อาทิตย์อับแสง (บทที่ 19) โดย มานัส

กระทู้สนทนา
อาทิตย์อับแสง (บทที่ 19)



ว่าจะไม่เหลือบมองห้องข้างๆ แล้ว แต่เกษราก็ไม่สามารถทำได้ ให้เดินผ่านทุกครั้งเธอก็ต้องหยุด…ตัดสินใจ

ข่มใจ…ให้แน่ใจ

“เอาไว้ให้เราใจเย็นลงก่อน แล้วค่อยลุย”

ทุกครั้งหญิงสาวมักบอกกับตัวเองเช่นนี้

จะ…ลุย จะเอาเรื่องคนอื่นมันต้องมีศิลปะ ช่วงจังหวะเวลา และอารมณ์ของเรา

ยิ่งช่วงนี้ เธอต้องเล่นบทนางเอกแสนอ่อนหวานในละคร ดังนั้น ระหว่างที่กำลังถ่ายทำหญิงสาวอยากจะเบรกอารมณ์ของตัวเองในชีวิตจริงไว้

“พี่เกดจะกลัวอะไรคะ จัดการเลย อัดไปเลย” เหมียวเปรี้ยวผู้ช่วยสาวของเธอก็ช่างยุ ราวเชียร์มวยคู่เด็ด “เดี๋ยวอีตานั่นก็ได้ใจ”

และแม้เกษราจะไม่กลัว แต่ก็มีบางอย่างที่ทำให้เธอ…ยับยั้ง

ให้อยากจะต่อว่า…คนเช่าห้อง อย่างหนักสมกับความโกรธที่เขาเกือบทำให้เธอเสียงาน

แต่หลายคราเธอมักได้ยินเสียวแว่ว แจ้วๆ จากความทรงจำของไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เสียงของคนที่พยายามท่องอย่างสนุกสนาน คล้ายเขากำลังเรียนรู้อะไรบางอย่าง

ปลูกต้นแก้วทับทิมที่ริมตึก
ร่มรื่นครื้นครึกล้วนพฤกษา
กุหลาบออกดอกแซมแย้มระย้า
ทั้งพุดจีบปีบจำปาสารภี


[“พระอภัยมณี” ประพันธ์โดย สุนทรภู่]


และคนที่ท่องผิด ท่องถูก อ่านขาดๆ เกินๆ มักจะล้ออยู่เสมอ

‘หนูปีป…จำต้องปาสารผี’




เพียงแต่ว่าเสียงก๊อกแก๊กจากที่จับเปิดประตูห้องทำให้เกษราชะงัก มองด้วยความฉงน ได้ยินเสียงผู้หญิงแว่วสั่งจากด้านใน ก่อนประตูห้องจะถูกเปิด

ผู้หญิงวัยเลยกลางคนผิวขาวจัดในเสื้อพื้นๆ กางเกงสีดำ ที่เดินออกมาเป็นคนแรกยังคงส่งเสียงสั่ง ไม่สนใจดาราสาวที่ยืนนิ่งแน่เยื้องๆ บนทางเดิน

หากเกษราจำได้ว่า เธอเคยรับฝากถุงกระดาษจากผู้หญิงคนนี้เพื่อเอาขึ้นมาให้เขา

‘…สาวแก่แม่ม่าย…’

ที่ไม่วายหลงเสน่ห์ของนายธนาคารรูปงาม

“ระวังนะจ๊ะ ระวัง…ตรงเท้าของคุณ”

การสั่งการนั้นอ่อนโยน แต่แฝงแววเด็ดขาด หากก็ไว้ซึ่งความเป็นห่วงที่มีแก่ชายหนุ่มผู้ที่กำลังถูกเบลล์บอยของตึกหามปีกออกมาอย่างทุลักทุเล

คนตัวเล็กสองคน หามคนตัวใหญ่

ให้ตอนแรก เกษราอยากจะค่อนในใจว่า ‘เมาอีกแล้ว อีตาภูเก็ต’

ทว่า อะไรบางอย่างบอกว่านี่ไม่ใช่การเมา

หากว่า…อีตาภูเก็ต…หน้าซีด แทบไม่มีสติแม้แต่จะทรงตัว

หญิงสาวก้มหน้าเพียงนิดมองที่ขาของคนที่ถูกหามปีก เท้าข้างซ้ายของเขาบวมจัดกว่าปรกติ ถูกพันด้วยผ้าสีขาว

