จากจุดยืนของวันนี้ ไม่ว่าจะมีความรู้สึกเจ็บปวดและรันทดอย่างไรก็ก็ตาม ความจริงที่ว่า “สิทธิอำนาจจะเป็นรองอุดมการณ์” ก็ยังคงอยู่อย่างไม่เปลื่ยนแปลง ฉนั้นกระแสต่อต้านของกลุ่มผู้สูญเสีย (ปชช.) ในผลสุดท้ายจะไม่สามารถ ทำให้หลีกเลี่ยงหรือปฎิเสธ ข้อตกลงสมยอมจากฝ่ายผู้มีอำนาจ (พรบ.นิรโทษกรรมทั้งหมด) ไปได้ ครับ
ถ้าจะดูในประวัติศาสตร์จาก ปรากฏการณ์ทั่วโลก เอามาเทียบเคืยง ก็จะเห็นได้ว่า เมื่อผู้มีอำนาจตกลงสมยอมให้มีการนิรโทษกรรม (สงบศึก) ก็ต่อเมื่อฝ่ายของตัวเองอยู่ในสภาวะอ่อนตัวในอำนาจ หรือเรียกว่า “บอบช้ำ” กับสงครามยืดเยื้อ หรือสงครามหลายแนวรบ แต่ยังไม่ถึงขั้นสูญสิ้นเอาที่เดียว การให้ข้อตกลงสมยอม (สงบศึก) ก็เพื่อผดุงรักษาและปรับปรุงขีดอำนาจ อันเป็นเสมือนลักษณะของ สัตว์มีแผล นั่นเอง ถ้าจุดนี้ก้าวไปสู่จุดแตกหัก ปฎิกริยาสู้ตาย ที่รุนแรงสุดขีดอำนาจก็จะบังเกิดขึ้น ทันทีอย่างเลี่ยงไม่ได้ แน่นอน ครับ
ฝ่ายอุดมการณ์ กับข้อตกลงสมยอมจากฝ่ายผู้มีสิทธิอำนาจ กำลังตกอยู่ในลักษณะ “ชั่งใจตัวเอง” กับ การยินยอมเพื่อได้มีช่วงเวลา สร้างพละสิทธิอำนาจกับตัวเองในอนาคต โดยยอมรับกับส่วนที่สูญเสียไปแล้ว และพยายามต่อรองให้ได้กลับคืนมาซึ่งส่วนที่ยังไม่สูญสิ้น (เชลยศึก) หรือ อาศัยสภาวะอ่อนตัวในอำนาจของเขา ให้กรายเป็นช่วงเวลากับการก้าวรุก เข้าสู่ขั้นแตกหัก ด้วยการปฎิเสธยอมรับข้อตกลงสมยอม และพร้อมใจเดินเข้าสู่วิกฤติขั้นแตกหัก อย่างในหลายตัวอย่าง ของประวัติศาสตร์โลก ผลก็คือ บังเกิดความสูญเสียอย่างไม่คาดการณ์กับฝ่ายอุดมการณ์ ไม่ว่าจะสามารถโค่นอำนาจในขั้นแตกหักได้หรือไม่ก็ตาม และในผลที่สุดก็ไม่สามารถให้ผลพวงของอำนาจหมดสิ้นลงไปได้ หรือก็หมายถึงว่า กลับมาอยู่ในจุดเดิมคือฝ่ายเป็นรองหลังจากที่ต้องสูญเสียอย่างเสียเปล่าโดยไม่จำเป็นเพิ่มขึ้นไปอีกเท่านั้น ครับ
ไม่ว่าจะเป็นใคร หรือฝากใหนก็ตาม ที่กำลังเอามาเป็นข้อต่อรอง คือพยายามช่วยให้ฝ่ายของตนไม่ต้องสูญเสียเพิ่มไปอีก (แลกเฉลยศึก) อันข้อต่อรองก็จะแน้นความสำคัญระหว่าง เบี้ยและขุน ตามเชิงเป็นหลัก ทั้งๆ ที่ในลักษณะของความเป็นจริงแล้ว มีค่าเท่าเทียมกัน ทั้งเบี้ยและขุน เพราะอยู่ที่ว่า จากข้อตกลงอันนี้ ฝ่ายใดสามารถช่วยลดความสูญสิ้น ในฝ่ายของตนให้ได้มากหรือน้อยที่สุดเท่านั้น ครับ
ฉนั้นการ “ชั่งใจตัวเอง” จึงไม่ควรยึดหลัก ยุติธรรม กับเหตุการณ์ในอดีต แต่ควรยึดหลัก ยุติกรรม คือยุติความเสียหาย ในปัจจุบัน หรือเรียกกันว่า “ข้าฯ ให้อภัยแต่ก็จำไม่ลืม” เป็นสำคัญ เพราะจะเป็นการสร้างเวลาเพื่อเปิดทางให้กับอนาคต ที่จะมิให้บังเกิด กรณีกงกรรมกงเกวียน ขึ้นอีก ครับ
