อาทิตย์อับแสง (บทที่ 21)
ความไม่พอใจจนกลายเป็นความตึงเครียดที่ณัฐมีให้กับเพื่อนร่วมงานนั้นสัมผัสได้ง่ายดาย โดยที่เกษรารับรู้ทั้งๆ ที่ไม่ตั้งใจ หากนั่นเพราะณัฐไม่สนใจที่จะปิดบังเสียมากกว่า
รอยร้าว…ไม่ใช่ซิ…รอยแค้น มันชัดจนรู้สึกได้ ทำให้เธอนึกเกร็งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ต่างจากความรู้สึกที่เธอสัมผัสได้จากภูเก็ต
และนั่นไม่ใช่ความแตกต่างเพียงข้อเดียวระหว่างนายธนาคารสองคนนี้
ภูเก็ต…คล่อง มั่นใจ ชัดเจนในทุกคำพูดและอิริยาบถ ทำให้คนที่สนทนาด้วยเชื่อใจ ไว้ใจ
ทว่าในเวลานี้ การเสนองานของณัฐเกือบจะทำลายความมั่นใจของเธอที่มีกับธนาคารแอลทัสเสียด้วยซ้ำ
ณัฐพูดเร็ว พูดคล่อง และแม้จะเป็นเช่นนั้น แต่เธอก็ฟังเขาไม่รู้เรื่องต่อให้พยายามตั้งใจฟังแค่ไหนก็ตาม จับใจความไม่ได้สักอย่าง
ณัฐช่างต่างจากภูเก็ตนัก และในความต่างนั้น ก็ยังมีข้อดี หรือความโชคดีที่เขามีเหนือกว่าภูเก็ต
ความช่วยเหลือจากบริษัทแม่ที่ทุ่มทั้งคน ทุ่มทั้งข้อมูลให้ทีมของณัฐอย่างเต็มที่นั้น ทำให้เขายังพอมีความน่าเชื่อถือ อีกทั้ง ทีมของณัฐก็เพิ่มคนมากขึ้นเรื่อยๆ ช่างต่างจากทีมของภูเก็ตนัก
แต่ภูเก็ตก็ไม่มีวี่แววว่าจะย่อท้อ และแม้เขาไม่เคยปริปาก แต่เกษราก็รับรู้จากน้องๆ ร่วมทีมของเขา หรือว่าบางทีที่สาธิณีพลั้งเผลอ
‘ทีมเราโดนตัดคนค่ะ’ หากนั่นไม่เศร้าใจเท่า ‘และไม่มีนโยบายเพิ่มคนด้วย’
“คุณเกษราไม่คิดจะลงทุนเพิ่มหรือครับ”
คำถามของนายธนาคารหนุ่มทำให้ดาราสาวตื่นจากภวังค์ เพียงแต่ไม่ใช่เพราะคำถาม หากเพราะความคิดเสียมากกว่า
“เงินที่โอนไปเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วยังไม่พออีกหรือ” เธอติงอย่างที่ใจคิด
จำนวนเงินที่เธอไว้ใจ ให้ ตามที่ณัฐได้แนะนำนั้นเกือบเท่ากับมูลค่าการลงทุนที่เธอเคยลงเพื่อล่อ…อีตาภูเก็ตเลยทีเดียว
เพียงแต่ว่า กับอีตาภูเก็ต การลงทุนของเธอมีผลเป็นที่น่าพอใจ ไม่ว่าจะเป็นการเอาใจใส่ของทีม หรือการให้ข้อมูลเท่าที่มี การแนะนำ หรือแม้กระทั่งผลตอบแทน
“มันคนละส่วน…” ณัฐแย้งเสียงแข็ง พลันนิ่งไปทันทีที่รู้ตัว
“ไม่ดีกว่าค่ะ” หญิงสาวยักไหล่ “ฉันไม่ชอบกระจายความเสี่ยง คุณอย่าทำอะไรตอนนี้ เอาไว้แบบเดิมเหมือนตอนที่พอร์ตยังอยู่กับทีมคุณภูเก็ต”
คำตอบเช่นนั้นทำให้ณัฐไม่พอใจ ทีท่าของเขาอีกฝ่ายดูออก เพียงแต่ว่า ณัฐมักคิดเสมอว่า…ไม่ว่าใครก็ดูไม่ออก
