“ราคาน้ำมันโลก” ลดลงวันที่ 3 ทรัมป์ยันยังไม่โจมตีรอบใหม่



“ราคาน้ำมันโลก” ลดลงวันที่ 3 จับตาเจรจาสหรัฐ-อิหร่าน ทรัมป์ยันยังไม่โจมตีรอบใหม่

“ราคาน้ำมันโลก” ลดลงวันที่ 3 จับตาเจรจาสหรัฐ-อิหร่าน ทรัมป์ยันยังไม่โจมตีรอบใหม่ในทันที ด้านซาอุดีอาระเบียเตรียมเพิ่มกำลังผลิตน้ำมัน กดดันราคาตลาดโลก

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 เวลา 10.03 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน เนื่องจากนักลงทุนประเมินสัญญาณที่แตกต่างกันเกี่ยวกับแนวโน้มการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ขณะที่ตลาดเริ่มได้รับแรงกดดันจากอุปทานน้ำมันในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ราคาน้ำมันดิบ Brent ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงของตลาดโลก เคลื่อนไหวใกล้ระดับ 103 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากผันผวนในกรอบกว้างกว่า 6 ดอลลาร์ระหว่างการซื้อขายเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ขณะที่ ราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ของสหรัฐฯ เคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

แหล่งข่าวนักการทูตที่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการเจรจา เปิดเผยว่า รัฐบาลเตหะรานและวอชิงตันกำลังพิจารณาข้อเสนอใหม่จากประเทศตัวกลาง เพื่อหาทางคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างสองฝ่าย

อย่างไรก็ตาม หัวหน้าฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติของอิหร่านระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า การตอบสนองของสหรัฐฯ ต่อข้อเสนอดังกล่าวจนถึงขณะนี้ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ สะท้อนว่าการเจรจายังคงเผชิญอุปสรรคสำคัญ และยังไม่มีความชัดเจนว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพได้หรือไม่

ความพยายามทางการทูตครั้งล่าสุดเกิดขึ้นหลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องหลายสัปดาห์ โดยอิหร่านได้ยกระดับการโจมตีเรือที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยขู่ว่าสหรัฐฯ อาจกลับมาเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้งภายหลังการเลือกตั้งกลางเทอมในวันที่ 3 พฤศจิกายน

ก่อนหน้านี้ ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงอย่างหนักเมื่อวันจันทร์ หลังมีสัญญาณว่าการเจรจาอาจมีความคืบหน้า แต่ตลาดกลับมาเคลื่อนไหวผันผวนอีกครั้งในวันอังคาร เนื่องจากความเห็นที่แตกต่างกันอย่างมากระหว่างสองประเทศทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้ในเร็ววัน

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์เริ่มส่งสัญญาณใช้ท่าทีระมัดระวังมากขึ้น โดยให้สัมภาษณ์กับ Financial Times ว่า สหรัฐฯ ยังไม่มีแผนจะเปิดฉากโจมตีอิหร่านครั้งใหม่ในทันที

ทรัมป์ ระบุว่า แม้กองทัพสหรัฐฯ จะมีความพร้อมในการปฏิบัติการทางทหารหากจำเป็น แต่ก็อาจไม่มีเหตุผลที่จะต้องดำเนินการดังกล่าว

ถ้อยแถลงนี้ช่วยลดความกังวลบางส่วนเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดการโจมตีรอบใหม่ แม้ความเสี่ยงจากความขัดแย้งในภูมิภาคยังคงอยู่

พาเวล โมลชานอฟ (Pavel Molchanov) นักวิเคราะห์ของ Raymond James & Associates กล่าวว่า การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ มีความสำคัญต่อสถานการณ์อิหร่านในฐานะจุดเปลี่ยนด้านช่วงเวลาทางการเมือง ซึ่งอาจมีผลต่อการกำหนดยุทธศาสตร์ของทำเนียบขาว

เขามองว่า หลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไป รัฐบาลทรัมป์อาจมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการตัดสินใจเกี่ยวกับแนวทางดำเนินการต่ออิหร่าน เนื่องจากผลกระทบทางการเมืองจากราคาน้ำมันเบนซินที่สูงขึ้นได้สะท้อนผ่านการลงคะแนนของประชาชนไปแล้วเป็นส่วนใหญ่

