ระบำเงา (บทที่ 13)

ขอบคุณทุกคนที่อ่านเรื่องนี้นะคะ
ขอบคุณ จารย์จี GTW, น้องดาว Lady Star 919, คุณ พวงดารา, น้องมัด มัศยวีร์, คุณนัน turtle_cheesecake, คุณ สมาชิกหมายเลข 868629, คุณ ป้าทุยบ้านทุ่ง, คุณนะ Na(นะ), คุณ มานีโอลา
ขอบคุณทุกคะแนนโหวตด้วยค่ะ

บทก่อนหน้าค่ะ
บทนำ   https://pantip.com/topic/36387078
บทที่ 1  https://pantip.com/topic/36392612
บทที่ 2  https://pantip.com/topic/36400065
บทที่ 3  https://pantip.com/topic/36407292
บทที่ 4  https://pantip.com/topic/36411315
บทที่ 5  https://pantip.com/topic/36419344
บทที่ 6  https://pantip.com/topic/36427179
บทที่ 7  https://pantip.com/topic/36430854
บทที่ 8  https://pantip.com/topic/36434883
บทที่ 9  https://pantip.com/topic/36442539
บทที่ 10 https://pantip.com/topic/36450392
บทที่ 11 https://pantip.com/topic/36457566
บทที่ 12 https://pantip.com/topic/36465005


บทที่ 13



    พรพรรณเห็นรถคันนั้นชะลอเข้าจอดชิดกำแพงบ้านจึงได้หยุดดู ลูกสาวซึ่งกำลังจะปิดประตูบานเล็กหน้าบ้านหลังออกไปใส่บาตรด้วยกันรีบเปิดกลับดังเดิม เห็นออกไปเจรจากันอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่ผู้ชายร่างสูงใหญ่เปิดประตูก้าวลง พอแน่ใจว่าเป็นใครก็ส่งถาดในมือให้เด็กสาวซึ่งเดินตามมาข้างหลัง

    “นกน้อย ช่วยจัดโต๊ะให้อีกสองที่เถอะ”

    สั่งความแล้วย้อนกลับไปทางเดิมเพื่อต้อนรับ ตลอดทางก็แอบพิจารณานักธุรกิจหนุ่มใหญ่ซึ่งลูกสาวเคยพูดถึงอย่างชื่นชม เรือนร่างสูงสง่านั้นผึ่งผาย ท่าเดินสบายๆ หากแฝงความมั่นใจเต็มเปี่ยม เขาดูหนุ่มกว่าวัยสี่สิบตามที่ลูกบอกมาก ยิ่งแต่งตัวลำลองด้วยกางเกงยีนสีออกซีด เสื้อโปโลสีดำ แขนสั้น ปล่อยชายเสื้อไว้นอกกางเกงแบบนี้ ดูเผินๆ ไม่น่าจะเกินสามสิบห้าเสียด้วยซ้ำ หากท่าทีมั่นอกมั่นใจนั่นสิที่บอกให้รู้ว่าเป็นคนสุขุมและมากด้วยประสบการณ์ผ่านโลก

    เห็นเขาส่งยิ้มทักทายมาให้ จึงได้ยิ้มตอบ

    “เอารถเข้ามาข้างในดีไหมคะ” ตรงรี่เข้าไปถาม เป็นเวลาเดียวกับที่ฝ่ายนั้นกระพุ่มมือขึ้นไหว้ก่อน ทำเอารับไหว้แทบไม่ทันด้วยคิดไม่ถึง

    “ไม่เป็นไรฮะ ผมเพียงมารับคุณพราว” เสียงทุ้มลึกนั้นฟังดูสุภาพทีเดียว

    “ทานอะไรกันก่อนสิคะ ให้เด็กจัดโต๊ะไว้ให้แล้ว”

    “ไม่เป็นไรครับ...ไม่เป็นไร มาเวลาอาหารเช้าของที่นี่พอดีหรือฮะ”  

    “เปล่าค่ะ...เปล่า” พรพรรณโบกไม้โบกมือให้วุ่นวายไปหมด “ข้าวเช้าที่นี่ทานกันไม่เป็นเวลาหรอกค่ะ”