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เขาก็ไม่พอใจอยู่ดี ดังนั้นเขามักไปฟ้องหัวหน้าแผนกทุกครั้งที่ทำได้
‘ภูเก็ตกีดกันผม ไม่รู้ไปพูดอะไรกับพวกแก็งค์ดารา พวกนั้นถึงไม่ยอมลงเงินกับเราเพิ่ม’
ไม่ว่าความจริงเป็นอย่างไร ภูเก็ตก็ ต้อง ผิดอยู่ดี โดยเฉพาะกับผู้เป็นหัวหน้าฝ่าย ณัฐรับรู้ตั้งแต่เมื่อตอนสัมภาษณ์งานว่า ’อีเจ๊’ ผู้เป็นเจ้านายไม่พอใจแกมอิจฉาริษยาภูเก็ต
คนสองคนไต่เต้าขึ้นมาพร้อมกัน อายุห่างกันเพียงแค่สามปี
แทบทุกคนในธนาคารรู้ดี ‘อีเจ๊’ ขึ้นมาเป็นนายของฝ่ายได้ ก็เพราะภูเก็ตไม่คิดจะสู้
ภูเก็ตเรื่อยๆ เฉื่อยๆ ภาระไม่เยอะ ตำแหน่งไม่สูง แต่เงินเดือนและโบนัสมากนัก ก็มากกว่า ‘อีเจ๊’ ที่จับพลัดจับพลูมาเป็นหัวหน้าแผนกเพียงเพราะ ‘อาวุโสกว่า’
ทว่าพอร์ตการลงทุนและเงินที่ภูเก็ตบริหารนั้นมหาศาล เห็นรายได้ เห็นผลกำไรชัดเจน และลูกค้าที่ภูเก็ตนำเข้ามาก็ล้วนมีคุณภาพ…กระเป๋าหนัก มีเงิน
ดังนั้น จึงไม่แปลกที่หลายคนจะมองว่า…ภูเก็ต…เก่ง กว่าผู้เป็นเจ้านาย
ยิ่งตอนนี้ ภูเก็ตเป็นที่จับตามอง เป็นดาวเจิดจรัสในองค์กร การถูกกดดันและการมีคนในทีมน้อย แต่เขาก็ยังทำเงินได้อย่างยังดีเช่นเดิม
ณัฐรู้ดีทีเดียวว่า อีเจ๊ ไม่พอใจ
ไฟที่ร้อนคุ เติมฟืนเพียงนิดหน่อยก็ลามเป็นเพลิงใหญ่ เขาให้ร้าย ทำลาย เท่าที่จะทำได้ โดยที่ อีเจ๊ ไม่เพียงไม่ว่า แต่ยัง…ช่วย อีกแรง
“คิดให้ดีนะครับ กองทุนที่ผมแนะนำให้ผลตอบแทนเท่าตัวเลยทีเดียว แค่สามเดือนก็เกือบสิบเปอร์เซ็น”
ในเวลานี้ณัฐยกข้ออ้าง ความเท็จจริงอยู่ลมปากและกระดาษในมือ ซึ่งอีกฝ่ายไม่แม้แต่จะชายตามอง
“อีตา…” เกือบไปแล้วที่เกษราจะร้องแย้งด้วยชื่อเรียกเพราะความเคยชิน “คุณภูเก็ตแนะนำว่า ฉันไม่ควรจะลงเงินเกินจำนวนนี้”
“มันบ้า!” เมื่อลืมตัว ณัฐจึงหลุดคำพูดและอารมณ์ “แนะนำบ้าๆ คุณก็เห็นว่าพอร์ตนี้กำลังขาขึ้น ให้ผลตอบแทนเยอะมากกว่าทั่วๆ ไปด้วยซ้ำ”
“ฉันเป็นนางเอกหมายเลขหนึ่งของประเทศ มีเงินมากอยู่แล้ว และฉันก็ไม่ได้ต้องการผลตอบแทนอะไรขนาดนั้น”
คำพูดอย่างอดกลั้นของดาราสาวไม่เพียงทำให้นายธนาคารหนุ่มประหลาดใจ แต่เธอเองก็งุนงงกับคำพูดนั้นเช่นกัน
เงิน…เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ
เป็นสิ่งที่เธอเคยต้องการนักหนา อยากได้มา…มากเท่าไรก็ยิ่งดี มันเป็นเหตุผลที่เธอตัดสินใจเข้าวงการบันเทิง
แต่คราวนี้….
