ระบำเงา (บทที่ 1)

ขอบคุณทุกคนที่อ่านเรื่องนี้ค่ะ
ขอบคุณ คุณ วิชยุ, น้องดาว Lady Star 919, คุณลิ ลายลิขิต, น้องมัด ฮิปโปโปตัวโตพุงโลชะมัด, จารย์จี Psycho man, คุณนัน turtle_cheesecake, คุณนะ เป่าชาง, คุณซอง เพลงเกือบพัน, คุณซูซี่ Susisiri, คุณป้าทุยบ้านทุ่ง

บทนำ   https://pantip.com/topic/36387078


บทที่ 1



    ร่างโปร่งบางในชุดกางเกงผ้าฝ้ายหลวมๆ สีเข้มเกือบดำ เสื้อแขนยาว คอปกบัว ผ่าหน้าตลอด เนื้อผ้านุ่มสีเทาอ่อน มีกระเป๋าหนังสะพายอยู่กับไหล่ แขนข้างเดียวกันหอบเสื้อกันหนาวตัวหนา อีกมือลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ ร่างนั้นดึงดูดความสนใจของชายหนุ่มก่อนอื่นใดหมด

พอแน่ใจว่าเป็นใคร เขาเปลี่ยนอิริยาบถจากที่เอนพิงราวโลหะเตี้ยๆ อย่างสบายอารมณ์อยู่เมื่อครู่เป็นขยับยืนตรงทันที สองมือยังคงซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกง เพ่งพิจารณาหญิงสาวซึ่งดูซูบลงกว่าครั้งหลังสุดที่เห็น

เพียงไม่นานฝ่ายถูกมองเหลือบมาเห็น ใบหน้าหมดจดยิ้มพราย คนยืนมองรู้ดีว่าไม่ใช่ยิ้มสำหรับตน แต่สำหรับหญิงวัยกลางคนซึ่งยืนอยู่ข้างๆ มากกว่า

    พอเห็นว่าคนที่มายืนคอยรับเป็นใคร เธอแทบถลาเข้าหา กระเป๋าเดินทางมีล้อลากถูกปล่อยทิ้งลงกลางทางนั่นเอง

    "แม่"

    สองคนแม่ลูก…คนหนึ่งเพิ่งมาถึง…อีกคนมาคอยรับอยู่นานแล้ว…ต่างโผเข้าหากัน

    "แม่เป็นยังไงบ้างคะ เป็นหวัดหายหรือยัง แล้วนี่..."

นัยน์ตากลมโตล้อมกรอบด้วยขนตาหนาเป็นแผงตวัดไปทางคนที่ยังคงยืนตระหง่านอยู่ที่เดิม สงสัยว่าเขามาสนามบินด้วยทำไม แต่ปากพูดต่อไปอีกอย่าง

"แม่ให้จำนงมารับพราวก็ได้ ไม่น่าจะต้องมาเอง"

    มืออวบอูมของคนเป็นแม่ลูบไล้แก้มนวลเนียนอย่างตื่นเต้นยินดี แต่ไม่ทันได้ตอบคำถาม เมื่อเห็นว่าสายตาของลูกเหลือบมองไปข้างหลังแวบหนึ่ง จึงได้กระซิบบอก

    "คุณรองอดหลับอดนอนมารับหนู ทักเขาเสียหน่อยสิลูก"

    ได้ยินคำสั่งกึ่งแนะนำอย่างนั้น เธอจึงประนมมือขึ้นหว่างอกอย่างพอเป็นพิธี แม้จะนับพี่นับน้องกันมากว่าสิบปีแล้ว แต่พราวไหมถูกสอนมาตลอดว่าต้องให้ความเคารพนับถือ 'คุณรอง' ในทุกกรณี และทุกสถานการณ์ ความนับถือนั้นฝังรากลึกจนการแสดงออกต่อกันมีเพียงอากัปกิริยามากกว่าคำพูด แต่ไหนแต่ไรมาแล้วที่เลี่ยงต่อปากต่อคำกับเขาได้ก็จะเลี่ยง

    คนถูกเรียกว่า 'คุณรอง' เพียงผงกศีรษะรับไหว้ แล้วก้าวยาวๆ เพียงสองสามก้าวเข้าฉวยหูกระเป๋าเดินทางมากระชับไว้ในมือเสียเอง ไม่สนใจแม้เมื่อเจ้าของทำท่าจะขอกลับคืนมา

    ความคุ้นเคยกับการสื่อสารกันนานปีด้วยการกระทำและอากัปกิริยา…ไม่ใช่คำพูด เมื่อฝ่ายหนึ่งหมุนล้อกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ไปทางประตู ฝ่ายเจ้าของกระเป๋าจึงจำต้องถอยห่างออกมา เหลือบไปสบตาผู้เป็นแม่ ก่อนสอดแขนเรียวบางเข้าคล้องกับแขนอวบ แล้วเดินเคียงกันตามหลังร่างสูงๆ ซึ่งลากกระเป๋านำไปที่ประตูทางเข้าตัวอาคาร