เวลาผ่านไป แต่เราต่างต้องการ เดินหน้าเพื่อความอยู่รอดของลูกหลาน
ถ้าจะดูในประวัติศาสตร์จาก ปรากฏการณ์ทั่วโลก เอามาเทียบเคืยง ก็จะเห็นได้ว่า เมื่อผู้มีอำนาจตกลงสมยอมให้มีการนิรโทษกรรม (สงบศึก) ก็ต่อเมื่อฝ่ายของตัวเองอยู่ในสภาวะอ่อนตัวในอำนาจ หรือเรียกว่า “บอบช้ำ” กับสงครามยืดเยื้อ หรือสงครามหลายแนวรบ แต่ยังไม่ถึงขั้นสูญสิ้นเอาที่เดียว การให้ข้อตกลงสมยอม (สงบศึก) ก็เพื่อผดุงรักษาและปรับปรุงขีดอำนาจ อันเป็นเสมือนลักษณะของ สัตว์มีแผล นั่นเอง ถ้าจุดนี้ก้าวไปสู่จุดแตกหัก ปฎิกริยาสู้ตาย ที่รุนแรงสุดขีดอำนาจก็จะบังเกิดขึ้น ทันทีอย่างเลี่ยงไม่ได้ แน่นอน ครับ
ฝ่ายอุดมการณ์ กับข้อตกลงสมยอมจากฝ่ายผู้มีสิทธิอำนาจ กำลังตกอยู่ในลักษณะ “ชั่งใจตัวเอง” กับ การยินยอมเพื่อได้มีช่วงเวลา สร้างพละสิทธิอำนาจกับตัวเองในอนาคต โดยยอมรับกับส่วนที่สูญเสียไปแล้ว และพยายามต่อรองให้ได้กลับคืนมาซึ่งส่วนที่ยังไม่สูญสิ้น (เชลยศึก) หรือ อาศัยสภาวะอ่อนตัวในอำนาจของเขา ให้กรายเป็นช่วงเวลากับการก้าวรุก เข้าสู่ขั้นแตกหัก ด้วยการปฎิเสธยอมรับข้อตกลงสมยอม และพร้อมใจเดินเข้าสู่วิกฤติขั้นแตกหัก อย่างในหลายตัวอย่าง ของประวัติศาสตร์โลก ผลก็คือ บังเกิดความสูญเสียอย่างไม่คาดการณ์กับฝ่ายอุดมการณ์ ไม่ว่าจะสามารถโค่นอำนาจในขั้นแตกหักได้หรือไม่ก็ตาม และในผลที่สุดก็ไม่สามารถให้ผลพวงของอำนาจหมดสิ้นลงไปได้ หรือก็หมายถึงว่า กลับมาอยู่ในจุดเดิมคือฝ่ายเป็นรองหลังจากที่ต้องสูญเสียอย่างเสียเปล่าโดยไม่จำเป็นเพิ่มขึ้นไปอีกเท่านั้น ครับ
ไม่ว่าจะเป็นใคร หรือฝากใหนก็ตาม ที่กำลังเอามาเป็นข้อต่อรอง คือพยายามช่วยให้ฝ่ายของตนไม่ต้องสูญเสียเพิ่มไปอีก (แลกเฉลยศึก) อันข้อต่อรองก็จะแน้นความสำคัญระหว่าง เบี้ยและขุน ตามเชิงเป็นหลัก ทั้งๆ ที่ในลักษณะของความเป็นจริงแล้ว มีค่าเท่าเทียมกัน ทั้งเบี้ยและขุน เพราะอยู่ที่ว่า จากข้อตกลงอันนี้ ฝ่ายใดสามารถช่วยลดความสูญสิ้น ในฝ่ายของตนให้ได้มากหรือน้อยที่สุดเท่านั้น ครับ
ฉนั้นการ “ชั่งใจตัวเอง” จึงไม่ควรยึดหลัก ยุติธรรม กับเหตุการณ์ในอดีต แต่ควรยึดหลัก ยุติกรรม คือยุติความเสียหาย ในปัจจุบัน หรือเรียกกันว่า “ข้าฯ ให้อภัยแต่ก็จำไม่ลืม” เป็นสำคัญ เพราะจะเป็นการสร้างเวลาเพื่อเปิดทางให้กับอนาคต ที่จะมิให้บังเกิด กรณีกงกรรมกงเกวียน ขึ้นอีก ครับ