Ohaayoooo~~ ไม่ต้องตกใจไปที่วันนี้เรามาทักทายแบบญี่ปุ่น 55 เพราะว่าวันนี้เราจะไปล่าซูชิกัน เป็นแบบคาวาอี้เกิร์ลของไปกินใสๆเบาๆกับซูชิสักนิด จะบอกว่าเชฟน่ารักมากกกก มีความญี่ปุ่นแบบญี่ปุ่นอะคะ อธิบายไม่ถูก อิอิ ไปดูกันเลยดีกว่าเน๊าะ
และที่ขาดไม่ได้เลย ปล.ฝากติดตามเพจ FB: ตามล่า Fine Dining
รวบรวมร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์หลายร้อยแห่งทั่วโลก รวมถึงร้านอาหาร “ทุกร้าน” ในมิชลินไกด์ฉบับกรุงเทพฯ ไปล่าของกินด้วยกันค่ะ
Sushi Misaki - ซูชิ มิซากิ
The Plate - มิชลิน เพลท
เชฟ Masahiro Misaki เกิดที่จังหวัดชิสุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น เขามีความฝันที่จะเป็นเชฟมาตั้งแต่เด็กเนื่องจากได้รับแรงบันดาลใจมาจากคุณปู่และคุณย่า เชฟมิซากิเดินทางเข้าสู่การเป็นเชฟด้วยการเป็นเชฟแบบ Kaisaki ขณะทีอายุเพียง 17 ปี หลังจากประสบความสำเร็จจากร้านชื่อดังในย่านกินซ่า กรุงโตเกียว เชฟมิซากิก็ได้ถูกทาบทามให้มาเปิดร้านที่ประเทศไทย โดยงานแรกของเชฟคือการเป็นหัวหน้าเชฟที่ห้องอาหาร Nippon Tei ย่านราชดำริ ต่อมาในปี พ.ศ. 2559 เชฟได้ตัดสินใจออกมาเปิดร้านซูชิของตัวเองที่ Rain Hill สุขุมวิท 47 หลังเปิดร้านได้ไม่นานก็ได้รับการตอบรับในเชิงบวกอย่างมาก และเปิดร้านเพิ่มอีกหนึ่งสาขาที่โรงแรม Bandara Suit Silom
สำหรับซูชิ มิซากิเป็นร้านซูชิ Edomae ขนาดเล็กเพียง 10 ที่นั่ง ตัวร้านตกแต่งแบบ Minimalism และใช้วัตถุดิบเป็นไม้เกือบทั้งหมด ที่นี่เสิร์ฟซูชิแบบ Omakase เท่านั้น โดยวัตถุดิบของร้านนำเข้ามาจากตลาดปลาในประเทศญี่ปุ่นอาทิตย์ละสามวัน จึงรับประกันความสดและรสชาติที่ดีของซูชิทุกคำ เชฟมีนิสัยขี้เล่น เป็นกันเอง เอ็นเตอร์เทนลูกค้าสุดๆ แม้จะพูดภาษาไทยไม่ได้ แต่อาหารทุกอย่างที่เสิร์ฟเชฟจะพยายามอธิบายอย่างละเอียดว่ามีองค์ประกอบหลักคืออะไร และปรุงโดยวิธีใดบ้าง การมาทานที่นี่ใช้วิธีโทรจองผ่านทางโทรศัพท์ ต่างจากร้านซูชิชื่อดังอื่นๆที่ต้องมัดจำเงินล่วงหน้า ที่นี่ใช้ระบบเชื่อใจ และสามารถจองในวันได้เลย
สำหรับรสชาติถือว่าดีงามตามมาตรฐาน หลายอย่างดีกว่ามาตรฐานร้านซูชิทั่วไปมากๆ มีเมนูขึ้นชื่อคือปลาหาทานยากชนิดต่างๆ และห้ามพลาดกับไข่หวานที่เชฟพ่นไฟเผาจนผิวด้านบนกรอบเหมือนกับเครมบรูเล่ ทำให้เรากล้ารับประกันเลยว่าในระดับราคานี้ ที่นี่เป็นหนึ่งในร้านซูชิที่ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
Omakase Course (4000++ per person)
Appetizer
- Chawanmushi
- Madai with Ponzu Sauce
- Hotaruika with Miso Sauce
- Peeled Japanese Tomato
- Smoked Saba
- Hotate Risotto
Roll
- Tuna Temaki
Nigiri Sushi
- Hokkigai
- Kohada
- Maguro
- Nodoguro
- Chutoro and Otoro
- Aji
- Kinmedai
- Kuruma Ebi
- 10-Day Aged Chutoro
- Bafun Uni
- Anago
Soup
- Miso Soup
Dessert
- Tamago
- Sakura Jelly
ซูชิอร่อย คุณภาพสูง เทมากิกับไข่หวานอร่อยจนไม่รู้จะหารสชาติแบบนี้จากไหนได้อีกในกรุงเทพฯ ราคาสูงตามมาตรฐานร้านซูชิพรีเมี่ยม แนะนำให้มาทานกันเลย