“คุณภูเก็ตไม่ได้แนะนำการลงทุนที่ถูกต้องให้คุณ” ณัฐถือโอกาสโยงหาเรื่องทันที
เขารู้ว่าการโยง การอ้างของเขาได้ผล เพราะมีการรายงานจากต่างประเทศในมือ รายงานที่เขากันไอ้ภูเก็ต ไม่ให้มันได้ไว้ในมือ
กันทุกอย่างเท่าที่จะทำได้
กันไว้แม้กระทั่งไม่ทำการแจ้งให้ผู้เป็นศัตรรู้ว่าลูกค้าหลายรายของทีมเอ ถูกโยก หรือกำลังจะถูกโยกมาทีมบีแล้ว ไม่ว่าทีมเอจะต้องการหรือไม่ก็ตาม
นานเท่าไรแล้วนะที่เธอไม่ได้เจอภูเก็ต
และที่สำคัญ…นานแค่ไหน ที่เราได้คุยกันครั้งสุดท้าย การที่ได้ประชุมกับณัฐในวันนี้ทำให้เธอคิดเปรียบเทียบ และพลอยคิดสงสัยถึงผู้เช่าห้อง
เกษราหันมองด้านหลังยังประตูห้องนั้น รับรู้แต่เพียงว่า อีตาภูเก็ต…ยังไม่ตาย และยังไม่ย้ายออก เขายังคงจ่ายภาระค่าเช่าได้ แต่จะจ่ายเองหรือว่าสาวแก่แม่ม่ายจ่ายให้ก็สุดจะเดา
พักหลังเพียงแต่ว่าเขาไม่เคยติดต่อหาเธอเลย หรือแม้แต่สาธิณี ผู้เป็นทั้งเพื่อนสนิทและลูกน้องในทีมของเขาก็ไม่ติดต่อหาเธอโดยตรง ตอนนี้จะเป็นเพียงณัฐ และคนของสาวน้อยเสียงกังวานใส เจื้อยแจ้วเอาใจที่เป็นหนึ่งในลูกน้องในทีมบี
ทีมบีช่างพูด ช่างคุย หากไม่มีข้อมูลน่าสนใจ
มันแตกต่างจากทั้งภูเก็ต สาธิณี และทีมเอโดยสิ้นเชิง
และแม้ไม่ได้คุย ไม่ได้เจอ แต่เกษราก็รู้หรอกว่า อีตาภูเก็ต มักจะแวะเวียนไป ที่บ้านของเธอที่แปดริ้วเกือบทุกอาทิตย์
‘คุณภูเก็ตมาหาลูกค้าแถวๆ นี้ค่ะ เลยแวะมาเยี่ยม’ เด็กจุ๋มรายงาน
และในช่วงแรกๆ เกษราก็มักจะแผดเสียง ‘อย่าให้เข้าบ้าน’
แต่เธอก็ต้องยอมรับโดยปริยายว่า คำสั่งไม่เป็นผล เพราะเขาก็ยังคงแวะเวียนมาเสมอ และที่บ้านก็ต้อนรับเขาเสมอ
‘คุณภูเก็ตเอาแอ๊ปเปิ้ลมาฝาก’ บางทีคุณมัลลิกาก็สารภาพ ‘มีลูกพลับจากเกาหลี’
อีตานั่น รู้ทางทำให้ป้าลิเอ็นดูจนได้ เขามีของฝากไม่ขาดมือ มีคำพูดเสนาะเพราะหูไม่ขาดสาย มีรอยยิ้มพรั่งพรูที่พร่างพราย มีประกายระยิบอย่างมิตรในแววตา ที่ทำให้แม้แต่ยายของเธอที่มีอาการหลงๆ ลืมๆ ยังจำได้
‘พ่อหนุ่มยิ้มสวย’
รอยยิ้มของเขา…สวยงามเสมอ ฉาบบนใบหน้าทำให้หลายคนที่มอง…หลง
บางทีเธอยังเผลอมองมันราวต้องมนต์สะกด และยิ่งเวลาที่เขาหยอกล้อ หรือเล่าอย่างสนุก
รอยยิ้ม เสียงทุ้มอ่อนโยน ทุกอย่างพอเหมาะพอดี จนหลายทีเธอฟัง…เพลิน
