เจริญฌาน หรือสติปัฏฐาน “ชั่วลัดนิ้วมือเดียว” ก็ไม่ชื่อว่าเสียชาติเกิด

พระพุทธเจ้าตรัสว่า

แม้เพียงเจริญฌาน หรือสติปัฏฐาน “ชั่วลัดนิ้วมือเดียว”

ก็ไม่ชื่อว่าเสียชาติเกิด

คำว่า “ลัดนิ้วมือเดียว”

หมายถึงเวลาสั้นมาก

ประมาณดีดนิ้วครั้งหนึ่ง

แต่ถ้าช่วงเวลาสั้น ๆ นั้น

จิตเข้าถึงสมาธิจริง

หรือมีสติจริง

พระองค์ตรัสว่า

“ฉันบิณฑบาตของชาวบ้านไม่สูญเปล่า”

คือเป็นผู้ปฏิบัติสมควรแก่ทานแล้ว

นี่แสดงว่า

พระพุทธเจ้าไม่ได้วัดกันที่ “เวลานาน” อย่างเดียว

แต่วัดที่

“คุณภาพของจิต”

แม้จิตสงบจริงเพียงชั่วขณะ

ก็มีอานิสงส์มาก

และที่น่าสนใจคือ

พระพุทธเจ้าไม่ได้กล่าวเฉพาะฌาน

แต่รวมถึง

เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา สติปัฏฐาน ๔ ด้วย

แสดงว่า

การเจริญสติปัฏฐาน

ก็มีค่าเทียบเท่าการเจริญฌานในแง่ของการออกจากอกุศล

โดยเฉพาะตอนท้าย

“พิจารณาเห็นกายในกาย”
“เวทนาในเวทนา”
“จิตในจิต”
“ธรรมในธรรม”

นี่คือ สติปัฏฐานสูตร โดยตรง

ความสำคัญอยู่ตรงนี้

พระองค์ไม่ได้บอกให้ “คิดเอา” แต่ให้ “รู้ตรง”
เช่น

สุขเกิด ก็รู้ว่าสุข

ทุกข์เกิด ก็รู้ว่าทุกข์

โกรธเกิด ก็รู้ว่าโกรธ

ฟุ้งซ่านเกิด ก๋รู้ว่าฟุ้งซ่าน

แล้วเห็นว่า

ทั้งหมดเกิดขึ้น

ตั้งอยู่

ดับไป

เมื่อเห็นบ่อย ๆ

จิตจะค่อย ๆ ถอนความยึดมั่น

นี่จึงเชื่อมกับที่พระองค์ตรัสใน ปฏิจจสมุปบาท ว่า

“เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา”

ถ้ามีสติทันเวทนา

วงจรตัณหาจะถูกตัด

ดังนั้น

สติปัฏฐานไม่ใช่แค่ “การดูเฉย ๆ”

แต่เป็นกระบวนการตัดวงจรทุกข์

และอีกจุดที่ลึกมากคือ

พระพุทธเจ้าชี้ให้เห็นว่า

ฌาน กับ วิปัสสนา ไม่ได้แยกขาดจากกัน

เพราะเมื่อจิตสงบตั้งมั่น

ก็เห็นความจริงได้ง่าย

และเมื่อเห็นความจริง

จิตก็ยิ่งสงบจากการตั้งมั่น

จึงสอดคล้องกับที่ท่านยกมาใน ปฏิสัมภิทามรรค ว่า

“วิปัสสนามีก่อน สมถะมีภายหลัง”

หรือ

“สมถะมีก่อน วิปัสสนามีภายหลัง”

หรือ

“สมถะและวิปัสสนาคู่กันไป”

ก็ได้ทั้งนั้น

สุดท้ายทั้งหมดจะมาบรรจบกันที่

* ความสิ้นสังโยชน์
* ความสิ้นอนุสัย
* ความสิ้นอาสวะ

และเข้าสู่

“พระนิพพาน”

เพราะฉะนั้น

แม้การมีสติจริงเพียงชั่วครู่เดียว

ก็เป็นการ “หันจิตออกจากวัฏสงสาร” แล้ว

และถ้าทำให้มาก

ทำให้ต่อเนื่อง

พระองค์ตรัสชัดว่า

ย่อมน้อมไปสู่นิพพาน

เหมือนแม่น้ำคงคาไหลลงสู่มหาสมุทรนั่นเอง
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่