เข้ามาจะเจอกับตุ๊กตาหมูน้อยสองตัวพร้อมนามบัตรร้าน

บนโต๊ะอาหาร

- Hotaruika with Miso Sauce
โฮตารุอิกะหรือหมึกหิ่งห้อยนำเข้าจากญี่ปุ่น เป็นหมึกขนาดเล็กที่พบมากในจังหวัดโทยามะ ตัวมันเองสามารถส่องแสงได้คล้ายหิ่งห้อยในทะเลยามค่ำคืน มีรสชาติหวานเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ราดด้วยซอสบ๊วยและมิโสะรสเค็ม ทอปด้านบนด้วยพริกป่นญี่ปุ่น รสชาติไม่เผ็ดมาก เเต่มีกลิ่นหอม ตัดรสชาติกันได้ดี แม้จะดูไม่มีอะไรพิเศษแต่ขอบอกเลยว่าจานนี้อร่อยใช้ได้เลยทีเดียว

- Madai with Ponzu Sauce
ปลามาดาอิสไลด์บางมาสดๆ เสิร์ฟมาในถ้วยขนาดเล็ก เนื้อปลามีรสหวานฉ่ำแบบธรรมชาติ เนื้อปลานุ่ม ละมุนลิ้นจริงๆ ราดด้วยซอสปอนซึรสเปรี้ยวอมหวาน บอกเลยว่ามาดาอิคำนี้กักเก็บรสชาติความเป็นญี่ปุ่นไว้สูงมากจริงๆ

- Chawanmushi
ชาวังมูฉิ หรือไข่ตุ๋นญี่ปุ๋น ที่นึ่งมาในถ้วยชาขนาดเล็ก มีผิวด้านบนนุ่ม เด้งดึ๋งไปมาคล้ายพุดดิ้ง เนื้อไข่เนียน ละเอียดมากๆ มีกลิ่นหอม ด้านล่างมีปลา Shirauo เป็นปลาขนาดเล็ก พบมากในหน้าหนาวบริเวณใต้แผ่นน้ำแข็ง กินได้ทั้งตัว โดยเชฟล้างแล้วนึ่งมาพร้อมกับไข่ตุ๋นเลย เนื้อปลานุ่มจนละลายในปาก ตอนทานเข้าไปจะเกิด contrast กับเนื้อไข่เล็กน้อย ทำให้มีมิติทางเนื้อสัมผัสมากขึ้น กลิ่นของไข่กับปลาที่ผสมกันอยู่ตรงก้นของถ้วยชานั้นหอมกว่ากลิ่นไข่เพียวๆด้านบนเสียอีก

- Peeled Japanese Tomato
มะเขือเทศนำเข้าจากญี่ปุ่น เชฟนำไปปอกเปลือกแล้วนำไปแช่ในน้ำเชื่อมรสหวานอ่อนๆ ตอนทานจะได้รสเปรี้ยวผสมกับรสอุมามิที่มีอยู่มากในมะเขือเทศ ช่วยเรียกน้ำย่อยและเพิ่มความอยากอาหารให้กับอาหารมื้อหลักได้เป็นอย่างดี

- Smoked Saba
ปลาซาบะที่ถูกนำไปรมควันจนสุก มีกลิ่นหอม ทานกับหัวไชเท้า เราคิดว่าเนื้อปลาแห้งไปหน่อยจากการถูกรมควัน แต่ตรงกลางของเนื้อปลาก็ยังพอมีความนุ่มอยู่บ้าง รสชาติเค็มเล็กน้อยตามแบบที่ปลาแมคเคอเรลควรจะเป็น

