ดูกรราชกุมาร…
ในห้วงเวลาที่อาตมภาพทรมานตนจนพระวรกายซูบผอม เหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก อาตมภาพได้พยายามทุกวิถีทาง หวังจะพบหนทางแห่งความหลุดพ้น แต่ยิ่งบีบคั้นตนเองเท่าใด จิตกลับยิ่งอ่อนล้า มืดมน และห่างไกลจากปัญญาออกไปทุกที…
แล้วในคืนอันเงียบสงัดนั้นเอง ความทรงจำหนึ่งก็พลันผุดขึ้นมา…
อาตมภาพระลึกได้ถึงวันเก่าแก่ในวัยเยาว์ วันที่พระเจ้าศากยะผู้เป็นพระบิดา ทรงประกอบพระราชพิธีแรกนาขวัญ มหาชนทั้งเมืองต่างโห่ร้อง สนุกสนาน ครึกครื้นไปทั่วพระนคร
แต่ท่ามกลางเสียงอึกทึกทั้งหมดนั้น…
เด็กน้อยผู้หนึ่งกลับนั่งอยู่เพียงลำพัง ใต้ร่มไม้หว้าอันเย็นสงบ
ไม่มีเสียงดนตรี ไม่มีการละเล่น ไม่มีความฟุ้งซ่านใด ๆ
มีเพียงลมหายใจอันแผ่วเบา… กับจิตที่ค่อย ๆ สงบลงเองตามธรรมชาติ
ในขณะนั้น อาตมภาพสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย จิตรวมลงอย่างนุ่มนวล เกิดวิตก วิจาร ปีติ และสุขอันเกิดแต่วิเวก
นั่นคือ ปฐมฌาน
มิได้เกิดจากการบังคับตน มิได้เกิดจากความทรมานกาย และมิได้มีครูอาจารย์ผู้ใดสอน
แต่เกิดขึ้นเอง… จากจิตที่บริสุทธิ์และสงบ
แล้วในวินาทีนั้นเอง อาตมภาพก็เกิดความดำริขึ้นว่า…
“หรือว่าทางนี้… จะเป็นทางแห่งการตรัสรู้”
ครั้นระลึกได้ดังนั้น อาตมภาพก็คิดต่อไปว่า
“เหตุใดเราจึงต้องหวาดกลัวสุข ที่ไม่เกี่ยวข้องกับกาม และไม่ประกอบด้วยอกุศลธรรมเล่า”
เพราะสุขเช่นนี้ มิใช่สุขแห่งความหลงใหล
แต่เป็นสุขแห่งความสงบ…
เป็นสุขที่ทำให้จิตตั้งมั่น…
เป็นสุขที่นำไปสู่ปัญญา…
ดูกรราชกุมาร…
ต่อมา อาตมภาพจึงรู้ชัดด้วยปัญญาอันแจ่มแจ้งว่า
“ทางนี้แล… คือทางเพื่อการตรัสรู้”
ปฐมฌาน คือ ทางเพื่อการตรัสรู้
ในห้วงเวลาที่อาตมภาพทรมานตนจนพระวรกายซูบผอม เหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก อาตมภาพได้พยายามทุกวิถีทาง หวังจะพบหนทางแห่งความหลุดพ้น แต่ยิ่งบีบคั้นตนเองเท่าใด จิตกลับยิ่งอ่อนล้า มืดมน และห่างไกลจากปัญญาออกไปทุกที…
แล้วในคืนอันเงียบสงัดนั้นเอง ความทรงจำหนึ่งก็พลันผุดขึ้นมา…
อาตมภาพระลึกได้ถึงวันเก่าแก่ในวัยเยาว์ วันที่พระเจ้าศากยะผู้เป็นพระบิดา ทรงประกอบพระราชพิธีแรกนาขวัญ มหาชนทั้งเมืองต่างโห่ร้อง สนุกสนาน ครึกครื้นไปทั่วพระนคร
แต่ท่ามกลางเสียงอึกทึกทั้งหมดนั้น…
เด็กน้อยผู้หนึ่งกลับนั่งอยู่เพียงลำพัง ใต้ร่มไม้หว้าอันเย็นสงบ
ไม่มีเสียงดนตรี ไม่มีการละเล่น ไม่มีความฟุ้งซ่านใด ๆ
มีเพียงลมหายใจอันแผ่วเบา… กับจิตที่ค่อย ๆ สงบลงเองตามธรรมชาติ
ในขณะนั้น อาตมภาพสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย จิตรวมลงอย่างนุ่มนวล เกิดวิตก วิจาร ปีติ และสุขอันเกิดแต่วิเวก
นั่นคือ ปฐมฌาน
มิได้เกิดจากการบังคับตน มิได้เกิดจากความทรมานกาย และมิได้มีครูอาจารย์ผู้ใดสอน
แต่เกิดขึ้นเอง… จากจิตที่บริสุทธิ์และสงบ
แล้วในวินาทีนั้นเอง อาตมภาพก็เกิดความดำริขึ้นว่า…
“หรือว่าทางนี้… จะเป็นทางแห่งการตรัสรู้”
ครั้นระลึกได้ดังนั้น อาตมภาพก็คิดต่อไปว่า
“เหตุใดเราจึงต้องหวาดกลัวสุข ที่ไม่เกี่ยวข้องกับกาม และไม่ประกอบด้วยอกุศลธรรมเล่า”
เพราะสุขเช่นนี้ มิใช่สุขแห่งความหลงใหล
แต่เป็นสุขแห่งความสงบ…
เป็นสุขที่ทำให้จิตตั้งมั่น…
เป็นสุขที่นำไปสู่ปัญญา…
ดูกรราชกุมาร…
ต่อมา อาตมภาพจึงรู้ชัดด้วยปัญญาอันแจ่มแจ้งว่า
“ทางนี้แล… คือทางเพื่อการตรัสรู้”