มีเกมเกี่ยวกับการวางระบบขนส่งสาธารณะอยู่พอสมควรครับ เช่น
Mini Metro


Ticket To Ride

เล่นๆไปทำให้เกิดข้อสงสัยครับ ว่าในความเป็นจริง การทำ
A. รถไม่กี่สายแต่สายนึงหลายสถานี
B. รถสายนึงไม่กี่สถานี แต่มีหลายสาย
แบบไหนคุ้มกว่ากัน
หมายเหตุ สาย ไม่ใช่จำนวนขบวนนะครับ
ถ้าเปรียบกับรถเมล์
สถานี ก็คือ ป้ายรถเมล์
สาย ก็คือ เบอร์รถ
จำนวนขบวน ก็คือ จำนวนเลขทะเบียนของเบอร์รถนั้นๆ
A. สายยาวๆจำนวนสายน้อย (BTS ใช้แบบนี้)
โมเดลคือ แต่ละสายแทบจะไม่ยุ่งเกี่ยวกัน หมายความว่า ถ้าเราอยากไปโซนย่อยไหน เราก็ใช้บริการสายนั้น
นักท่องเที่ยวทั้งโซนในโซนย่อยหนึ่ง ถูกดูแลโดยรถสายเดียว
จะมีศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนสาย (ของ BTS คือ สยาม) จุดนั้นคนจะเยอะมาก และควรทำให้ดีมากๆจริงๆ
ข้อดี :
1. ไม่ต้องเหนื่อยก้าวขึ้นลงสำหรับคนเดินทางหลายๆสถานี แค่ขึ้นและนั่งรอได้เลย
2. ระยะเวลารอแต่ละสายอาจจะไม่นานมาก เพราะด้วยความที่เป็นสายยาว มันมีการหมุนเวียนรถมาวิ่งเรื่อยๆ
3. รถจะต้องออกแบบมาเพื่อรองรับผู้โดยสารจำนวนมาก เทคโนโลยีจึงน่าจะดีหน่อย รวมถึงความจำเป็นต้องตรวจสภาพอย่างถี่ จึงมีโอกาสต่ำที่เราจะใช้ของที่ไม่พัฒนา
ข้อเสีย :
1. รถจะแออัดสุดๆได้ง่ายๆ เพราะด้วยความที่ทางเลือกสายมีข้อจำกัด
2. สถานีหนึ่งอาจจะมีผู้โดยสารเยอะมาก จึงต้องใช้งบสูงกับชานชาลาที่รองรับคนได้มากพอ โดยเฉพาะสถานีศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนขบวนรถ
3. กรณีระบบรถราง เช่น รถไฟฟ้า ถ้าขบวนใดมีปัญหาหยุดกลางทาง หรือปัญหาระบบควบคุมรางเอง ก็น่าจะมหันตภัย เพราะขบวนอื่นมาไม่ได้ เดี๋ยวชน แถมสายก็น้อยไปอีก
B. สายสั้นๆแต่มีหลายสาย
โมเดลคือ มีการกำหนดสถานีหลักไว้ และสายสั้นๆแต่ละสาย ควรมีสถานีหลักอย่างน้อย 1 สถานี
หมายความว่า จะมีการใช้สถานีร่วมที่ค่อนข้างเยอะ ในส่วนสถานีใหญ่ ควรจะมีสาธารณูปโภคที่ดีมากๆ เพื่อรองรับผู้โดยสาร
ข้อดี :
1. สายสั้นๆ มีโอกาสสูงที่คนจะไม่มาก
2. ด้วยความที่เป็นสายสั้น การเดินทางระหว่างสถานี จึงมีความเป็นไปได้ต่ำ ที่จะวิ่งอ้อม (เมื่อดูแผนที่แล้วยิงเส้นตรงระหว่างต้นทางกับปลายทาง แบบ B มีความเป็นไปได้สูงกว่าที่จะแกว่งออกจากความเป็นเส้นตรงน้อยกว่า พูดง่ายๆคือ ถ้าไม่ติดขัดอะไร แบบนี้จะใช้เวลาบนรางน้อยกว่า)
3. มีสายทางเลือกมากมาย ดังนั้นถ้ามีปัญหาการวิ่ง ไม่ว่าจะไฟตก หรืออะไรก็ตาม มูลค่าความเสียหายจะน้อยกว่า รวมถึงใช้เวลาซ่อมน้อยกว่า
ข้อเสีย :
1. ด้วยความที่เป็นสายสั้น ผู้โดยสารน้อย
ถ้าทางองค์กรควบคุมรถ ปล่อยรถวิ่งเรื่อยๆถึงแม้ผู้โดยสารจะน้อย ก็จะต้องทุ่มงบสูงมาก และอาจขาดทุนได้ง่ายๆ แต่ก็เป็นประโยชน์ต่อผู้โดยสาร ไม่ต้องรอนานมากเกินไป
ถ้ากำหนดเวลาวิ่ง แบบที่จะมีรถมาถึงสถานีนี้ทุกกี่โมง ก็จะประหยัดงบไปมาก แต่ควรจะตรงต่อเวลามากๆจริงๆ
2. สำหรับคนที่ต้องการเดินทางไกล อาจจะต้องเปลี่ยนสายไปมาเหนื่อยหน่อย
3. สายเล็กๆสายหนึ่ง วิ่งไม่มาก ผู้โดยสารในเวลาปกติไม่มาก ถ้าบริหารจัดการไม่ดี บางอย่างในรถอาจจะไม่ถูกบำรุงรักษาตามเวลาสมควร และมีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานเอาได้ง่ายๆเลย