- Hotate Risotto
มาถึงสุดยอดอาหารว่างที่ดีที่สุดในมื้อนี้และน่าจะดีเป็นอันดับต้นๆเท่าที่เคยกินมาเลยก็ว่าได้คือซุปทำจากหอยเชลล์โฮตาเตะ ผสมกับเนื้อหอยเชลล์ฉีก ทานกับข้าวซูชิที่ทำออกมาในสไตล์คล้ายกับข้าวรีซอตโต้ของอิตาลี ตัวซุปเสิร์ฟมาในถ้วยหินร้อนๆ เนื้อซุปข้น หวาน มัน เค็ม บาลานซ์กันลงตัวสุดๆ มีกลิ่นหอมอัดแน่นในทุกอณู ข้าวเองก็นุ่มมากๆแม้ว่าจะโดนต้มมาในน้ำซุปเดือดจัด ตัดเนื้อสัมผัสกับหอยเชลล์ฉีกได้อย่างเยี่ยมยอด เอาไป 10 เต็มเลย เราเชื่อว่าจานนี้สามารถเสิร์ฟในร้านติดดาวทั้งร้านญี่ปุ่นและร้านยุโรปได้อย่างสบายๆเลยทีเดียว

- Tuna Temaki
สำหรับโรลทูน่าชิ้นนี้เป็นหนึ่งในเทมากิที่อร่อยที่สุดในชีวิต โดยเชฟจะทำให้เราตรงนี้เลย เริ่มจากการวางแผ่นสาหร่ายลงบนไม้ไผ่ วางข้าวผสมกับน้ำส้มสายชูลงไป จากนั้นนำปลาทูน่าที่บดละเอียดมาวางทอปไว้ข้างบนเเล้วพันเป็นชิ้นทรงกระบอก

- Tuna Temaki
สาหร่ายด้านนอกกรอบ มีรสชาติเค็มเล็กน้อย ตัดรสกับเนื้อปลาทูน่าสดๆ ให้รสหวานฉ่ำ ตัดรสเปรี้ยวด้วยน้ำส้มสายชูสีแดง มีเนื้อสัมผัสของข้าวญี่ปุ่นรสเปรี้ยวหวานเสริมกันกับเนื้อสัมผัสของเนื้อปลาได้อย่างลงตัว เป็นโรลที่อร่อยมากๆคำหนึ่งเท่าที่เคยทานมาในชีวิตเลย

- Hokkigai
สำหรับนิงิริซูชิคำแรกคือ “ฮกคิไก” หรือหอยปีกนก ที่เชฟการันตีเลยว่ามีความพรีเมี่ยมและสดมากๆ ต่างจากหอยปีกนกในร้านญี่ปุ่นทั่วๆไปที่จะลวกมาแบบสุกเล็กน้อยทำให้ส่วนปลายมีสีแดง เพื่อจะเก็บไว้ได้นานๆ แต่ที่นี่เสิร์ฟแบบสดๆ ทำให้ส่วนปลายมีสีน้ำตาลไหม้ เนื้อหอยเคี้ยวหนึบ แต่ยังคงมีความนุ่มเวลาเคี้ยว มีกลิ่นของทะเลค่อนข้างมาก รสชาติออกหวาน ตัดรสกับข้าวที่ทาซอสมาได้อย่างพอดี

- Kohada
ชิ้นถัดมากว่าจะเสิร์ฟได้ ต้องมีโชว์ท่าให้ถ่ายรูปกันก่อน

- Maguro
คำถัดมาคือ “มากุโระ” ส่วนอากามิ หรือเนื้อแดงของปลาทูน่าครีบน้ำเงินที่ทาด้วย Soy sauce เนื้อปลาละลายในปากราวกับเนื้อวัววากิวจนแทบไม่ต้องเคี้ยวเลยทีเดียว มีรสชาติหวานธรรมชาติ ตัดรสกับซอสรสเปรี้ยวเค็มที่ทามาบางๆด้านบน คำนี้คือฟินมากๆ

- Kohada
สำหรับชิ้นถัดมาคือ “โคฮาดะ“ หรือปลาตะเพียนญี่ปุ่น วัตถุดิบเก่าแก่ที่นิยมนำมาใช้ทำซูชิตั้งเเต่ยุคเอโดะ มีจุดเด่นคือหนังสีเงิน สะท้อนกับแสงไฟสวยงาม มีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ทอปด้านบนด้วยเกลือรสเค็ม รสชาติและเนื้อสัมผัสของปลาชนิดนี้ทานแล้วคล้ายกับปลาแมคเคอเรล แต่อร่อยกว่าในทุกๆด้าน เชฟคัดปลามาได้คุณภาพมาก แล่มาอย่างดี ไร้ซึ่งกลิ่นคาวที่มักพบได้บ่อยเวลาทานเนื้อปลาชนิดนี้ ตัวเกลือรสเค็มด้านบนตัดรสกับเนื้อปลาได้เป็นอย่างดี อร่อยใช้ได้เลยทีเดียว