‘พ่อผมรับตำแหน่งนายอำเภอครั้งแรกก็ที่อำเภอถลางจังหวัดภูเก็ต พ่อเจอแม่ที่นั่น’ เสียงทุ้มสั่นเพียงนิดเดียว แต่คนฟังรับรู้ได้ ‘ผมก็เกิดที่นั่น และอยู่จนผมอายุขวบกว่าๆ พ่อก็ย้ายขึ้นมาประจำที่จังหวัดเพชรบุรี พ่อรักเมืองภูเก็ต ก็เลยตั้งชื่อผมตามเมืองที่รัก แล้วคุณล่ะหนูปีบ เป็นหนูปีบเพราะต้นไม้หน้าบ้านหรือเปล่า’
‘แล้วพ่อแม่คุณล่ะ ตอนนี้ท่านอยู่ที่โน่นกันเหรอ’ ในตอนนั้นเกษราไม่สนใจตอบคำถามของเขา เธอสนใจใคร่รู้เรื่องของเขามากกว่า และจึงรู้สึกผิดเมื่ออีกฝ่ายเล่า
‘พ่อผมเสียไปตอนผมอายุสิบสองปี พ่อเข้ามาหาผมและทำธุระที่กรุงเทพฯ ตอนนั้นพ่อเป็นรองผู้ว่าฯ อยู่ที่ภาคเหนือ ขากลับ รถเกิดอุบัติเหตุ’ เสียงของเขาทอดอ่อน ก่อนที่เจ้าตัวจะกลืนก้องแข็งๆ ในลำคอ ‘ส่วนแม่…ผมไม่ได้คุยกับแม่มานานแล้ว’
‘มีแม่…ทำไมไม่คุยกับแม่’
การเปรยกึ่งตำหนิของเธอกอปรดวงตาวาววับมองตรงมาอย่างสงสัยทำให้อีกฝ่ายหลุบสายตาต่ำลง ความเงียบเข้าครอบคลุมชั่วครู่
‘ผมจะคุยกับคนที่ทิ้งผมไปได้อย่างไร’ ประโยคเย็นชา แต่มีอะไรบางอย่างในน้ำเสียงนั้น ราบเรียบแกมว้าเหว่ จนคนฟังเปลี่ยนเรื่องสนทนาอย่างตั้งใจ
หากหญิงสาวไม่วายเตือนเมื่อสบโอกาสอีกครั้ง
‘น้อยครั้งนักที่ความผิดของพ่อแม่จะเกินจนลูกไม่สามารถจะให้อภัยได้ คุณโชคดีที่มีแม่ แต่ฉันไม่มี ไม่เคยมีเพราะแม่ฉันตายตอนฉันอายุได้ไม่กี่เดือน รู้จักแม่ก็จากรูปแม่ จากที่ป้าลิกับลุง…สามีป้าลิเล่าให้ฟัง บางทีฉันอยากกอดแม่ แต่ไม่มีโอกาสนั้นแล้ว คุณยังมีโอกาสนะภูเก็ต’
คำพูดของเธอเคยทำให้เขาคิด ก่อนที่คนกะล่อนจะเสกลบอย่างแนบเนียนด้วยรอยยิ้มและชวนคุยเรื่องอื่น แล้วไหนจะเสียเปียโนที่เขามักเล่นให้เธอฟังพอเป็นพิธี
เพียงแต่ว่าในตอนนี้เกษรา…คิด นานเท่าไรแล้วที่ไม่ได้คุยกัน ไม่ได้หาเรื่อง
จนในที่สุดในเวลาเกือบเที่ยงคืน เธอจึงตัดสินใจออกไปเคาะประตูหน้าห้องเขา
เคาะอยู่นาน จนเธอคิดว่าเขาไม่อยู่ ยังไม่กลับ จนกระทั่งมีเสียงก็อกแก็กที่ตาแมวเล็กๆ
เพียงแต่ว่าหลังจากนั้น ทุกอย่างก็สงบ…เงียบ
จนแล้วจนเล่า ประตูห้องก็ไม่ถูกเปิดออกเสียที
ในที่สุด หญิงสาวก็ถอดใจ หันเดินกลับไป โดยไม่มีทางรู้เลยว่า คนที่อยู่อีกด้านของประตูยังคงยืนนิ่งด้วยสายตาว่างเปล่า
(ต่อ)
อาทิตย์อับแสง (บทที่ 21) โดย มานัส
ความไม่พอใจจนกลายเป็นความตึงเครียดที่ณัฐมีให้กับเพื่อนร่วมงานนั้นสัมผัสได้ง่ายดาย โดยที่เกษรารับรู้ทั้งๆ ที่ไม่ตั้งใจ หากนั่นเพราะณัฐไม่สนใจที่จะปิดบังเสียมากกว่า
