ถ้าย้อนกลับไปดูจุดรุ่งเรืองของระบอบประชาธิปไตยโลกจริง ๆ มันไม่ได้เริ่มจากความสวยงามหรือความเท่าเทียมอย่างที่เราชอบเล่ากันในตำรา ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประชาธิปไตยเติบโตเพราะมัน “ตอบโจทย์ความมั่นคงและปากท้อง” ได้ดีกว่าระบอบอื่นในสายตาคนยุคนั้น ประชาชนมีสวัสดิการในยุโรปตะวันตก เศรษฐกิจเสรีแบบมีรัฐกำกับในอเมริกา และประชาธิปไตยแบบมีวินัยในเอเชียตะวันออก ทำให้คนรู้สึกว่าระบบนี้พอฝากชีวิตไว้ได้ มันไม่ใช่แค่เรื่องสิทธิ แต่มันทำให้ชีวิตดีขึ้นจริง
แต่พอเวลาผ่านไป โลกเริ่มซับซ้อนขึ้น ทุนข้ามชาติเร็วกว่าอำนาจรัฐ เทคโนโลยีเร็วกว่า กฎหมาย ความเหลื่อมล้ำขยายตัวเร็วกว่าการปรับตัวของระบบการเมือง ประชาธิปไตยแบบเดิมเริ่ม “อืด” ต่อความคาดหวังของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในสังคมที่การเปลี่ยนผ่านไม่เคยเสร็จสมบูรณ์
ภาวะเหนื่อยล้าของประชาธิปไตย คือคนยังเลือกตั้ง ยังพูดเรื่องสิทธิ แต่ลึก ๆ เริ่มไม่เชื่อว่าระบบจะพาไปสู่อนาคตที่ดีกว่าเดิมได้จริง
ถ้ามองไปทั่วโลก เราจะเห็นว่าหลายประเทศที่เป็นแบบอย่างประชาธิปไตย วันนี้ก็เผชิญวิกฤตศรัทธาเหมือนกัน สหรัฐฯ แตกแยกทางอุดมการณ์ ยุโรปขยับขวา เอเชียหันกลับไปพึ่งรัฐที่เข้มแข็งมากขึ้น นี่ไม่ใช่เพราะคนโง่ลง แต่เพราะคนรู้สึกว่าโลกมันเปราะบางเกินกว่าจะฝากไว้กับอุดมการณ์ล้วน ๆ
ผมยอมรับตรง ๆ ว่าความรู้สึกนี้มันเกิดกับผมเหมือนกัน ไม่ใช่เพราะไม่สนใจการเมือง แต่เพราะสนใจมากเกินไปจนเห็นรอยรั่วของทุกฝ่าย
พรรคตัวเต็งบางพรรค พอมองลึกเข้าไปค่อนข้างมีมาตรฐานแบบนักการเมืองไทยที่ไม่ค่อยได้ให้ความหวังอะไร อีกฝ่ายหนึ่ง แม้จะพูดเรื่องอนาคต เสรีภาพ และโครงสร้างใหม่ให้ชวนตื่นเต้นแต่ทัศนคติทางการเมืองดูเหมือนจะสร้างปัญหาได้ตลอดเวลา ทำให้ผมรู้สึกอึดอัดในความรู้สึกส่วนตัว เพราะผมเติบโตมาในสังคมที่ได้เห็น “ความดีที่จับต้องได้” ของท่าน ไม่ใช่จากคำโฆษณา แต่จากโครงการ จากวิธีที่ท่านวางตัวอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง และจากปรัชญาทางศาสนาที่เน้นความเสียสละตัวตน ความอดทน และความรับผิดชอบต่อผู้อื่น