“คุณ…” ผู้หญิงวัยเลยกลางคนทักขึ้นเมื่อเห็นว่าใครยืนอยู่ด้านนอก “ต้องขอโทษนะจ๊ะ ป้าทำเสียงดังรบกวน”

และแม้จะบอกเช่นนั้นหากสายตายังคงมองที่ร่างของชายหนุ่มที่พึมพรำอะไรบางอย่าง

“ฉันจะพาเขาไปโรงพยาบาล”

นั่นคือสิ่งที่ผู้หญิงคนนั้นบอก ที่เกษรายังคงไม่เข้าใจว่า บอกเธอทำไม

แต่ก็ดีที่รู้ อย่างน้อยก็ยังไม่ต้องวีนในตอนนี้

แต่ภูเก็ตดูท่าจะอาการหนักทีเดียว

“ค่าเช่าเดือนนี้ ฉันจะจ่ายแทนเขาเอง เดี๋ยวฉันพาเขาไปโรงพยาบาลแล้วจะกลับมา”

นั่นทำให้เกษราเพียงพยักหน้าด้วยความงุนงง หากแล้วทุกอย่างก็กระจ่าง

เดือนนี้ แม่ยกจ่าย

แต่จะมาจ่ายจริงหรือไม่ หญิงสาวไม่สนใจ เพราะเกรงว่านั่นจะเป็นข้ออ้างเพื่อพบดาราดังเช่นเธอ

เพียงแต่ว่า อีกสี่ห้าชั่วโมงต่อมา ก็มีเสียงกดออดเรียกหน้าห้องพัก และเมื่อเปิดประตูออกไป เธอจึงพบว่าเป็นสตรีผู้นั้น

“ฉันรบกวนเวลาคุณเพียงครู่เดียว เห็นหมิง…ภูเก็ต เป็นห่วงเรื่องค่าเช่าเดือนนี้ ว่ายังไม่ได้โอนให้ ฉันก็เลยจะมาจ่ายแทน”

ท่าทางกระวนกระวายของหญิงวัยเลยกลางคนนั้นมีมากกว่าการเป็นห่วงเรื่องค่าเช่าเป็นแน่

“อาการเขาเป็นอย่างไรบ้างคะ” เกษราถามกลบท่าทีเป็นห่วงเกินจำเป็นจนหมดสิ้น

“ไข้ขึ้นสูงมาก และแผลก็อักเสบ ท่าทางจะพักผ่อนน้อยด้วย” การหัวเราะนั้น ไม่ได้บ่งบอกอาการขบขัน หรือความสุขอะไรแต่อย่างใด แต่มันเป็นการกลบความรู้สึกหลายอย่างที่ตัวพยายามจะปิดบัง ก่อนที่จะยื่นถุงกระดาษให้อีกฝ่าย “นี่เป็นข้าวและก็กับข้าวสามสี่อย่าง ฉันทำเองเมื่อเช้าให้หมิง ถ้าคุณไม่รังเกียจ ฉันก็ขอให้รับไว้ หมิงต้องนอนโรงพยาบาลอีกหลายคืน คงไม่มีโอกาสได้กิน”

“ไม่เป็น…”

“รับไว้เถอะ” ผู้สูงวัยกว่าคะยั้นคะยอ “ถือว่าฉันขอร้อง แล้วนี่ ค่าเช่าเดือนนี้”

ซองขาวบ่งบอกชื่อธนาคารที่เงินจำนวนนี้ถูกถอนถูกยื่นให้ดาราสาว

“ไม่ต้องหรอกค่ะ” เกษรารีบปฏิเสธ

“วันนี้วันสุดท้ายที่จะต้องจ่ายของเดือน ถ้าช้าไป คุณก็จะเอาไปอ้างไล่เขาได้ ฉันไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น และหมิงก็คงไม่ยอม ไม่ชอบ”

“รอให้คุณภูเก็ต...”

“ขอให้ฉันได้ทำอะไรเพื่อเขาบ้าง” คนบอกไม่ยอมง่ายๆ “เป็นสิ่งเดียวที่ฉันให้เขาในหลายๆ ปี คุณรับไป แล้วแค่เขียนรับรู้ถึงการจ่ายนี่ก็พอ หรือจะให้บัญชีของคุณมาก็ได้ ฉันจะไปโอนให้ คุณนับดูก่อน…”

“อย่าเลยค่ะ”

เกษราปฏิเสธอีกครั้ง เพียงแต่ว่า

“รับไว้เถอะ ฉันขอร้อง”