- Nodoguro
สำหรับคอร์สที่ห้าคือ “โนโดกุโระ” หรือปลากระพงสีชมพู เป็นปลาเนื้อขาวน้ำลึก หายาก จับได้ปริมาณจำกัด ทำให้มีราคาสูง นอกจากนี้ยังเป็นปลาที่มีไขมันอัดแน่นอยู่ในเนื้อ จัดว่ามีครบทุกคุณสมบัติของความเป็นเนื้อปลาที่ดี แตกต่างจากมากุโระคำก่อนหน้าที่ทานเเล้วละลายในปากคล้ายเนื้อวัว แต่โนโดกุโระต้องเคี้ยวเล็กน้อยแบบเนื้อปลาแท้ๆ มีเนื้อสัมผัสนุ่ม หวานปนเค็ม มีความมันแบบเนื้อปลาคุณภาพสูง อร่อยมากจริงๆ

- Kani
“คะนิ” หรือเนื้อปูคุณภาพสูงจากฮอกไกโดผสมกับมันปูธรรมชาติ สอดแทรกด้วยเมล็ดไข่ปูทรงกลม คำนี้อยู่ตรงกลางเพื่อสร้างความแตกต่างกับเนื้อปลาหลายชนิดก่อนหน้านี้ เพราะคำนี้จะให้รสและกลิ่นของปูมาแบบเต็มๆ มีกลิ่นหอมเนื้อปูขึ้นมาถึงจมูก เนื้อปูเกือบจะละลายในปาก เสริมรสด้วยความมันจากมันปู ตัดเนื้อสัมผัสด้วยไข่ปูเคี้ยวกรุบๆ ทั้งหมดที่ว่ามาตัดรสด้วยซอสและข้าวได้อย่างพอดี สุดยอดเลย

- Chutoro and Otoro
สุดยอดนิงิริซูชิ ที่ดีที่สุดในค่ำคืนนี้คือ “ชูโทโระและโอโทโระ” ที่วางซ้อนกันมาให้ทานพร้อมกันในคำเดียว เชฟคงกะว่าจะให้ฟินสุดๆในคำเดียวไปเลยจริงๆ
ชูโทโระ คือเนื้อส่วนด้านข้างครีบหลังและครีบท้องของปลาทูน่าครีบน้ำเงิน มีรสชาติหวาน มีมันแทรกในเนื้อในอัตราส่วนสูง ทานแล้วแทบจะละลายในปาก มีราคาค่อนข้างแพง
โอโทโระ คือเนื้อส่วนหน้าท้องของปลาทูน่าครีบน้ำเงิน เป็นส่วนที่มีมันแทรกอยู่มากที่สุด เรียกได้ว่าแทบจะทุกอณูของเนื้อปลา ทานแล้วไม่ต้องเคี้ยว เพราะเนื้อและมันจะลายในปากราวกับเนื้อวัววากิว A5 แต่มีเนื้อสัมผัสนุ่มและเบากว่า มีราคาสูงมาก และถูกยกย่องให้เป็นราชันแห่งซูชิทั้งมวล
แล้วลองจินตนาการถึงการนำสุดยอดวัตถุดิบสองอย่างนี้มาประกบกันแล้วทานในคำเดียว โอ้โห … หมดคำพูด มันฟินมากๆ ตอนทานจะเกิดเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันของเนื้อปลาสองชนิด ตอนแรก โอโทโร่จะละลายในปาก มีกลิ่มันคลุ้งไปทั่วทั้งปากและจมูก ต่อมาชูโทโร่จะละลายตาม แต่จะได้กลิ่นเนื้อเเทรกเข้ามาด้วย ที่สุดของความฟินจริงๆ มาวันนี้ เอาเเค่คำนี้ก็เกินคุ้มแล้ว

- Aji
ต่อมาคือปลา “อะจิ” เป็นปลาแมคเคอเรล คล้ายกับปลาทูบ้านเรา เชฟบั้งเนื้อปลามาอย่างดีทำให้ตอนทาน ทันทีที่เเตะลิ้นรสชาติของเนื้อปลาออกมาเร็วกว่าเดิม แต่ไม่มีกลิ่นคาวใดๆ ทอปด้วยขิงให้มีกลิ่นและรสชาติตัดกันกับเนื้อปลารสเค็ม