นักวิชาการฝ่ายซ้ายผู้มีอิทธิพลทางความคิด... ไม่สามารถหาหลักฐานเชิงวิชาการได้ การเล่าเรื่อง “รัฐพันลึก” ที่พยายามผูกโยงไปถึง... โลกมันไม่ได้มีแค่ขาวกับดำ หรือแค่รัฐบาลกับรัฐพันลึกหรอก แต่มันมีพื้นที่ของ 'ความเมตตาที่บริสุทธิ์' อยู่ด้วย สิ่งที่ท่านทำมาตลอดคือการขยายพื้นที่ตรงนั้นให้กว้างขึ้น เพื่อให้ทุกคนมีที่ยืน ไม่ว่าคุณจะคิดเห็นทางการเมืองแบบไหนก็ตาม ลองเปิดใจมองท่านในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่เคร่งครัดในธรรมดูครับ คนที่ยึดถือสัจจะและความถ่อมตนเป็นสรณะ เขาจะไม่ยอมเป็นหุ่นเชิดหรือผู้เชิดหุ่นในเกมการเมืองที่สกปรกเด็ดขาด ความจริงใจของท่านมันนิ่งและสงบเกินกว่าจะถูกเปื้อนด้วยเรื่องเล่าเรื่องอำนาจเหล่านั้น
ในโลกจริง ประชาธิปไตยที่อยู่รอดได้ยาว มักเป็นประชาธิปไตยที่รู้จัก “ประนีประนอมกับความจริง” มากกว่าชนะทางความคิด ในทางการเมือง "อำนาจ" มักมาพร้อมกับการบดขยี้ฝ่ายตรงข้าม แต่จากพยานหลักฐานประวัติศาสตร์ เช่น ในปี 2535 หรือ14 ตุลาฯ ท่านใช้ความอ่อนโยนเป็นเครื่องมือในการสยบความขัดแย้ง ท่านเรียกคู่ขัดแย้งมาคุยด้วยเมตตาธรรม ไม่ได้สั่งการในฐานะ "ผู้บัญชาการ" แต่ในฐานะ "ที่พึ่งสุดท้ายของสังคม" ซึ่งเป็นการใช้อำนาจทางศีลธรรม ที่ต่างจากอำนาจเผด็จการเบื้องหลังอย่างสิ้นเชิง
ผมเลยมาถึงจุดที่ยอมรับกับตัวเองว่า การไม่อินกับพรรคตัวเต็ง
และถ้าถามว่าผมหวังอะไรจากการเลือกตั้งครั้งนี้ คำตอบอาจไม่สวยงามนัก ผมไม่ได้หวังการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ไม่ได้หวังผู้นำในตำนาน แค่หวังว่าสังคมจะไม่ผลักกันไปสุดขอบจนไม่มีที่ให้คนที่คิดช้า คิดลึก และยังผูกพันกับรากเดิมที่มีสิ่งดีดีของประเทศนี้ได้ยืนอยู่
แค่นี้ก็มากพอแล้วสำหรับคนที่ดูการเมืองมานาน และเริ่มรู้ว่า ไม่ใช่ทุกคำถามต้องมีคำตอบในคูหาเลือกตั้งเสมอไป
จากคนที่สนใจการเมืองมากเกินไป... สู่จุดที่ยอมรับว่า "ไม่อิน" กับตัวเต็งฝ่ายไหนเลย
แต่พอเวลาผ่านไป โลกเริ่มซับซ้อนขึ้น ทุนข้ามชาติเร็วกว่าอำนาจรัฐ เทคโนโลยีเร็วกว่า กฎหมาย ความเหลื่อมล้ำขยายตัวเร็วกว่าการปรับตัวของระบบการเมือง ประชาธิปไตยแบบเดิมเริ่ม “อืด” ต่อความคาดหวังของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในสังคมที่การเปลี่ยนผ่านไม่เคยเสร็จสมบูรณ์
ภาวะเหนื่อยล้าของประชาธิปไตย คือคนยังเลือกตั้ง ยังพูดเรื่องสิทธิ แต่ลึก ๆ เริ่มไม่เชื่อว่าระบบจะพาไปสู่อนาคตที่ดีกว่าเดิมได้จริง
ถ้ามองไปทั่วโลก เราจะเห็นว่าหลายประเทศที่เป็นแบบอย่างประชาธิปไตย วันนี้ก็เผชิญวิกฤตศรัทธาเหมือนกัน สหรัฐฯ แตกแยกทางอุดมการณ์ ยุโรปขยับขวา เอเชียหันกลับไปพึ่งรัฐที่เข้มแข็งมากขึ้น นี่ไม่ใช่เพราะคนโง่ลง แต่เพราะคนรู้สึกว่าโลกมันเปราะบางเกินกว่าจะฝากไว้กับอุดมการณ์ล้วน ๆ
ผมยอมรับตรง ๆ ว่าความรู้สึกนี้มันเกิดกับผมเหมือนกัน ไม่ใช่เพราะไม่สนใจการเมือง แต่เพราะสนใจมากเกินไปจนเห็นรอยรั่วของทุกฝ่าย