    "เขามากับแม่หรือคะ" เธอกระซิบถามแผ่วเบา

    "เมื่อเย็นคุณรองแวะไปที่บ้าน พอรู้ว่าเครื่องของพราวมาถึงกี่โมง ก็เลยอาสาขับรถพาแม่มา คุณภูมิไปพัทยา วันอาทิตย์เย็นๆ ถึงจะกลับ"

    พราวไหมถอนใจอย่างโล่งอกที่ไม่ต้องกลับไปเผชิญหน้าบิดาเลี้ยงในทันที รู้ดีว่าประโยคที่ว่า 'คุณภูมิไปพัทยา' นั้นหมายความว่าอย่างไร

เกือบปีแล้วกระมังที่แม่บอกมาทางโทรศัพท์ว่าเขามีผู้หญิงอีกคนแอบซ่อนไว้ที่นั่น ที่จริงจะเรียกว่าแอบซ่อนก็คงไม่ได้ เพราะแม่เองก็รู้ คนรอบข้างรู้กันหมด มีก็แต่เพื่อนฝูงในวงสังคมเท่านั้นที่รู้ก็เพียงระแคะระคาย จะว่าเขาปิดเป็นความลับไม่ให้ใครล่วงรู้ก็คงไม่ได้อีกเช่นกัน ในเมื่อชื่อเสียงความเป็นเสือผู้หญิงของชายวัยล่วงหกสิบผู้นั้นเป็นที่เลื่องลือ ว่ามีผู้หญิงมากคนจนตามกันไม่ทันว่าเป็นใคร และอยู่ที่ไหนกันบ้าง

และเมื่อคุณภูมิไปต่างจังหวัด คนขับรถประจำบ้านก็ต้องตามติดไปด้วย ปล่อยให้คนอื่นที่บ้านไปไหนมาไหนกันได้ลำบากแม้จะมีรถราคาแพงจอดอยู่จนเต็มโรงรถก็ตาม ก็ในเมื่อคนที่ขับรถคล่องมีอยู่เพียงคนสองคน และคนขับรถก็มีหน้าที่ติดตามเขาไปทุกหนทุกแห่ง ดังนั้นเมื่อเจ้าของบ้านไปไหนไกลๆ คนอื่นซึ่งอาศัยอยู่ที่นั่นก็จำต้องขึ้นรถเมล์หรือไม่ก็นั่งแท็กซี่กันจนเป็นเรื่องปกติ พรพรรณนั้นพอขับรถได้บ้าง แต่ก็เพียงระยะทางใกล้ๆ และในเวลาที่การจราจรไม่หนาแน่นนัก รถคันเล็กๆ ที่มีจึงยังคงดูใหม่เอี่ยมเหมือนเพิ่งซื้อ ก็ในเมื่อไม่ค่อยได้ใช้ขับไปไหน

    "เล่าให้แม่ฟังได้หรือยังว่าเรื่องมันเป็นยังไง"

    คนสูงวัยกว่าตั้งคำถามซึ่งคาอยู่ในใจทันทีที่มีโอกาส

    พราวไหมหลบสายตาพินิจพิเคราะห์คู่นั้น ที่จริงก็ไม่ใช่ไม่รู้ แต่เรื่องนั้นจะเล่าให้ใครฟังตรงๆ ได้อย่างไร...แม้แต่แม่เองก็เถอะ

    "เรื่องอะไรคะแม่"

    "เรื่องแก๊สอะไรนั่นไง ตกลงว่าแก๊สมันรั่วหรือว่ายังไง"

    แม้สองขาจะยังก้าวตามคนเดินนำที่เห็นลิ่วๆ พ้นประตูตัวอาคารผู้โดยสารขาเข้าออกไปภายนอกแล้ว แต่สายตาห่วงใยยังไม่ละจากใบหน้าของลูกสาว

    "บ้านมันเก่าแล้วน่ะค่ะ" เธอเกริ่นก่อนอย่างลังเล ไม่กล้าสบสายตาด้วยรู้ว่ากำลังพูดปด

    "แก๊สก็เลยรั่ว เป็นความผิดของพราวเองด้วย เปิดเตาไว้จะอุ่นกับข้าว เสร็จแล้วลืม"

    พรพรรณยังคงพิจารณาใบหน้าด้านข้างของคนอ่อนวัยกว่า ความสงสัยยังคงคุกรุ่นอยู่ในใจ

    เมื่อเห็นแม่เงียบไป พราวไหมหันมาดู

    "พราวลืมจริงๆค่ะแม่ เย็นวันนั้นใจมันไม่อยู่กับร่องกับรอยด้วย กำลังจะสอบคอมพรีเฮนซีพ*อยู่อีกไม่กี่วัน กำลังกลัวว่าจะเตรียมตัวไม่ทันน่ะค่ะ"

    "แล้วตกลงว่า..."