รอยร้าว…ไม่ใช่ซิ…รอยแค้น มันชัดจนรู้สึกได้ ทำให้เธอนึกเกร็งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ต่างจากความรู้สึกที่เธอสัมผัสได้จากภูเก็ต
และนั่นไม่ใช่ความแตกต่างเพียงข้อเดียวระหว่างนายธนาคารสองคนนี้
ภูเก็ต…คล่อง มั่นใจ ชัดเจนในทุกคำพูดและอิริยาบถ ทำให้คนที่สนทนาด้วยเชื่อใจ ไว้ใจ
ทว่าในเวลานี้ การเสนองานของณัฐเกือบจะทำลายความมั่นใจของเธอที่มีกับธนาคารแอลทัสเสียด้วยซ้ำ
ณัฐพูดเร็ว พูดคล่อง และแม้จะเป็นเช่นนั้น แต่เธอก็ฟังเขาไม่รู้เรื่องต่อให้พยายามตั้งใจฟังแค่ไหนก็ตาม จับใจความไม่ได้สักอย่าง
ณัฐช่างต่างจากภูเก็ตนัก และในความต่างนั้น ก็ยังมีข้อดี หรือความโชคดีที่เขามีเหนือกว่าภูเก็ต
ความช่วยเหลือจากบริษัทแม่ที่ทุ่มทั้งคน ทุ่มทั้งข้อมูลให้ทีมของณัฐอย่างเต็มที่นั้น ทำให้เขายังพอมีความน่าเชื่อถือ อีกทั้ง ทีมของณัฐก็เพิ่มคนมากขึ้นเรื่อยๆ ช่างต่างจากทีมของภูเก็ตนัก
แต่ภูเก็ตก็ไม่มีวี่แววว่าจะย่อท้อ และแม้เขาไม่เคยปริปาก แต่เกษราก็รับรู้จากน้องๆ ร่วมทีมของเขา หรือว่าบางทีที่สาธิณีพลั้งเผลอ
‘ทีมเราโดนตัดคนค่ะ’ หากนั่นไม่เศร้าใจเท่า ‘และไม่มีนโยบายเพิ่มคนด้วย’
“คุณเกษราไม่คิดจะลงทุนเพิ่มหรือครับ”
คำถามของนายธนาคารหนุ่มทำให้ดาราสาวตื่นจากภวังค์ เพียงแต่ไม่ใช่เพราะคำถาม หากเพราะความคิดเสียมากกว่า
“เงินที่โอนไปเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วยังไม่พออีกหรือ” เธอติงอย่างที่ใจคิด
จำนวนเงินที่เธอไว้ใจ ให้ ตามที่ณัฐได้แนะนำนั้นเกือบเท่ากับมูลค่าการลงทุนที่เธอเคยลงเพื่อล่อ…อีตาภูเก็ตเลยทีเดียว
เพียงแต่ว่า กับอีตาภูเก็ต การลงทุนของเธอมีผลเป็นที่น่าพอใจ ไม่ว่าจะเป็นการเอาใจใส่ของทีม หรือการให้ข้อมูลเท่าที่มี การแนะนำ หรือแม้กระทั่งผลตอบแทน
“มันคนละส่วน…” ณัฐแย้งเสียงแข็ง พลันนิ่งไปทันทีที่รู้ตัว
“ไม่ดีกว่าค่ะ” หญิงสาวยักไหล่ “ฉันไม่ชอบกระจายความเสี่ยง คุณอย่าทำอะไรตอนนี้ เอาไว้แบบเดิมเหมือนตอนที่พอร์ตยังอยู่กับทีมคุณภูเก็ต”
คำตอบเช่นนั้นทำให้ณัฐไม่พอใจ ทีท่าของเขาอีกฝ่ายดูออก เพียงแต่ว่า ณัฐมักคิดเสมอว่า…ไม่ว่าใครก็ดูไม่ออก