พรรคตัวเต็งบางพรรค พอมองลึกเข้าไปค่อนข้างมีมาตรฐานแบบนักการเมืองไทยที่ไม่ค่อยได้ให้ความหวังอะไร อีกฝ่ายหนึ่ง แม้จะพูดเรื่องอนาคต เสรีภาพ และโครงสร้างใหม่ให้ชวนตื่นเต้นแต่ทัศนคติทางการเมืองดูเหมือนจะสร้างปัญหาได้ตลอดเวลา ทำให้ผมรู้สึกอึดอัดในความรู้สึกส่วนตัว เพราะผมเติบโตมาในสังคมที่ได้เห็น “ความดีที่จับต้องได้” ของท่าน ไม่ใช่จากคำโฆษณา แต่จากโครงการ จากวิธีที่ท่านวางตัวอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง และจากปรัชญาทางศาสนาที่เน้นความเสียสละตัวตน ความอดทน และความรับผิดชอบต่อผู้อื่น
นักวิชาการฝ่ายซ้ายผู้มีอิทธิพลทางความคิด... ไม่สามารถหาหลักฐานเชิงวิชาการได้ การเล่าเรื่อง “รัฐพันลึก” ที่พยายามผูกโยงไปถึง... โลกมันไม่ได้มีแค่ขาวกับดำ หรือแค่รัฐบาลกับรัฐพันลึกหรอก แต่มันมีพื้นที่ของ 'ความเมตตาที่บริสุทธิ์' อยู่ด้วย สิ่งที่ท่านทำมาตลอดคือการขยายพื้นที่ตรงนั้นให้กว้างขึ้น เพื่อให้ทุกคนมีที่ยืน ไม่ว่าคุณจะคิดเห็นทางการเมืองแบบไหนก็ตาม ลองเปิดใจมองท่านในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่เคร่งครัดในธรรมดูครับ คนที่ยึดถือสัจจะและความถ่อมตนเป็นสรณะ เขาจะไม่ยอมเป็นหุ่นเชิดหรือผู้เชิดหุ่นในเกมการเมืองที่สกปรกเด็ดขาด ความจริงใจของท่านมันนิ่งและสงบเกินกว่าจะถูกเปื้อนด้วยเรื่องเล่าเรื่องอำนาจเหล่านั้น
ในโลกจริง ประชาธิปไตยที่อยู่รอดได้ยาว มักเป็นประชาธิปไตยที่รู้จัก “ประนีประนอมกับความจริง” มากกว่าชนะทางความคิด ในทางการเมือง "อำนาจ" มักมาพร้อมกับการบดขยี้ฝ่ายตรงข้าม แต่จากพยานหลักฐานประวัติศาสตร์ เช่น ในปี 2535 หรือ14 ตุลาฯ ท่านใช้ความอ่อนโยนเป็นเครื่องมือในการสยบความขัดแย้ง ท่านเรียกคู่ขัดแย้งมาคุยด้วยเมตตาธรรม ไม่ได้สั่งการในฐานะ "ผู้บัญชาการ" แต่ในฐานะ "ที่พึ่งสุดท้ายของสังคม" ซึ่งเป็นการใช้อำนาจทางศีลธรรม ที่ต่างจากอำนาจเผด็จการเบื้องหลังอย่างสิ้นเชิง
ผมเลยมาถึงจุดที่ยอมรับกับตัวเองว่า การไม่อินกับพรรคตัวเต็ง
และถ้าถามว่าผมหวังอะไรจากการเลือกตั้งครั้งนี้ คำตอบอาจไม่สวยงามนัก ผมไม่ได้หวังการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ไม่ได้หวังผู้นำในตำนาน แค่หวังว่าสังคมจะไม่ผลักกันไปสุดขอบจนไม่มีที่ให้คนที่คิดช้า คิดลึก และยังผูกพันกับรากเดิมที่มีสิ่งดีดีของประเทศนี้ได้ยืนอยู่
แค่นี้ก็มากพอแล้วสำหรับคนที่ดูการเมืองมานาน และเริ่มรู้ว่า ไม่ใช่ทุกคำถามต้องมีคำตอบในคูหาเลือกตั้งเสมอไป