    สีหน้าเขาเหมือนจะบอกว่าโล่งอก

    “ที่ได้มาเช้าไปนิดก็กะว่าจะรับคุณพราวไปทานข้าวต้มทะเลแถวแม่กลองด้วยกันครับ มีอยู่ร้านหนึ่งเป็นทางผ่าน ผมกับลูกแวะทานที่นั่นกันประจำ”

     เมื่อพูดถึงลูกสาว เขาเหลียวกลับไปทางรถของตัว

    พรพรรณมองตามสายตาก็พอดีเห็นเด็กสาววัยรุ่นกำลังเปิดประตูด้านผู้โดยสารแล้วก้าวลง เรือนร่างนั้นผอมบอบบาง ใบหน้าซูบซีด ติดจะหม่นหมอง แต่ก็ยังฝืนยิ้มเมื่อประนมมือไหว้

    “ลูกสาวหรือคะ” หล่อนถามทั้งที่เดาได้อยู่แล้ว

    “ครับ ลูกสาว มีอยู่คนเดียว ที่ได้คุณพราวไปช่วยสอนหนังสือนี่แหละฮะ”

    พิจารณาดูลูกสาวเขาซึ่งกำลังคุยกับลูกสาวตัว พรพรรณก็นึกเอ็นดู รู้จากลูกว่าเด็กคนนี้ครอบครัวแตกแยก พ่อแม่เลิกกัน ทั้งยังมีปัญหาอะไรอีกอย่างซึ่งลูกไม่ยอมบอก นัยว่าเป็นความลับ หากถึงกระนั้นก็ยังดูเป็นเด็กที่มีกิริยามารยาทเรียบร้อย รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ น่าอนาถใจนักที่ต้องมาเจอกับเรื่องหนักหนาสาหัสเช่นนี้ จะเป็นเรื่องอะไรหล่อนไม่อาจรู้ได้ แต่ดูจากอาการที่กลับเข้าไปนั่งเอนตัวพิงกรอบประตูรถ แล้วเหม่อมองดอกเฟื่องฟ้าสีสดหลังกำแพงบ้านฝั่งตรงข้าม ก็ให้สะท้อนใจ

    “พราวไปเอากระเป๋าเสื้อนะคะ” พราวไหมกลับมาบอกทั้งแม่และคนมารับไปพร้อมกัน

    สืบพงษ์มองตามร่างโปร่งระหงที่คล้อยหลังเข้าไปในบริเวณบ้าน แล้วเปรยอย่างพึงพอใจ

    “สนิทกันเร็วครับคู่นี้ ปกติฝ้ายไม่เคยสนิทกับใครเร็วขนาดนี้มาก่อนเลยครับ”

    สายตาของเขาเมื่อครู่ทำเอาคนเป็นแม่ของหญิงสาวชะงักไปชั่วขณะ หากพอพิจารณาดูอีกที แน่ใจว่าไม่เห็นความผิดปกติใดๆ แววตาเขายังคงราบเรียบไม่ต่างอะไรกับผิวน้ำไร้คลื่นก็ค่อยวางใจ  แรกๆ ที่ลูกบอกว่าจะไปเที่ยวทะเลกับพ่อม่ายลูกติดคนนี้ และจะค้างคืนด้วย หล่อนคิดหนัก เหตุก็เพราะไม่เคยเห็นตัวเขา ไม่เคยรู้จัก เคยได้ยินก็แต่ชื่อ อะไรที่รู้เกี่ยวกับเขาก็เท่าที่ลูกเล่าให้ฟัง หากพอมาเห็นตัวจริง เห็นการวางตัวที่เป็นผู้ใหญ่ บุคลิกที่ดูหนักแน่นมั่นคงอย่างนี้ก็สบายใจ

    “คืนก่อนมาส่งคุณพราวก็ไม่ได้เข้ามาทักทายเพราะเห็นว่าค่ำแล้วครับ” เขาละสายตากลับมาที่คนสูงวัยกว่าอีกครั้ง

    “ค่ะ พราวบอกแล้ว”

    “แต่วันนี้ยังไงก็ต้องมาให้คุณพรพรรณรู้จักตัว เพราะจะขอยืมคุณพราวไปสองสามวัน คุณพรพรรณจะได้ไม่เป็นห่วง”