- Kinmedai
คำถัดมาคือหนึ่งในซูชิพรีเมี่ยมที่เราชอบและมักสั่งมาชิมทุกร้านที่ไปทาน ปลา “คินเมะได” หรือปลากระพงแดงตาโต ที่มีเนื้อนิ่ม รสหวาน ละมุนลิ้น ตัดกับข้าวรสเปรี้ยวได้เป็นอย่างดี
ฝากติดตามเพจ FB: ตามล่า Fine Dining
รวบรวมร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์หลายร้อยแห่งทั่วโลก รวมถึงร้านอาหาร “ทุกร้าน” ในมิชลินไกด์ฉบับกรุงเทพฯ ไปล่าของกินด้วยกันค่ะ
[CR] Sushi Misaki ซูชิ มิซากิ ร้านซูชิระดับมิชลิน เพลท รีวิวเบาๆ by ตามล่า Fine Dining
และที่ขาดไม่ได้เลย ปล.ฝากติดตามเพจ FB: ตามล่า Fine Dining
รวบรวมร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์หลายร้อยแห่งทั่วโลก รวมถึงร้านอาหาร “ทุกร้าน” ในมิชลินไกด์ฉบับกรุงเทพฯ ไปล่าของกินด้วยกันค่ะ
Sushi Misaki - ซูชิ มิซากิ
The Plate - มิชลิน เพลท
เชฟ Masahiro Misaki เกิดที่จังหวัดชิสุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น เขามีความฝันที่จะเป็นเชฟมาตั้งแต่เด็กเนื่องจากได้รับแรงบันดาลใจมาจากคุณปู่และคุณย่า เชฟมิซากิเดินทางเข้าสู่การเป็นเชฟด้วยการเป็นเชฟแบบ Kaisaki ขณะทีอายุเพียง 17 ปี หลังจากประสบความสำเร็จจากร้านชื่อดังในย่านกินซ่า กรุงโตเกียว เชฟมิซากิก็ได้ถูกทาบทามให้มาเปิดร้านที่ประเทศไทย โดยงานแรกของเชฟคือการเป็นหัวหน้าเชฟที่ห้องอาหาร Nippon Tei ย่านราชดำริ ต่อมาในปี พ.ศ. 2559 เชฟได้ตัดสินใจออกมาเปิดร้านซูชิของตัวเองที่ Rain Hill สุขุมวิท 47 หลังเปิดร้านได้ไม่นานก็ได้รับการตอบรับในเชิงบวกอย่างมาก และเปิดร้านเพิ่มอีกหนึ่งสาขาที่โรงแรม Bandara Suit Silom
สำหรับซูชิ มิซากิเป็นร้านซูชิ Edomae ขนาดเล็กเพียง 10 ที่นั่ง ตัวร้านตกแต่งแบบ Minimalism และใช้วัตถุดิบเป็นไม้เกือบทั้งหมด ที่นี่เสิร์ฟซูชิแบบ Omakase เท่านั้น โดยวัตถุดิบของร้านนำเข้ามาจากตลาดปลาในประเทศญี่ปุ่นอาทิตย์ละสามวัน จึงรับประกันความสดและรสชาติที่ดีของซูชิทุกคำ เชฟมีนิสัยขี้เล่น เป็นกันเอง เอ็นเตอร์เทนลูกค้าสุดๆ แม้จะพูดภาษาไทยไม่ได้ แต่อาหารทุกอย่างที่เสิร์ฟเชฟจะพยายามอธิบายอย่างละเอียดว่ามีองค์ประกอบหลักคืออะไร และปรุงโดยวิธีใดบ้าง การมาทานที่นี่ใช้วิธีโทรจองผ่านทางโทรศัพท์ ต่างจากร้านซูชิชื่อดังอื่นๆที่ต้องมัดจำเงินล่วงหน้า ที่นี่ใช้ระบบเชื่อใจ และสามารถจองในวันได้เลย
สำหรับรสชาติถือว่าดีงามตามมาตรฐาน หลายอย่างดีกว่ามาตรฐานร้านซูชิทั่วไปมากๆ มีเมนูขึ้นชื่อคือปลาหาทานยากชนิดต่างๆ และห้ามพลาดกับไข่หวานที่เชฟพ่นไฟเผาจนผิวด้านบนกรอบเหมือนกับเครมบรูเล่ ทำให้เรากล้ารับประกันเลยว่าในระดับราคานี้ ที่นี่เป็นหนึ่งในร้านซูชิที่ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