ระบบขนส่งสาธารณะ ระหว่างมีหลายสายแค่สายละไม่กี่สถานี กับ มีไม่กี่สายแต่สายนึงหลายสถานี แบบไหนมีประสิทธิภาพกว่าครับ
Mini Metro
Ticket To Ride
เล่นๆไปทำให้เกิดข้อสงสัยครับ ว่าในความเป็นจริง การทำ
A. รถไม่กี่สายแต่สายนึงหลายสถานี
B. รถสายนึงไม่กี่สถานี แต่มีหลายสาย
แบบไหนคุ้มกว่ากัน
หมายเหตุ สาย ไม่ใช่จำนวนขบวนนะครับ
ถ้าเปรียบกับรถเมล์
สถานี ก็คือ ป้ายรถเมล์
สาย ก็คือ เบอร์รถ
จำนวนขบวน ก็คือ จำนวนเลขทะเบียนของเบอร์รถนั้นๆ
A. สายยาวๆจำนวนสายน้อย (BTS ใช้แบบนี้)
โมเดลคือ แต่ละสายแทบจะไม่ยุ่งเกี่ยวกัน หมายความว่า ถ้าเราอยากไปโซนย่อยไหน เราก็ใช้บริการสายนั้น
นักท่องเที่ยวทั้งโซนในโซนย่อยหนึ่ง ถูกดูแลโดยรถสายเดียว
จะมีศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนสาย (ของ BTS คือ สยาม) จุดนั้นคนจะเยอะมาก และควรทำให้ดีมากๆจริงๆ
ข้อดี :
1. ไม่ต้องเหนื่อยก้าวขึ้นลงสำหรับคนเดินทางหลายๆสถานี แค่ขึ้นและนั่งรอได้เลย
2. ระยะเวลารอแต่ละสายอาจจะไม่นานมาก เพราะด้วยความที่เป็นสายยาว มันมีการหมุนเวียนรถมาวิ่งเรื่อยๆ
3. รถจะต้องออกแบบมาเพื่อรองรับผู้โดยสารจำนวนมาก เทคโนโลยีจึงน่าจะดีหน่อย รวมถึงความจำเป็นต้องตรวจสภาพอย่างถี่ จึงมีโอกาสต่ำที่เราจะใช้ของที่ไม่พัฒนา
ข้อเสีย :
1. รถจะแออัดสุดๆได้ง่ายๆ เพราะด้วยความที่ทางเลือกสายมีข้อจำกัด
2. สถานีหนึ่งอาจจะมีผู้โดยสารเยอะมาก จึงต้องใช้งบสูงกับชานชาลาที่รองรับคนได้มากพอ โดยเฉพาะสถานีศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนขบวนรถ
3. กรณีระบบรถราง เช่น รถไฟฟ้า ถ้าขบวนใดมีปัญหาหยุดกลางทาง หรือปัญหาระบบควบคุมรางเอง ก็น่าจะมหันตภัย เพราะขบวนอื่นมาไม่ได้ เดี๋ยวชน แถมสายก็น้อยไปอีก
B. สายสั้นๆแต่มีหลายสาย
โมเดลคือ มีการกำหนดสถานีหลักไว้ และสายสั้นๆแต่ละสาย ควรมีสถานีหลักอย่างน้อย 1 สถานี
หมายความว่า จะมีการใช้สถานีร่วมที่ค่อนข้างเยอะ ในส่วนสถานีใหญ่ ควรจะมีสาธารณูปโภคที่ดีมากๆ เพื่อรองรับผู้โดยสาร
ข้อดี :
1. สายสั้นๆ มีโอกาสสูงที่คนจะไม่มาก
2. ด้วยความที่เป็นสายสั้น การเดินทางระหว่างสถานี จึงมีความเป็นไปได้ต่ำ ที่จะวิ่งอ้อม (เมื่อดูแผนที่แล้วยิงเส้นตรงระหว่างต้นทางกับปลายทาง แบบ B มีความเป็นไปได้สูงกว่าที่จะแกว่งออกจากความเป็นเส้นตรงน้อยกว่า พูดง่ายๆคือ ถ้าไม่ติดขัดอะไร แบบนี้จะใช้เวลาบนรางน้อยกว่า)
3. มีสายทางเลือกมากมาย ดังนั้นถ้ามีปัญหาการวิ่ง ไม่ว่าจะไฟตก หรืออะไรก็ตาม มูลค่าความเสียหายจะน้อยกว่า รวมถึงใช้เวลาซ่อมน้อยกว่า
ข้อเสีย :
1. ด้วยความที่เป็นสายสั้น ผู้โดยสารน้อย
ถ้าทางองค์กรควบคุมรถ ปล่อยรถวิ่งเรื่อยๆถึงแม้ผู้โดยสารจะน้อย ก็จะต้องทุ่มงบสูงมาก และอาจขาดทุนได้ง่ายๆ แต่ก็เป็นประโยชน์ต่อผู้โดยสาร ไม่ต้องรอนานมากเกินไป
ถ้ากำหนดเวลาวิ่ง แบบที่จะมีรถมาถึงสถานีนี้ทุกกี่โมง ก็จะประหยัดงบไปมาก แต่ควรจะตรงต่อเวลามากๆจริงๆ
2. สำหรับคนที่ต้องการเดินทางไกล อาจจะต้องเปลี่ยนสายไปมาเหนื่อยหน่อย
3. สายเล็กๆสายหนึ่ง วิ่งไม่มาก ผู้โดยสารในเวลาปกติไม่มาก ถ้าบริหารจัดการไม่ดี บางอย่างในรถอาจจะไม่ถูกบำรุงรักษาตามเวลาสมควร และมีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานเอาได้ง่ายๆเลย