    เสียงทุ้มนุ่มนวลเป็นกันเองมากทีเดียว ไม่เพียงเท่านั้นยังออกชื่ออย่างสนิทสนมทั้งๆ ที่เมื่อครู่ก็ยังไม่มีใครแนะนำให้รู้จักกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

    “ขอบคุณละค่ะ ขอบคุณที่กรุณาชวนพราวไปด้วย”

    คราวนี้ริมฝีปากได้รูปสวยเหยียดยิ้มกว้างทีเดียว

    “ฝ้ายหรอกครับที่รบเร้าขอให้พี่พราวไปด้วย ว่าแต่...คุณพรพรรณไปด้วยกันไหมฮะ บ้านพักที่นั่นมีสองห้องนอน ไปพักกันได้หลายคนครับ”
    พรพรรณส่ายหน้าเกรงอกเกรงใจ

    “โอย...อย่าเลยค่ะ รบกวนคุณสืบพงษ์เปล่าๆ พอดีพ่อบ้านเขาจะกลับวันนี้ด้วย ดิฉันต้องอยู่รับเขา”

    คำว่า 'พ่อบ้าน' นั้นไม่ค่อยเต็มเสียงสักเท่าไรนัก สิบกว่าปีมาแล้วที่อยู่ด้วยกัน หล่อนไม่เคยรู้เลยว่าควรเอ่ยถึงคุณภูมิต่อหน้าคนอื่นว่าอย่างไรจึงจะเหมาะสมที่สุด

    คำบอกเล่าเรียบเรื่อยต่อมาของผู้เป็นแขกทำให้ต้องประหลาดใจ

    “คุณภูมิไปญี่ปุ่นใช่ไหมฮะ”

    น่าแปลกพออยู่แล้วที่เขารู้จักคุณภูมิ นี่เขายังรู้ด้วยซ้ำว่าท่านไปไหน

    “คุณสืบพงษ์รู้จักคุณภูมิหรือคะ”

    “รู้จักครับ คุณภูมิไปสร้างออฟฟิศคอนโดใกล้ๆ สาขาหนึ่งของศูนย์การค้าครับ ก่อนนั้นที่สาขานั้นไม่มีฟู้ดคอร์ต พอมีคอนโดขึ้น มีสำนักงานของหลายบริษัท ก็มีคนมากขึ้น ผมก็เลยปรับชั้นใต้ดินเป็นสวนอาหาร ว่าไปแล้วคุณภูมิมีส่วนช่วยงานของผมมากทีเดียว” เขาเล่าอย่างเปิดเผย สุ้มเสียงบ่งชัดว่าชื่นชมคนที่ตัวเอ่ยถึงอย่างแท้จริง

    พรพรรณไม่เคยรู้เรื่องงานของคุณภูมิเลยแม้เพียงน้อยนิด หล่อนอยู่แต่ในบ้านมาร่วมสิบปี แทบไม่รู้เห็นความเป็นไปของโลกภายนอกเลยด้วยซ้ำ ไม่เพียงไม่รู้ ยังไม่สนใจจะรู้อีกด้วย จึงได้แต่รับฟัง ในเมื่อไม่มีความคิดเห็นใดๆ ในเรื่องนั้น

    เห็นสายตาเขาเบี่ยงเบนไปทางด้านหลัง ก็พอเดาได้ว่าลูกสาวคงกลับออกมาจากบ้านพร้อมกระเป๋าใบเล็กใบนั้นแล้ว

    “ไปทานข้าวต้มทะเลที่แม่กลองด้วยกันไหมครับ อยู่ใกล้แค่นี้เอง แล้วผมกลับมาส่ง” เขายังคงชวนอย่างมีน้ำใจ และหล่อนก็ซาบซึ้งเสียนัก

    “อย่าลำบากเลยค่ะ ต้องขับรถย้อนไปย้อนมา เกรงใจค่ะ ถึงจะไม่ไกล แต่ก็ไม่ใกล้เลยนะคะ”

    เห็นแล้วว่าทำไมลูกจึงได้ชื่นชมผู้ชายคนนี้เหลือเกิน ไม่เพียงเขาจะถ่อมตัว เป็นกันเองและมีน้ำใจเท่านั้น ยังไม่วางมาดนักธุรกิจใหญ่เพื่อข่มใครอีกด้วย แม้เพียงพูดคุยกันไม่กี่คำก็ยังรู้สึกได้

