคภูมิใจไทย พิสูจน์กันอย่างจริงจัง วันนี้เวลาที่ไปถามกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ก็บอกว่ายังไม่เห็นสํานวน คนนู้นคนนี้ก็มีการปฏิเสธ ตนคิดว่าทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน แล้วจะกลับมาสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนได้
.
น.ส.ภคมน กล่าวอีกว่า วันนี้นายกรัฐมนตรีอย่าประเมินแค่ว่าเรื่องข่าวนี้เป็นเรื่องการโจมตีทางการเมือง โจมตีส่วนบุคคล สิ่งเหล่านี้ที่มันเกิดขึ้นมันสะท้อนอะไร ด้านหนึ่งสะท้อนว่า พี่น้องประชาชนไม่เชื่อมั่นกับการเอาจริงเอาจัง ไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน เรื่องฟอกเงิน เรื่องทุนเทา ตนคิดว่านี่คือสิ่งสำคัญมากกว่าการที่นายกรัฐมนตรีปกป้องตัวเอง และองคาพยพของนายกรัฐมนตรีบุกไปจับคนที่อาจจะคิดว่าอาจจะเป็นคนที่ถูกกล่าวหาว่าปล่อยเฟกนิวส์ สิ่งสำคัญมากกว่านั้น ตนคิดว่าทำให้มันเป็นภาพใหญ่มากกว่านั้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน
.
“ในส่วนของพรรคประชาชน ถ้าเกิดว่าคุณคิดว่าเป็นสมาชิกพรรคหรืออะไรก็แล้วแต่ เราไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบอยู่แล้ว แต่อย่างที่บอกว่าต้องเข้าใจว่าสมาชิกพรรคการเมืองไม่ได้ผูกพันกับยุทธศาสตร์ของพรรค และสิ่งที่สมาชิกพรรคการเมืองทำ เขาก็คือประชาชนคนหนึ่ง เขาอาจจะตรวจสอบรัฐบาล เขาอาจจะมีเจตนาอะไรของเขา แต่ดิฉันยืนยันว่าไม่ได้เป็นการทำตามที่อาจจะไม่ได้เป็นยุทธศาสตร์ของพรรคที่เขาจะต้องดำเนินตาม แล้วก็พรรคประชาชนเอง เราไม่นิยมที่จะทำการเมืองในลักษณะอย่างนี้แน่นอนค่ะ” น.ส.ภคมน กล่าว
.
เมื่อถามว่า มีข้อวิจารณ์เรื่อง สส. ไปเห็นข่าวแล้วรีบแชร์ โดยไม่ได้เช็กข้อเท็จจริง น.ส.ภคมน กล่าวว่า ในส่วนนี้ตนก็มีการพูดคุยกันแล้วว่า จริงๆ เราเป็น สส. ก็อาจจะมีการตรวจสอบกันให้ชัดเจนมากขึ้น เพราะว่ากระบวนการต่างๆ แน่นอนว่าเราอาจจะเป็นด่านแรกในการที่จะช่วยให้ประชาชนในการคัดกรองข่าวสาร
.
“อันนี้ก็ได้พูดคุยกันไปแล้ว แต่ถามว่าเป็นส่วนใหญ่หรือไม่ ดิฉันคิดว่าไม่เป็นส่วนใหญ่ อาจจะเป็นตัวบุคคล เดี๋ยวก็มีการพูดคุยกัน แล้วก็เหตุการณ์ครั้งนี้ อย่างน้อยๆ มันเป็นการเพื่อที่จะให้เรากลับมาตระหนักด้วยเช่นกันว่า เรื่องไหนเป็นเรื่องที่ถูกคัดกรองแล้ว ในการที่จะช่วยนำเสนอออกไป อันนี้เราในฐานะผู้แทนก็ต้องตระหนักเรื่องนี้ ส่วนว่าบุคคลไหนเป็นคนแชร์ หรือว่าเรื่องไหนเราควรที่จะงับเร็วหรือไม่เร็ว อันนี้ใช้ภาษาชาวบ้าน ก็มีการพูดคุยกันแล้ว เข้าใจกันแล้ว” น.ส.ภคมน กล่าว
.

.
ทนายอั๋น ยื่นค้านกองปราบ โยนคดีติด GPS ใต้ท้องรถ ให้ สภ.ท้องที่ ยันไม่ใช่แค่คดีขโมยรองเท้า แต่มุ่งเอาชีวิต
https://www.matichon.co.th/local/crime/news_5948016
.