    ยังไม่ทันพูดจบประโยค เห็นคนเดินนำหยุดอยู่ริมบาทวิถีหน้าตัวอาคาร ขยับกระเป๋าเดินทางที่ลากมาข้างหลังให้ตั้งขึ้น แล้วเหลียวมาบอก

    "คุณอาคอยอยู่ที่นี่นะครับ ผมจะไปเอารถ" ละที่จะพูดกับผู้เพิ่งเดินทางมาถึงอีกครั้ง เพียงแค่ใช้สายตาเป็นตัวบอกให้รู้แทน

    "เราเดินไปด้วยกันก็ได้ค่ะ เกรงใจถ้าคุณรองต้องไปเอารถคนเดียว แล้วยังต้องขับขึ้นมารับอากับพราวอีก"

    'คุณอา' ค้านเกรงอกเกรงใจ

    "ไม่เป็นไรครับ ผมไปคนเดียวเร็วกว่า รถจอดอยู่ไม่ไกล คุณอากับพราวคอยอยู่ที่นี่แหละ"  เป็นครั้งแรกที่เขาเอ่ยชื่อเล่นของพราวไหมออกมาตรงๆ

    และโดยไม่คอยให้สองคนแม่ลูกได้มีโอกาสได้ค้านอีก เขาออกเดินลิ่วไปที่บันไดเพื่อลงไปชั้นจอดรถ มีสายตาอ่อนเชื่อมของผู้เพิ่งมาถึงมองตามหลัง

สองปีที่ไม่ได้เห็นกัน ภาษิตยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยังคงปฏิบัติต่อเธออย่างห่างเหินเหมือนเคย นับแต่เล็กๆ มาแล้วที่เรียนรู้ว่าอยู่ให้ห่างเขาได้เป็นดีที่สุด ไม่ใช่ว่าเขาถือตัว หรือดูถูกฐานะของแม่ แต่ความเงียบเฉยของเขา มันทำให้เกรงอยู่ลึกๆ แม้เมื่อต่างคนต่างเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ทุกอย่างก็ยังคงเหมือนเดิม บางครั้งเคยสงสัยว่าจะมีไหมที่วันหนึ่งเขาจะยอมพูดจาด้วยดีๆ พูดกันอย่างพี่น้อง แม้จะไม่ใช่พ่อแม่เดียวกันก็เถอะ

    เพราะเหตุที่เครื่องบินเที่ยวนี้มาถึงตีสอง บริเวณหน้าตัวอาคารผู้โดยสารขาเข้าจึงดูว่างเปล่า มีคนยืนคอยรถอยู่ไม่มาก รวมทั้งผู้โดยสารต่างชาติที่กำลังขนของขึ้นแท็กซี่และรถบัสของโรงแรมอีกจำนวนหนึ่ง

    "แม่เป็นหวัดหายดีหรือยังคะ" พราวไหมย้อนทวนคำถามเดิมที่เมื่อครู่ยังไม่ได้คำตอบ

    "หายหลายวันแล้วลูก" หล่อนตอบยิ้มๆ กระชับแขนบางของลูกสาวให้แนบแน่นขึ้นอีก ก็มีกันแค่สองคนแม่ลูกเท่านี้นี่นะ

"ตกลงว่าเรียนจบจริงๆแล้วใช่ไหม ไม่กลับไปเรียนต่ออีกนะ"

    คนเป็นลูกหัวเราะเสียงใส แรกๆ ที่เริ่มเรียนปริญญาโท ก็ตั้งใจว่าทำวิทยานิพนธ์เสร็จแล้วจะต่อปริญญาเอกเลย แต่เมื่อเวลาผ่านไป เห็นค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งงานที่ทำในร้านขายหนังสือของมหาวิทยาลัยก็ไม่พอกับรายจ่าย จำต้องพึ่งเงินจากเมืองไทยอยู่เสมอ รู้ด้วยว่าเงินที่แม่ส่งให้เป็นบางครั้งจริงๆ แล้วมาจากไหน เกรงว่าจะเป็นหนี้บุญคุณของคนๆ นั้นเสียจนท่วมท้น ไม่มีวันใช้คืนได้หมด จึงได้เปลี่ยนใจ ไม่เพียงเท่านั้น แทนที่จะทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโท ซึ่งจะใช้เวลานาน ก็เปลี่ยนเป็นสอบหลังเรียนจบคอร์สเวิร์คแทนอีกด้วย

    ส่วนแผนที่จะเรียนต่อปริญญาเอกนั้นเป็นอันว่าพับไปโดยปริยาย
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่