    ยิ่งประทับใจเมื่อเขาผละไปรับกระเป๋ามาเสียจากมือของลูกทั้งๆที่ ฝ่ายนั้นไม่ค่อยจะเต็มใจส่งให้

    พรพรรณตามออกมาส่งถึงรถเมื่อสืบพงษ์เดินนำมาเปิดประตูตอนหลังให้ลูกสาว ปิดประตูให้แล้วเลยไปเปิดท้ายรถเพื่อใส่กระเป๋าเสื้อลงรวมกับอีกสองใบ

    เห็นกระเป๋าโน้ตบุ๊กสีดำบนที่นั่งข้างๆ พราวไหมก็พอบอกได้ว่าการหลบไปชายทะเลของคุณสืบพงษ์ตามที่ลูกสาวเขาบอกเมื่อครู่คงไม่ใช่การหลบอย่างแท้จริงสำหรับเขา คงเพียงต้องการพาลูกไปให้ไกลห่างจากปัญหาเสียชั่วคราวเท่านั้นเอง ส่วนตัวเขาก็คงต้องทำงานต่อไป

    อีกอย่างที่เธอคาดไม่ถึงก็คือขอบเขตการพาลูกสาวหลบไปให้ไกลนั้นสำหรับเขาแล้วหมายถึงไกลแค่ไหน บ้านแบบบังกะโลสองห้องนอนของเขาว่าตั้งอยู่โดดเดี่ยวห่างชุมชนออกมามากแล้ว แต่คุณสืบพงษ์เหมือนจะต้องการปลีกสันโดษให้ไกลยิ่งกว่านั้นอีก เขาส่งเธอและปัญชิกาลงที่บ้านพักแล้วบอกว่าจะไปเอาเรือ ตอนนั้นเธอไม่ทันได้ฟังหรอกว่าหมายถึงเรืออะไร มัวแต่ตามสาวน้อยเข้าไปในบ้านเมื่อเจ้าของไขกุญแจให้

      บ้านพักหลังนี้มีขนาดใหญ่ทีเดียว เป็นเรือนชั้นเดียว สร้างด้วยอิฐถือปูนทาสีฟ้าน้ำทะเลอ่อนจาง หลังคามุงกระเบื้องสีน้ำเงิน ก่อสูงขึ้นจากพื้นประมาณหกนิ้ว หน้าต่างบานใหญ่ซึ่งรายรอบตัวบ้านช่วยสร้างความโปร่งได้มาก ด้านหน้าเป็นระเบียง พื้นปูเซรามิกแผ่นใหญ่ๆ มีบันไดสองขั้นขั้นไปทางด้านข้างทั้งสองด้าน รอบตัวบ้านรวมทั้งใต้ถุนลาดปูน ดูสะอาดสะอ้าน ด้านหลังมีไม้ต้นใหญ่ๆ และไม้พุ่มร่มรื่น พราวไหมเคยคิดว่าริมทะเลควรมีต้นมะพร้าวเป็นหลัก แต่รอบบ้านนี้กลับไม่เห็นต้นมะพร้าวเลยแม้แต่ต้นเดียว เท่าที่เห็นจะเป็นต้นอะไรบ้างก็ไม่รู้ เธอไม่มีความรู้เรื่องต้นหมากรากไม้สักเท่าไรนัก ถ้าเป็นคุณรองก็ว่าไปอย่าง ไม่ว่าจะเป็นไม้ใบ ไม้ดอก หรือไม้ผล คุณรองรู้ไปเสียหมด ไม่ว่าจะมีรูปทรงแปลกประหลาดหรือปกติธรรมดาอย่างไร เขาบอกได้หมดว่าชื่ออะไรบ้าง แถมยังบอกได้เป็นฉากๆ ถึงวิธีดูแลรักษาอีกด้วย

    เมื่อขึ้นมายืนบนระเบียง มองไปทางชายหาดก็เห็นว่าอยู่ใกล้นิดเดียว นอกจากเสียงคลื่นเสียงลมแล้ว แทบจะไม่มีอะไรอื่นให้ได้ยินอีก ที่นี่สวยและสงบเหมือนอยู่อีกโลก
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่