ทนายอั๋น ยื่นค้านกองปราบ โยนคดีติด GPS ใต้ท้องรถ ให้ สภ.ท้องที่ ยันไม่ใช่แค่คดีขโมยรองเท้า แต่มุ่งเอาชีวิต
.
เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” เดินทางเข้ายื่นหนังสือคัดค้านคำสั่งทางคดีต่อกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) หลังถูกปฏิเสธไม่รับทำคดีกรณีถูกข่มขู่และลอบติดตั้งอุปกรณ์ติดตามพิกัด (GPS) และซิมการ์ดไว้ใต้รถยนต์ส่วนตัว โดยกองปราบปรามได้ส่งเรื่องกลับไปยัง สภ.เมืองนครราชสีมา ซึ่งเป็นท้องที่เกิดเหตุ โดยอ้างเหตุผลว่าคดีไม่มีความซับซ้อน
.
นายภัทรพงศ์เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากกรณีที่ตนเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ที่ สภ.เมืองอำนาจเจริญ เมื่อวันที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา จากการจัดกิจกรรมไฮด์ปาร์ก “ไล่หนู จับฮั้วอำนาจเจริญ” ซึ่งวันดังกล่าวมีกลุ่มม็อบชาวบ้านมาโห่ไล่ พร้อมส่งเสียงเชียร์นางสุขสมรวย วันทนียกุล หรือ “เจ๊รวย” ในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต่อมาเมื่อตนเดินทางกลับบ้านพักที่ จ.บุรีรัมย์ กลับพบว่ามีบุคคลปริศนาแอบถ่ายภาพหน้าบ้านพักแล้วนำไปโพสต์ระบุเวลาเดินทางแบบเรียลไทม์ลงในเพจท้องถิ่น “ฮักนะ อำนาจเจริญ” รวมถึงมีชายเสื้อดำสวมบทสะกดรอยตามถ่ายภาพรถยนต์ของตนอีกหลายครั้ง
.
นายภัทรพงศ์กล่าวอีกว่า ด้วยความสงสัยจึงนำรถเข้าตรวจสอบที่อู่ซ่อมรถแห่งหนึ่งใน อ.เมือง จ.นครราชสีมา กระทั่งพบกล่องอุปกรณ์ต้องสงสัย 2 กล่องติดอยู่ใต้ท้องรถยนต์ จึงบันทึกวิดีโอและถอดอุปกรณ์ดังกล่าวออกมา พบว่าเป็นเครื่องติดตามพิกัด GPS ที่บรรจุซิมการ์ดโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งเชื่อว่านอกจากจะใช้ติดตามตำแหน่งแล้ว ยังอาจใช้เป็นอุปกรณ์ดักฟังเสียงสนทนาได้อีกด้วย ทั้งนี้ เหตุที่ไม่แจ้งความกับตำรวจในท้องที่เกิดเหตุตั้งแต่แรก เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยขอดูกล้องวงจรปิดจากตำรวจภูธรภาค 3 แต่ได้รับการปฏิเสธ จึงหมดความไว้วางใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่
.
ต่อมาในวันที่ 22 ตุลาคม บก.ป. ได้มีหนังสือแจ้งผลการดำเนินการ ที่ 0026.23/3957 ปฏิเสธการรับคดี โดยระบุเหตุผลว่า “คดีไม่มีความซับซ้อนยุ่งยาก จึงไม่เข้าเงื่อนไขที่จะรับไว้เป็นคดี” และส่งเรื่องไปยัง สภ.เมืองนครราชสีมา ทำให้ตนรู้สึกว่า บก.ป. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการปราบปรามคดีผู้มีอิทธิพลและคดีพิเศษ กำลังเปลี่ยนไปหรือไม่ และการทำเช่นนี้เปรียบเสมือนการ “เตะตนกลับเข้าไปในซอยเปลี่ยวที่มีแต่โจร”
.
“คดีของผมไม่ใช่แค่คดีขโมยรองเท้า แต่มันเป็นคดีที่มีพฤติการณ์หมายปองเอาชีวิต แต่คนที่ลงนามในหนังสือปฏิเสธ กลับมียศเพียงแค่รองผู้กำกับการเท่านั้น ผมขอตั้งคำถามว่า กองปราบฯยุคนี้ทำแต่คดีเน็ตไอดอล หรือรับใช้ทางการเมืองเหมือน DSI หรือไม่” นายภัทรพงศ์กล่าว

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่