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 70% นับตั้งแต่ต้นปี 2569 เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางที่ดำเนินต่อเนื่องเข้าสู่เดือนที่ 9 ส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย และสร้างความปั่นป่วนต่อตลาดพลังงานทั่วโลก

ราคาน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินปรับตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย รวมถึงในสหรัฐฯ ซึ่งต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอาจมีส่วนส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้

นอกจากความไม่แน่นอนด้านการเจรจาสันติภาพแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่กดดันราคาน้ำมันคือการฟื้นตัวของปริมาณส่งออกน้ำมันดิบจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย

ข้อมูลตลาดน้ำมันตะวันออกกลางบ่งชี้ว่า อุปทานน้ำมันในระยะสั้นเริ่มมีปริมาณมากกว่าความต้องการเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ขณะที่ราคาน้ำมันดิบที่ซื้อขายเป็นสินค้าจริงจากภูมิภาคทะเลเหนือก็เริ่มปรับตัวลดลงเช่นกัน

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดน้ำมันเริ่มได้รับแรงกดดันจากปริมาณน้ำมันที่กลับเข้าสู่ระบบมากขึ้น แม้ความขัดแย้งในภูมิภาคยังไม่สิ้นสุด

ขณะเดียวกัน Saudi Aramco บริษัทน้ำมันแห่งชาติของซาอุดีอาระเบีย เตรียมเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันให้สูงที่สุดเท่าที่สามารถทำได้ภายในไตรมาสนี้ เพื่อรองรับการส่งออกที่เพิ่มขึ้น

อามิน นาสเซอร์ (Amin Nasser) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Saudi Aramco กล่าวระหว่างการประชุมภายหลังประกาศผลประกอบการเมื่อวันอังคารว่า บริษัทจะเพิ่มกำลังการผลิตในไตรมาสปัจจุบัน หลังปริมาณการส่งออกน้ำมันในเดือนตุลาคมฟื้นตัวเข้าใกล้ระดับก่อนเกิดสงคราม

การส่งออกน้ำมันจากท่าเรือราส ทานูรา (Ras Tanura) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกสำคัญในอ่าวเปอร์เซีย เพิ่มขึ้นและเข้ามาเสริมปริมาณน้ำมันที่ส่งออกผ่านท่าเรือยันบู (Yanbu) บริเวณทะเลแดง

การฟื้นตัวของเส้นทางส่งออกดังกล่าวช่วยเพิ่มปริมาณน้ำมันเข้าสู่ตลาดโลก และอาจลดแรงกดดันด้านอุปทานที่เกิดขึ้นจากสงครามในช่วงก่อนหน้า

ด้านข้อมูลอุปทานน้ำมันในสหรัฐฯ สถาบันปิโตรเลียมอเมริกัน (American Petroleum Institute: API) รายงานว่า ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังของสหรัฐฯ ลดลงประมาณ 5.3 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตามเอกสารที่ Bloomberg ได้ตรวจสอบ

หากข้อมูลดังกล่าวได้รับการยืนยันจากรายงานอย่างเป็นทางการที่จะเผยแพร่ในวันพุธ จะถือเป็นการปรับตัวลดลงของสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ ติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 5

การลดลงของปริมาณน้ำมันคงคลังอาจช่วยพยุงราคาน้ำมันบางส่วน เนื่องจากสะท้อนว่าปริมาณน้ำมันที่จัดเก็บในสหรัฐฯ ลดลง แม้ตลาดโลกจะเริ่มมีอุปทานจากตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นก็ตาม

ข้อมูล ณ เวลา 11.02 น. ตามเวลาสิงคโปร์ หรือ 10.02 น. ตามเวลาประเทศไทย วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 พบว่า

ราคาน้ำมันดิบ Brent สัญญาส่งมอบเดือนมกราคม ลดลง 0.6% มาอยู่ที่ 102.98 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากช่วงก่อนหน้าเคยปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุด 1.3%
ราคาน้ำมันดิบ WTI สัญญาส่งมอบเดือนธันวาคม ลดลง 0.9% มาอยู่ที่ 95.27 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ทั้งนี้ ทิศทางราคาน้ำมันในระยะต่อไปยังขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงการตัดสินใจด้านนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลทรัมป์ภายหลังการเลือกตั้งกลางเทอม ตลอดจนการฟื้นตัวของปริมาณการผลิตและส่งออกน้ำมันจากประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ในตะวันออกกลาง

อ้างอิง : www.bloomberg.com



ที่มา

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่