การขอ...บวกกับแววตาและน้ำเสียงอ้อนวอนทำให้ดาราสาวใจอ่อน

เธอรับ…แล้วเชิญผู้มาเยือนเข้ามาข้างในห้อง ให้รอระหว่างที่เธอทำหนังสือรับเงินให้

เกษราเขียนเร็วๆ ลวกๆ ด้วยความคิด

ถ้าเดือนนี้อีตาภูเก็ตจ่ายเงินค่าเช่าช้าเพราะถูกหามส่งโรงพยาบาลแบบนี้ เธอยังจะใจไม้ไส้ระกำหาเรื่องไล่เขาไปด้วยเหตุผลนี้เชียวหรือ

แต่อีกความคิด…มีเวลาจ่ายตั้งห้าวัน แล้วทำไมต้องรอจนวันสุดท้ายทุกที

ในเวลานี้หญิงสาวเหลือบมอง…ผู้หญิงคนนั้น ที่ก่อนหน้านี้นั่งนิ่งที่โซฟารับแขก หากตอนนี้กำลังเดินช้าไปที่แกรนด์เปียโนตัวใหญ่ที่ตั้งกลางห้อง

“เล่นเปียโนด้วยหรือคะ” คำถามเจิมด้วยรอยยิ้มบาง ยามมือแตะที่ตัวเปียโน

“ค่ะ ต้องเล่นในละครเรื่องใหม่ที่กำลังถ่ายทำ”

“หมิงก็ชอบเล่น แต่ฉันไม่เคยได้ฟังหรอก รู้แต่ว่าเขาชอบ” แววเสียงถอนอาลัยจนคนฟังใจหาย

“คุณภูเก็ตไม่เคยเล่นให้ฟังหรือคะ”

เกษรายังเรียกชื่อจริงของเขา ไม่ชินนักหรอก…หมิง

นั่นคงเป็นชื่อเล่นที่คนสนิทจริงๆ ถึงเรียก เพราะแม้แต่ทีมของเขาที่ธนาคาร ทุกคนก็เรียก…ภูเก็ต

บางทีก็…ภู

อีตาภูเก็ตมีชื่อเล่นกับเขาเหมือนกัน

เมื่อถึงถึงตรงนี้ หญิงสาวยิ้มเยื้อนอย่างลืมตัว

ฟังดูจีนๆ แปลกๆ

“คุณยิ้มสวยกว่าในทีวี”

เสียงของคนช่างพิเคราะห์ทำให้เกษราพลันปรับสีหน้าปรกติ ก่อนจะรีบจรดลายเซ็นบนกระดาษ

“รู้จักคุณภูเก็ตมานานแล้วหรือคะ” เธอสงสัย มือเรียวเล็กยื่นกระดาษรับเงินให้อีกฝ่ายที่รับไป

“นาน…” การทอดเสียงอาลัยแกมเศร้า อีกแล้วที่คนฟังใจหาย “นานจนเขาลืมไปแล้วมังว่าฉันรัก และเป็นห่วงเขามากแค่ไหน”

คำบอกนั่น ทำให้เกษราต้องคิด

ผู้หญิงคนนี้รักอีตาภูเก็ตจริงๆ เป็นรักที่ฉายออกจากทั้งแววตา และคำพูด ไม่ได้เสแสร้งแกล้งทำ

และรักมาก ถึงกับออกเงินเป็นหมื่นๆ ให้

แล้วอีตาภูเก็ตล่ะ…รัก บ้างหรือเปล่า

รักผู้หญิงคนนี้ หรือว่ารักใครคนอื่น ใคร…ที่ไม่ใช่…ระริน










แววตาที่มองห้องว่างเปล่าปราศจากเงาของเจ้าของนั้นเย็นชาเฉดเช่นทุกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้มันแฝงแววฉงน

ณัฐย่อมรู้ ‘ไอ้หมอนั่น’ ไม่เคยลางาน ไม่เคยขาด ไม่เคยสาย…นอกเสียจากต้องไปประชุมหรือไปหาลูกค้า

และเราเพราะการที่มันไม่ลา ทำให้เขาลาไม่ได้

ทว่าครั้งนี้ เขาประหลาดใจ จนต้องเอ่ยถามผู้เป็นนายที่บอก

“มันลาป่วย เห็นว่าเข้าโรงพยาบาล”

คำบอกยืนยันจากพนักงานของทีมเอ ที่พากันไปเยี่ยม ว่ากันว่า อาการหนัก…และการรู้เช่นนั้นทำให้ณัฐยิ้มกระหย่อง