Omakase Course (4000++ per person)
Appetizer
- Chawanmushi
- Madai with Ponzu Sauce
- Hotaruika with Miso Sauce
- Peeled Japanese Tomato
- Smoked Saba
- Hotate Risotto
Roll
- Tuna Temaki
Nigiri Sushi
- Hokkigai
- Kohada
- Maguro
- Nodoguro
- Chutoro and Otoro
- Aji
- Kinmedai
- Kuruma Ebi
- 10-Day Aged Chutoro
- Bafun Uni
- Anago
Soup
- Miso Soup
Dessert
- Tamago
- Sakura Jelly
ซูชิอร่อย คุณภาพสูง เทมากิกับไข่หวานอร่อยจนไม่รู้จะหารสชาติแบบนี้จากไหนได้อีกในกรุงเทพฯ ราคาสูงตามมาตรฐานร้านซูชิพรีเมี่ยม แนะนำให้มาทานกันเลย
เข้ามาจะเจอกับตุ๊กตาหมูน้อยสองตัวพร้อมนามบัตรร้าน
- Hotaruika with Miso Sauce
โฮตารุอิกะหรือหมึกหิ่งห้อยนำเข้าจากญี่ปุ่น เป็นหมึกขนาดเล็กที่พบมากในจังหวัดโทยามะ ตัวมันเองสามารถส่องแสงได้คล้ายหิ่งห้อยในทะเลยามค่ำคืน มีรสชาติหวานเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ราดด้วยซอสบ๊วยและมิโสะรสเค็ม ทอปด้านบนด้วยพริกป่นญี่ปุ่น รสชาติไม่เผ็ดมาก เเต่มีกลิ่นหอม ตัดรสชาติกันได้ดี แม้จะดูไม่มีอะไรพิเศษแต่ขอบอกเลยว่าจานนี้อร่อยใช้ได้เลยทีเดียว
ปลามาดาอิสไลด์บางมาสดๆ เสิร์ฟมาในถ้วยขนาดเล็ก เนื้อปลามีรสหวานฉ่ำแบบธรรมชาติ เนื้อปลานุ่ม ละมุนลิ้นจริงๆ ราดด้วยซอสปอนซึรสเปรี้ยวอมหวาน บอกเลยว่ามาดาอิคำนี้กักเก็บรสชาติความเป็นญี่ปุ่นไว้สูงมากจริงๆ
ชาวังมูฉิ หรือไข่ตุ๋นญี่ปุ๋น ที่นึ่งมาในถ้วยชาขนาดเล็ก มีผิวด้านบนนุ่ม เด้งดึ๋งไปมาคล้ายพุดดิ้ง เนื้อไข่เนียน ละเอียดมากๆ มีกลิ่นหอม ด้านล่างมีปลา Shirauo เป็นปลาขนาดเล็ก พบมากในหน้าหนาวบริเวณใต้แผ่นน้ำแข็ง กินได้ทั้งตัว โดยเชฟล้างแล้วนึ่งมาพร้อมกับไข่ตุ๋นเลย เนื้อปลานุ่มจนละลายในปาก ตอนทานเข้าไปจะเกิด contrast กับเนื้อไข่เล็กน้อย ทำให้มีมิติทางเนื้อสัมผัสมากขึ้น กลิ่นของไข่กับปลาที่ผสมกันอยู่ตรงก้นของถ้วยชานั้นหอมกว่ากลิ่นไข่เพียวๆด้านบนเสียอีก
มะเขือเทศนำเข้าจากญี่ปุ่น เชฟนำไปปอกเปลือกแล้วนำไปแช่ในน้ำเชื่อมรสหวานอ่อนๆ ตอนทานจะได้รสเปรี้ยวผสมกับรสอุมามิที่มีอยู่มากในมะเขือเทศ ช่วยเรียกน้ำย่อยและเพิ่มความอยากอาหารให้กับอาหารมื้อหลักได้เป็นอย่างดี
ปลาซาบะที่ถูกนำไปรมควันจนสุก มีกลิ่นหอม ทานกับหัวไชเท้า เราคิดว่าเนื้อปลาแห้งไปหน่อยจากการถูกรมควัน แต่ตรงกลางของเนื้อปลาก็ยังพอมีความนุ่มอยู่บ้าง รสชาติเค็มเล็กน้อยตามแบบที่ปลาแมคเคอเรลควรจะเป็น
- Hotate Risotto
