“การเจริญสมถะโดยมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น” หมายถึง ผู้ปฏิบัติเริ่มจากการใช้ปัญญาพิจารณาความจริงของสังขารก่อน แล้วสมาธิจึงค่อยตั้งมั่นตามมา ความหมาย คือ ใช้วิปัสสนาเพื่อให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ คือ ฌาน จึงละสังโยชน์ได้
อาจารย์บางแห่งเอาธรรมข้อนี้มาสอนผิด สอนศิษย์ว่าวิปัสสนาอย่างเดียวไม่จำเป็นต้องได้ฌานก็บรรลุได้
ที่ถูกต้องพระพุทธเจ้าตรัสไว้ดังนี้
ภิกษุบางรูป เริ่มต้นการปฏิบัติด้วย “วิปัสสนา” ก่อน คือใช้ปัญญาพิจารณาธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง
พิจารณาว่า
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ตลอดจนจักษุ หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
รวมถึงความแก่ ความเจ็บ และความตาย
ทั้งหมดนี้
ไม่เที่ยง
เป็นทุกข์
และไม่ใช่ตัวตน
เมื่อพิจารณาซ้ำ ๆ จนจิตเริ่มเห็นจริง จิตจะค่อย ๆ คลายความยึดถือ ปล่อยวางอารมณ์ทั้งหลายที่เคยเกาะเกี่ยวอยู่
ในขณะที่จิตกำลังเห็นไตรลักษณ์นั้นเอง จิตจะเริ่มรวมตัว ตั้งมั่น และไม่ฟุ้งซ่าน
ความตั้งมั่นของจิตเป็นฌานที่เกิดขึ้นจากการเห็นความจริงนี้ เรียกว่า “สมาธิ”
ดังนั้น ในแนวทางนี้ “วิปัสสนาเกิดก่อน” แล้ว “สมถะ” หรือความสงบตั้งมั่นของจิต เป็นสมาธิ จึงเกิดตามมา
จึงเรียกว่า
“เจริญสมถะโดยมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น”
เมื่อภาวนาเช่นนี้ต่อไป มรรคก็ย่อมเกิด คืออริยมรรคค่อย ๆ ปรากฏขึ้นในจิต
เมื่อสัมมาสมาธิ (ฌาน) เกิดแล้ว
สังโยชน์ย่อมถูกละ
อนุสัยกิเลสย่อมค่อย ๆ สิ้นไป
ผู้ปฏิบัติจึงค่อย ๆ หลุดพ้นจากความยึดมั่นในขันธ์ทั้งหลาย
แนวทางนี้จึงเป็นการใช้ “ปัญญานำสมาธิ”
คือเริ่มจากการเห็นความจริงของกายและใจ จนจิตค่อย ๆ สงบ ตั้งมั่น และรวมลงเป็นสมาธิเอง โดยไม่ต้องเริ่มจากฌานลึกก่อนเสมอไป
ต่างจากอีกแนวหนึ่งที่เรียกว่า
“เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น”
ซึ่งเริ่มจากทำสมาธิให้สงบก่อน แล้วจึงใช้จิตที่สงบนั้นพิจารณาไตรลักษณ์ภายหลัง
แต่สุดท้าย ทั้งสองทางล้วนมุ่งไปสู่จุดเดียวกัน คือ
การเกิดสัมมาสมาธิ
การละสังโยชน์
ความสิ้นอาสวะ
และพระนิพพาน
การเจริญสมถะโดยมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
อาจารย์บางแห่งเอาธรรมข้อนี้มาสอนผิด สอนศิษย์ว่าวิปัสสนาอย่างเดียวไม่จำเป็นต้องได้ฌานก็บรรลุได้
ที่ถูกต้องพระพุทธเจ้าตรัสไว้ดังนี้
ภิกษุบางรูป เริ่มต้นการปฏิบัติด้วย “วิปัสสนา” ก่อน คือใช้ปัญญาพิจารณาธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง
พิจารณาว่า
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ตลอดจนจักษุ หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
รวมถึงความแก่ ความเจ็บ และความตาย
ทั้งหมดนี้
ไม่เที่ยง
เป็นทุกข์
และไม่ใช่ตัวตน
เมื่อพิจารณาซ้ำ ๆ จนจิตเริ่มเห็นจริง จิตจะค่อย ๆ คลายความยึดถือ ปล่อยวางอารมณ์ทั้งหลายที่เคยเกาะเกี่ยวอยู่
ในขณะที่จิตกำลังเห็นไตรลักษณ์นั้นเอง จิตจะเริ่มรวมตัว ตั้งมั่น และไม่ฟุ้งซ่าน
ความตั้งมั่นของจิตเป็นฌานที่เกิดขึ้นจากการเห็นความจริงนี้ เรียกว่า “สมาธิ”
ดังนั้น ในแนวทางนี้ “วิปัสสนาเกิดก่อน” แล้ว “สมถะ” หรือความสงบตั้งมั่นของจิต เป็นสมาธิ จึงเกิดตามมา
จึงเรียกว่า
“เจริญสมถะโดยมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น”
เมื่อภาวนาเช่นนี้ต่อไป มรรคก็ย่อมเกิด คืออริยมรรคค่อย ๆ ปรากฏขึ้นในจิต
เมื่อสัมมาสมาธิ (ฌาน) เกิดแล้ว
สังโยชน์ย่อมถูกละ
อนุสัยกิเลสย่อมค่อย ๆ สิ้นไป
ผู้ปฏิบัติจึงค่อย ๆ หลุดพ้นจากความยึดมั่นในขันธ์ทั้งหลาย
แนวทางนี้จึงเป็นการใช้ “ปัญญานำสมาธิ”
คือเริ่มจากการเห็นความจริงของกายและใจ จนจิตค่อย ๆ สงบ ตั้งมั่น และรวมลงเป็นสมาธิเอง โดยไม่ต้องเริ่มจากฌานลึกก่อนเสมอไป
ต่างจากอีกแนวหนึ่งที่เรียกว่า
“เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น”
ซึ่งเริ่มจากทำสมาธิให้สงบก่อน แล้วจึงใช้จิตที่สงบนั้นพิจารณาไตรลักษณ์ภายหลัง
แต่สุดท้าย ทั้งสองทางล้วนมุ่งไปสู่จุดเดียวกัน คือ
การเกิดสัมมาสมาธิ
การละสังโยชน์
ความสิ้นอาสวะ
และพระนิพพาน