แค่นี้ไอ้ภูเก็ตถึงกับเดี้ยง

เขากับผู้เป็นเจ้านายของฝ่าย แค่บีบบังคับให้มีการย้ายลูกค้าขั้นดีของทีมเอ มาให้เขาบริหารจัดการ

ลูกค้าเหล่านั้นเป็นแหล่งเงินของทีมเอ จำนวนเงินมหาศาล

และลูกค้าบางคน ก็ไม่ยอมย้ายถึงกับวีน จนหลายคราที่ภูเก็ตต้องเคร่งเครียดจัดการ

นี่แค่เริ่มต้นเท่านั้น

จนเขาเองก็อยากรู้ตอนจบเร็วๆ เสียยิ่งนัก คนอย่างนั้นจะรับได้แค่ไหน

“เริ่มแผนสองได้เลย”

ณัฐกรอกคำสั่งตามสาย เพียงแต่ว่าเสียงแข็งของอิมอล์ที่ยอกย้อน ทำให้เขาขึงเครียด

“ไม่ต้องมาสั่ง ฉันจะเริ่มเมื่อฉันพร้อม เข้าใจไหม”

และเมื่อเป็นเช่นนั้นณัฐจึงได้เพียงแต่ยอมรับด้วยใจที่ร้อนรุ่ม บอกกับตัวเองว่า…เมื่อจัดการภูเก็ตแล้ว คนต่อไปก็ต้องเป็นอิมอล์

ความมาดมั่นนั่นถูกตอกย้ำเมื่ออีกฝ่ายสั่งอย่างเยาะเย้ย

“เย็นนี้แกไม่ต้องรีบกลับนะ ฉันจะไปหาน้องสาวแก”

และความเจ็บปวดที่ต้องรับรู้ก็ทำให้ใจของเขาดิ้นพราดๆ เพียงแต่ว่าหน้าตาขตึงแสดงถึงความโกรธแค้นอย่างแสนสาหัส

อารมณ์ที่ผสมผสานกันกับความเป็นจริง มันช่างยอกย้อนตอกย้ำเหลือเกินว่า เขาต้องสูญเสียมากมายเหลือเกิน

ทุกอย่างก็เพราะคนเพียงคนเดียว…ไอ้ภูเก็ต!




“คุณเกษราไม่รับนัดครับ บอกว่าถ้าพนักงานของธนาคารจะติดต่อไปก็ให้เป็นแค่พี่ภูเก็ต หรือไม่ก็พี่ธิ”

การรายงานของลูกน้องในทีมทำให้ณัฐสะดุ้งจากภวังค์ความคิด เพียงแต่ว่าใบหน้าที่เงยมองคนที่รายงานนั้นยังไม่สลัดความขุ่นแค้น ตาถตึงก็คล้ายจะย้ำเช่นนั้น จนคนที่รายงานถอยร่นไปสองสามก้าวด้วยความกลัว

“ก็ให้สาธิณีจัดการ ฉันต้องการพบกับเกษรา” คำสั่งแข็งมาดมั่น ไม่ยอมลดละ

“แต่พี่ธิไม่ยอมครับ บอกต้องให้พี่ภูเก็ตสั่งลงมา”

“เฮ้ย!” กำปั้นฟัดลงหนักบนโต๊ะ

มือขวาที่มีรอยแผลเป็นกรีดยาวยังคงกำแน่นราวเจ้าตัวพยายามอย่างสุดฤทธิ์ที่จะควบคุมอารมณ์

เพียงแต่ว่านั่นเป็นสิ่งที่ณัฐไม่เคยทำได้เลยยามโกรธจัด เมื่อไม่ได้ดั่งใจต้องการ

“ไปบอกมันว่ากูสั่ง!”

“แต่…”

“ออกไป” เสียงนั่นเบา จนคนฟังงุนงง “พรุ่งนี้ไม่ต้องมาทำงาน กูไล่ออก”

การไล่…ง่ายดายนัก

“อะไรนะครับ” คนฟังไม่แน่ใจ

“หูหนวกหรือไง ไป! เก็บของแล้วไป!”

ณัฐตะโกนไล่ซ้ำไปมา ไม่สนใจคนในฝ่ายคนอื่นๆ ที่บัดนี้เดินมุงกันเข้ามา

ไม่สนใจเสียงด่าไล่หลังของคนที่เขาเพิ่งให้ออก คนนี้ก็เหมือนอีกหลายๆ คนในฝ่ายที่มาจากทีมเอ จงรักภักดีต่อหัวหน้าเก่า ถึงแม้ว่าจะโดนย้ายมาอยู่ทีมของเขาแล้วก็ตาม

คนของไอ้ภูเก็ต!