มาถึงสุดยอดอาหารว่างที่ดีที่สุดในมื้อนี้และน่าจะดีเป็นอันดับต้นๆเท่าที่เคยกินมาเลยก็ว่าได้คือซุปทำจากหอยเชลล์โฮตาเตะ ผสมกับเนื้อหอยเชลล์ฉีก ทานกับข้าวซูชิที่ทำออกมาในสไตล์คล้ายกับข้าวรีซอตโต้ของอิตาลี ตัวซุปเสิร์ฟมาในถ้วยหินร้อนๆ เนื้อซุปข้น หวาน มัน เค็ม บาลานซ์กันลงตัวสุดๆ มีกลิ่นหอมอัดแน่นในทุกอณู ข้าวเองก็นุ่มมากๆแม้ว่าจะโดนต้มมาในน้ำซุปเดือดจัด ตัดเนื้อสัมผัสกับหอยเชลล์ฉีกได้อย่างเยี่ยมยอด เอาไป 10 เต็มเลย เราเชื่อว่าจานนี้สามารถเสิร์ฟในร้านติดดาวทั้งร้านญี่ปุ่นและร้านยุโรปได้อย่างสบายๆเลยทีเดียว
สำหรับโรลทูน่าชิ้นนี้เป็นหนึ่งในเทมากิที่อร่อยที่สุดในชีวิต โดยเชฟจะทำให้เราตรงนี้เลย เริ่มจากการวางแผ่นสาหร่ายลงบนไม้ไผ่ วางข้าวผสมกับน้ำส้มสายชูลงไป จากนั้นนำปลาทูน่าที่บดละเอียดมาวางทอปไว้ข้างบนเเล้วพันเป็นชิ้นทรงกระบอก
สาหร่ายด้านนอกกรอบ มีรสชาติเค็มเล็กน้อย ตัดรสกับเนื้อปลาทูน่าสดๆ ให้รสหวานฉ่ำ ตัดรสเปรี้ยวด้วยน้ำส้มสายชูสีแดง มีเนื้อสัมผัสของข้าวญี่ปุ่นรสเปรี้ยวหวานเสริมกันกับเนื้อสัมผัสของเนื้อปลาได้อย่างลงตัว เป็นโรลที่อร่อยมากๆคำหนึ่งเท่าที่เคยทานมาในชีวิตเลย
สำหรับนิงิริซูชิคำแรกคือ “ฮกคิไก” หรือหอยปีกนก ที่เชฟการันตีเลยว่ามีความพรีเมี่ยมและสดมากๆ ต่างจากหอยปีกนกในร้านญี่ปุ่นทั่วๆไปที่จะลวกมาแบบสุกเล็กน้อยทำให้ส่วนปลายมีสีแดง เพื่อจะเก็บไว้ได้นานๆ แต่ที่นี่เสิร์ฟแบบสดๆ ทำให้ส่วนปลายมีสีน้ำตาลไหม้ เนื้อหอยเคี้ยวหนึบ แต่ยังคงมีความนุ่มเวลาเคี้ยว มีกลิ่นของทะเลค่อนข้างมาก รสชาติออกหวาน ตัดรสกับข้าวที่ทาซอสมาได้อย่างพอดี
ชิ้นถัดมากว่าจะเสิร์ฟได้ ต้องมีโชว์ท่าให้ถ่ายรูปกันก่อน
คำถัดมาคือ “มากุโระ” ส่วนอากามิ หรือเนื้อแดงของปลาทูน่าครีบน้ำเงินที่ทาด้วย Soy sauce เนื้อปลาละลายในปากราวกับเนื้อวัววากิวจนแทบไม่ต้องเคี้ยวเลยทีเดียว มีรสชาติหวานธรรมชาติ ตัดรสกับซอสรสเปรี้ยวเค็มที่ทามาบางๆด้านบน คำนี้คือฟินมากๆ
สำหรับชิ้นถัดมาคือ “โคฮาดะ“ หรือปลาตะเพียนญี่ปุ่น วัตถุดิบเก่าแก่ที่นิยมนำมาใช้ทำซูชิตั้งเเต่ยุคเอโดะ มีจุดเด่นคือหนังสีเงิน สะท้อนกับแสงไฟสวยงาม มีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ทอปด้านบนด้วยเกลือรสเค็ม รสชาติและเนื้อสัมผัสของปลาชนิดนี้ทานแล้วคล้ายกับปลาแมคเคอเรล แต่อร่อยกว่าในทุกๆด้าน เชฟคัดปลามาได้คุณภาพมาก แล่มาอย่างดี ไร้ซึ่งกลิ่นคาวที่มักพบได้บ่อยเวลาทานเนื้อปลาชนิดนี้ ตัวเกลือรสเค็มด้านบนตัดรสกับเนื้อปลาได้เป็นอย่างดี อร่อยใช้ได้เลยทีเดียว