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เขาก็ไม่พอใจอยู่ดี ดังนั้นเขามักไปฟ้องหัวหน้าแผนกทุกครั้งที่ทำได้
‘ภูเก็ตกีดกันผม ไม่รู้ไปพูดอะไรกับพวกแก็งค์ดารา พวกนั้นถึงไม่ยอมลงเงินกับเราเพิ่ม’
ไม่ว่าความจริงเป็นอย่างไร ภูเก็ตก็ ต้อง ผิดอยู่ดี โดยเฉพาะกับผู้เป็นหัวหน้าฝ่าย ณัฐรับรู้ตั้งแต่เมื่อตอนสัมภาษณ์งานว่า ’อีเจ๊’ ผู้เป็นเจ้านายไม่พอใจแกมอิจฉาริษยาภูเก็ต
คนสองคนไต่เต้าขึ้นมาพร้อมกัน อายุห่างกันเพียงแค่สามปี
แทบทุกคนในธนาคารรู้ดี ‘อีเจ๊’ ขึ้นมาเป็นนายของฝ่ายได้ ก็เพราะภูเก็ตไม่คิดจะสู้
ภูเก็ตเรื่อยๆ เฉื่อยๆ ภาระไม่เยอะ ตำแหน่งไม่สูง แต่เงินเดือนและโบนัสมากนัก ก็มากกว่า ‘อีเจ๊’ ที่จับพลัดจับพลูมาเป็นหัวหน้าแผนกเพียงเพราะ ‘อาวุโสกว่า’
ทว่าพอร์ตการลงทุนและเงินที่ภูเก็ตบริหารนั้นมหาศาล เห็นรายได้ เห็นผลกำไรชัดเจน และลูกค้าที่ภูเก็ตนำเข้ามาก็ล้วนมีคุณภาพ…กระเป๋าหนัก มีเงิน
ดังนั้น จึงไม่แปลกที่หลายคนจะมองว่า…ภูเก็ต…เก่ง กว่าผู้เป็นเจ้านาย
ยิ่งตอนนี้ ภูเก็ตเป็นที่จับตามอง เป็นดาวเจิดจรัสในองค์กร การถูกกดดันและการมีคนในทีมน้อย แต่เขาก็ยังทำเงินได้อย่างยังดีเช่นเดิม
ณัฐรู้ดีทีเดียวว่า อีเจ๊ ไม่พอใจ
ไฟที่ร้อนคุ เติมฟืนเพียงนิดหน่อยก็ลามเป็นเพลิงใหญ่ เขาให้ร้าย ทำลาย เท่าที่จะทำได้ โดยที่ อีเจ๊ ไม่เพียงไม่ว่า แต่ยัง…ช่วย อีกแรง
“คิดให้ดีนะครับ กองทุนที่ผมแนะนำให้ผลตอบแทนเท่าตัวเลยทีเดียว แค่สามเดือนก็เกือบสิบเปอร์เซ็น”
ในเวลานี้ณัฐยกข้ออ้าง ความเท็จจริงอยู่ลมปากและกระดาษในมือ ซึ่งอีกฝ่ายไม่แม้แต่จะชายตามอง
“อีตา…” เกือบไปแล้วที่เกษราจะร้องแย้งด้วยชื่อเรียกเพราะความเคยชิน “คุณภูเก็ตแนะนำว่า ฉันไม่ควรจะลงเงินเกินจำนวนนี้”
“มันบ้า!” เมื่อลืมตัว ณัฐจึงหลุดคำพูดและอารมณ์ “แนะนำบ้าๆ คุณก็เห็นว่าพอร์ตนี้กำลังขาขึ้น ให้ผลตอบแทนเยอะมากกว่าทั่วๆ ไปด้วยซ้ำ”
“ฉันเป็นนางเอกหมายเลขหนึ่งของประเทศ มีเงินมากอยู่แล้ว และฉันก็ไม่ได้ต้องการผลตอบแทนอะไรขนาดนั้น”
คำพูดอย่างอดกลั้นของดาราสาวไม่เพียงทำให้นายธนาคารหนุ่มประหลาดใจ แต่เธอเองก็งุนงงกับคำพูดนั้นเช่นกัน
เงิน…เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ
เป็นสิ่งที่เธอเคยต้องการนักหนา อยากได้มา…มากเท่าไรก็ยิ่งดี มันเป็นเหตุผลที่เธอตัดสินใจเข้าวงการบันเทิง
แต่คราวนี้….