และคนพวกนี้ จะเอามันไว้ไม่ได้เลยสักคน

เพียงแต่ว่านั่นไม่ใช่เหตุผลที่ณัฐอ้างเมื่อเจ้านายของเขาถาม

“เด็กคนนี้ไม่ค่อยฟังคำสั่ง บอกอะไรก็ไม่ยอมทำตาม อีกอย่างผมจับได้ว่าโกงตอนเบิกค่าใช้จ่ายเลี้ยงลูกค้า”

เมื่อได้ทีเขาก็ใส่สี โยนความผิดไปให้คนที่ไม่มีโอกาสแก้ตัว ยิ้มแสยะคลี่ออกช้าๆ หลังจาที่เจ้านายเดินออกไปแล้ว

คนที่โกงเบิกค่าใช้จ่ายก็คือเขา

มีหนแรก หนสอง และหลายหนต่อๆ มา

มีลูกน้องในทีมที่ถามถึง แต่ไม่มีใครกล้าฟันธงว่าเขาทำผิด คราวนี้เมื่อได้ที ณัฐจึงไม่รีรอที่จะโยนความผิดให้คนที่เขาเพิ่งไล่ออก

นี่แค่แพะตัวแรก และจะต้องมีตัวต่อๆ ไป

เขาจะบีบภูเก็ตและคนของมัน บีบไปเรื่อยๆ ให้หมดหนทางไป

“แอนนี่” ชายหนุ่มกรอกเสียงผ่านโทรศัพท์เรียกคนที่อยู่ปลายสาย “คืนนี้พี่กลับบ้านดึกหน่อยนะ”

การบอกเช่นนี้ทั้งเขาและเธอย่อมรู้ว่าเพราะอะไร ณัฐไม่สนใจคนที่มีเสียงสะอื้นเล็กน้อย ใจของเขาชินชาเสียแล้ว ชิน…จนราวว่าทุกอย่างเป็นการสนทนาปรกติ ก่อนจะบอก

“เตรียมตัวด้วย วันมะรืนพี่จะให้มาสัมภาษณ์งานที่สำนักงานใหญ่ ตอนนี้มีตำแหน่งเปิด เดี๋ยวพี่จะให้ฝ่าย HR ประกาศเป็นทางการเลย”

และเช่นเคย ชายหนุ่มไม่สนใจว่านั่นเป็นความต้องการของอัญชลีหรือไม่ เขารู้เพียงว่า

เขาต้องการ

เมื่อเป็นเช่นนั้น…เขาต้องได้

รอยยิ้มเหี้ยมที่ปรากฏนั้นพร้อมกับการกดเรียกจากโทรศัพท์มือถือราคาแพง

ศัตรูของศัตรูคือผองเพื่อน
ไม่ลางเลือนจริงแท้แน่ทุกหน
อยากชนะมันผู้ใดในสากล
ล้วนต้องล้นหาคนที่ชังมัน



แต่ต่อให้ชิงชังไอ้ภูเก็ตยิ่งนัก แต่มีหลายอย่างที่ณัฐถอดแบบมันผู้นั้นมา

เพียงแต่ว่าเขาขยาดเกินจะยอมรับ

“สวัสดีครับ...” การทักทายทางโทรศัพท์นี้ก็เช่นกัน คำพูดและการลากเสียง

แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่เขาก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟทุกครั้งที่มีคนในธนาคารซุบซิบเรียกเขาว่า...ภูเก็ตสอง

หรือนินทาว่า

‘เหมือนคุณภูเก็ตเลย’

แต่นั่นไม่เท่ากับ...

‘อีนี่โรคจิต ต่างจากคุณภูเก็ตที่ดีทั้งกายและใจกว่าตั้งเยอะ’

ณัฐไม่ชอบให้ใครเปรียบเทียบเขากับ…ไอ้นั่น

เมื่อเป็นเช่นนั้น ถ้าใครที่…บังอาจทำ เขาก็จะจัดการถ้าจัดการได้ ถ้ายัง…ไม่ได้ ก็รอ

เหมือนเช่นที่เขารอ…ในทุกๆ วันนี้

รอ…ด้วยความมาดมั่น

“ผมมีเรื่องที่อยากจะเสนอ” ชายหนุ่มกรอกเสียงถึงผู้อยู่ปลายสาย “คุณอนุสรณ์พอจะมีเวลาว่างไหมครับ ผมจะขอเข้าไปพบพรุ่งนี้”




(ต่อ)
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่