สำหรับคอร์สที่ห้าคือ “โนโดกุโระ” หรือปลากระพงสีชมพู เป็นปลาเนื้อขาวน้ำลึก หายาก จับได้ปริมาณจำกัด ทำให้มีราคาสูง นอกจากนี้ยังเป็นปลาที่มีไขมันอัดแน่นอยู่ในเนื้อ จัดว่ามีครบทุกคุณสมบัติของความเป็นเนื้อปลาที่ดี แตกต่างจากมากุโระคำก่อนหน้าที่ทานเเล้วละลายในปากคล้ายเนื้อวัว แต่โนโดกุโระต้องเคี้ยวเล็กน้อยแบบเนื้อปลาแท้ๆ มีเนื้อสัมผัสนุ่ม หวานปนเค็ม มีความมันแบบเนื้อปลาคุณภาพสูง อร่อยมากจริงๆ
“คะนิ” หรือเนื้อปูคุณภาพสูงจากฮอกไกโดผสมกับมันปูธรรมชาติ สอดแทรกด้วยเมล็ดไข่ปูทรงกลม คำนี้อยู่ตรงกลางเพื่อสร้างความแตกต่างกับเนื้อปลาหลายชนิดก่อนหน้านี้ เพราะคำนี้จะให้รสและกลิ่นของปูมาแบบเต็มๆ มีกลิ่นหอมเนื้อปูขึ้นมาถึงจมูก เนื้อปูเกือบจะละลายในปาก เสริมรสด้วยความมันจากมันปู ตัดเนื้อสัมผัสด้วยไข่ปูเคี้ยวกรุบๆ ทั้งหมดที่ว่ามาตัดรสด้วยซอสและข้าวได้อย่างพอดี สุดยอดเลย
สุดยอดนิงิริซูชิ ที่ดีที่สุดในค่ำคืนนี้คือ “ชูโทโระและโอโทโระ” ที่วางซ้อนกันมาให้ทานพร้อมกันในคำเดียว เชฟคงกะว่าจะให้ฟินสุดๆในคำเดียวไปเลยจริงๆ
ชูโทโระ คือเนื้อส่วนด้านข้างครีบหลังและครีบท้องของปลาทูน่าครีบน้ำเงิน มีรสชาติหวาน มีมันแทรกในเนื้อในอัตราส่วนสูง ทานแล้วแทบจะละลายในปาก มีราคาค่อนข้างแพง
โอโทโระ คือเนื้อส่วนหน้าท้องของปลาทูน่าครีบน้ำเงิน เป็นส่วนที่มีมันแทรกอยู่มากที่สุด เรียกได้ว่าแทบจะทุกอณูของเนื้อปลา ทานแล้วไม่ต้องเคี้ยว เพราะเนื้อและมันจะลายในปากราวกับเนื้อวัววากิว A5 แต่มีเนื้อสัมผัสนุ่มและเบากว่า มีราคาสูงมาก และถูกยกย่องให้เป็นราชันแห่งซูชิทั้งมวล
แล้วลองจินตนาการถึงการนำสุดยอดวัตถุดิบสองอย่างนี้มาประกบกันแล้วทานในคำเดียว โอ้โห … หมดคำพูด มันฟินมากๆ ตอนทานจะเกิดเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันของเนื้อปลาสองชนิด ตอนแรก โอโทโร่จะละลายในปาก มีกลิ่มันคลุ้งไปทั่วทั้งปากและจมูก ต่อมาชูโทโร่จะละลายตาม แต่จะได้กลิ่นเนื้อเเทรกเข้ามาด้วย ที่สุดของความฟินจริงๆ มาวันนี้ เอาเเค่คำนี้ก็เกินคุ้มแล้ว
ต่อมาคือปลา “อะจิ” เป็นปลาแมคเคอเรล คล้ายกับปลาทูบ้านเรา เชฟบั้งเนื้อปลามาอย่างดีทำให้ตอนทาน ทันทีที่เเตะลิ้นรสชาติของเนื้อปลาออกมาเร็วกว่าเดิม แต่ไม่มีกลิ่นคาวใดๆ ทอปด้วยขิงให้มีกลิ่นและรสชาติตัดกันกับเนื้อปลารสเค็ม
คำถัดมาคือหนึ่งในซูชิพรีเมี่ยมที่เราชอบและมักสั่งมาชิมทุกร้านที่ไปทาน ปลา “คินเมะได” หรือปลากระพงแดงตาโต ที่มีเนื้อนิ่ม รสหวาน ละมุนลิ้น ตัดกับข้าวรสเปรี้ยวได้เป็นอย่างดี
ฝากติดตามเพจ FB: ตามล่า Fine Dining
รวบรวมร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์หลายร้อยแห่งทั่วโลก รวมถึงร้านอาหาร “ทุกร้าน” ในมิชลินไกด์ฉบับกรุงเทพฯ ไปล่าของกินด้วยกันค่ะ
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้