“คุณภูเก็ตไม่ได้แนะนำการลงทุนที่ถูกต้องให้คุณ” ณัฐถือโอกาสโยงหาเรื่องทันที
เขารู้ว่าการโยง การอ้างของเขาได้ผล เพราะมีการรายงานจากต่างประเทศในมือ รายงานที่เขากันไอ้ภูเก็ต ไม่ให้มันได้ไว้ในมือ
กันทุกอย่างเท่าที่จะทำได้
กันไว้แม้กระทั่งไม่ทำการแจ้งให้ผู้เป็นศัตรรู้ว่าลูกค้าหลายรายของทีมเอ ถูกโยก หรือกำลังจะถูกโยกมาทีมบีแล้ว ไม่ว่าทีมเอจะต้องการหรือไม่ก็ตาม
นานเท่าไรแล้วนะที่เธอไม่ได้เจอภูเก็ต
และที่สำคัญ…นานแค่ไหน ที่เราได้คุยกันครั้งสุดท้าย การที่ได้ประชุมกับณัฐในวันนี้ทำให้เธอคิดเปรียบเทียบ และพลอยคิดสงสัยถึงผู้เช่าห้อง
เกษราหันมองด้านหลังยังประตูห้องนั้น รับรู้แต่เพียงว่า อีตาภูเก็ต…ยังไม่ตาย และยังไม่ย้ายออก เขายังคงจ่ายภาระค่าเช่าได้ แต่จะจ่ายเองหรือว่าสาวแก่แม่ม่ายจ่ายให้ก็สุดจะเดา
พักหลังเพียงแต่ว่าเขาไม่เคยติดต่อหาเธอเลย หรือแม้แต่สาธิณี ผู้เป็นทั้งเพื่อนสนิทและลูกน้องในทีมของเขาก็ไม่ติดต่อหาเธอโดยตรง ตอนนี้จะเป็นเพียงณัฐ และคนของสาวน้อยเสียงกังวานใส เจื้อยแจ้วเอาใจที่เป็นหนึ่งในลูกน้องในทีมบี
ทีมบีช่างพูด ช่างคุย หากไม่มีข้อมูลน่าสนใจ
มันแตกต่างจากทั้งภูเก็ต สาธิณี และทีมเอโดยสิ้นเชิง
และแม้ไม่ได้คุย ไม่ได้เจอ แต่เกษราก็รู้หรอกว่า อีตาภูเก็ต มักจะแวะเวียนไป ที่บ้านของเธอที่แปดริ้วเกือบทุกอาทิตย์
‘คุณภูเก็ตมาหาลูกค้าแถวๆ นี้ค่ะ เลยแวะมาเยี่ยม’ เด็กจุ๋มรายงาน
และในช่วงแรกๆ เกษราก็มักจะแผดเสียง ‘อย่าให้เข้าบ้าน’
แต่เธอก็ต้องยอมรับโดยปริยายว่า คำสั่งไม่เป็นผล เพราะเขาก็ยังคงแวะเวียนมาเสมอ และที่บ้านก็ต้อนรับเขาเสมอ
‘คุณภูเก็ตเอาแอ๊ปเปิ้ลมาฝาก’ บางทีคุณมัลลิกาก็สารภาพ ‘มีลูกพลับจากเกาหลี’
อีตานั่น รู้ทางทำให้ป้าลิเอ็นดูจนได้ เขามีของฝากไม่ขาดมือ มีคำพูดเสนาะเพราะหูไม่ขาดสาย มีรอยยิ้มพรั่งพรูที่พร่างพราย มีประกายระยิบอย่างมิตรในแววตา ที่ทำให้แม้แต่ยายของเธอที่มีอาการหลงๆ ลืมๆ ยังจำได้
‘พ่อหนุ่มยิ้มสวย’
รอยยิ้มของเขา…สวยงามเสมอ ฉาบบนใบหน้าทำให้หลายคนที่มอง…หลง
บางทีเธอยังเผลอมองมันราวต้องมนต์สะกด และยิ่งเวลาที่เขาหยอกล้อ หรือเล่าอย่างสนุก
รอยยิ้ม เสียงทุ้มอ่อนโยน ทุกอย่างพอเหมาะพอดี จนหลายทีเธอฟัง…เพลิน
‘พ่อผมรับตำแหน่งนายอำเภอครั้งแรกก็ที่อำเภอถลางจังหวัดภูเก็ต พ่อเจอแม่ที่นั่น’ เสียงทุ้มสั่นเพียงนิดเดียว แต่คนฟังรับรู้ได้ ‘ผมก็เกิดที่นั่น และอยู่จนผมอายุขวบกว่าๆ พ่อก็ย้ายขึ้นมาประจำที่จังหวัดเพชรบุรี พ่อรักเมืองภูเก็ต ก็เลยตั้งชื่อผมตามเมืองที่รัก แล้วคุณล่ะหนูปีบ เป็นหนูปีบเพราะต้นไม้หน้าบ้านหรือเปล่า’
‘แล้วพ่อแม่คุณล่ะ ตอนนี้ท่านอยู่ที่โน่นกันเหรอ’ ในตอนนั้นเกษราไม่สนใจตอบคำถามของเขา เธอสนใจใคร่รู้เรื่องของเขามากกว่า และจึงรู้สึกผิดเมื่ออีกฝ่ายเล่า
‘พ่อผมเสียไปตอนผมอายุสิบสองปี พ่อเข้ามาหาผมและทำธุระที่กรุงเทพฯ ตอนนั้นพ่อเป็นรองผู้ว่าฯ อยู่ที่ภาคเหนือ ขากลับ รถเกิดอุบัติเหตุ’ เสียงของเขาทอดอ่อน ก่อนที่เจ้าตัวจะกลืนก้องแข็งๆ ในลำคอ ‘ส่วนแม่…ผมไม่ได้คุยกับแม่มานานแล้ว’
‘มีแม่…ทำไมไม่คุยกับแม่’
การเปรยกึ่งตำหนิของเธอกอปรดวงตาวาววับมองตรงมาอย่างสงสัยทำให้อีกฝ่ายหลุบสายตาต่ำลง ความเงียบเข้าครอบคลุมชั่วครู่
‘ผมจะคุยกับคนที่ทิ้งผมไปได้อย่างไร’ ประโยคเย็นชา แต่มีอะไรบางอย่างในน้ำเสียงนั้น ราบเรียบแกมว้าเหว่ จนคนฟังเปลี่ยนเรื่องสนทนาอย่างตั้งใจ
หากหญิงสาวไม่วายเตือนเมื่อสบโอกาสอีกครั้ง
‘น้อยครั้งนักที่ความผิดของพ่อแม่จะเกินจนลูกไม่สามารถจะให้อภัยได้ คุณโชคดีที่มีแม่ แต่ฉันไม่มี ไม่เคยมีเพราะแม่ฉันตายตอนฉันอายุได้ไม่กี่เดือน รู้จักแม่ก็จากรูปแม่ จากที่ป้าลิกับลุง…สามีป้าลิเล่าให้ฟัง บางทีฉันอยากกอดแม่ แต่ไม่มีโอกาสนั้นแล้ว คุณยังมีโอกาสนะภูเก็ต’
คำพูดของเธอเคยทำให้เขาคิด ก่อนที่คนกะล่อนจะเสกลบอย่างแนบเนียนด้วยรอยยิ้มและชวนคุยเรื่องอื่น แล้วไหนจะเสียเปียโนที่เขามักเล่นให้เธอฟังพอเป็นพิธี
เพียงแต่ว่าในตอนนี้เกษรา…คิด นานเท่าไรแล้วที่ไม่ได้คุยกัน ไม่ได้หาเรื่อง
จนในที่สุดในเวลาเกือบเที่ยงคืน เธอจึงตัดสินใจออกไปเคาะประตูหน้าห้องเขา
เคาะอยู่นาน จนเธอคิดว่าเขาไม่อยู่ ยังไม่กลับ จนกระทั่งมีเสียงก็อกแก็กที่ตาแมวเล็กๆ
เพียงแต่ว่าหลังจากนั้น ทุกอย่างก็สงบ…เงียบ
จนแล้วจนเล่า ประตูห้องก็ไม่ถูกเปิดออกเสียที
ในที่สุด หญิงสาวก็ถอดใจ หันเดินกลับไป โดยไม่มีทางรู้เลยว่า คนที่อยู่อีกด้านของประตูยังคงยืนนิ่งด้วยสายตาว่างเปล่า
(ต่อ)