ถ้าพ่อแม่/คนที่เรารัก ป่วยเป็นมะเร็ง มีชีวิตอยู่ต่อได้อีก 2 ปี แต่ต้องแลกกับเงินเก็บทั้งชีวิตของครอบครัว..คุณจะจ่ายไหม!?

ก่อนอื่นต้องขอบอกว่า หัวข้อ กท.นี้ จขกท.ไม่ได้คิดคำถามนี้เองนะครับ พอดีเป็นคำถามจากคุณหมอ ซึ่งผมได้อ่านบทความแล้วชอบ เลยอยากนำมาชวนกันแชร์แนวคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้นะครับ ถ้าคนที่เรารักป่วยหนัก/ป่วยติดเตียง อยู่ต่อได้อีก 2 ปี มีแนวทางตัดสินใจกันอย่างไรครับ

🌷ที่มา🌷
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
"ถ้าพ่อมีชีวิตอยู่ต่อได้อีก 2 ปี แต่ต้องแลกกับเงินเก็บทั้งชีวิตของครอบครัว... เราควรจ่ายไหม?"
โพสต์นี้จะยาวหน่อยครับ

ลองนึกภาพตามหมอนะครับ
🌷วันหนึ่งคุณพ่อป่วยเป็นมะเร็งระยะแพร่กระจาย หมอบอกว่ามียาตัวใหม่ อาจช่วยให้พ่อมีชีวิตยืนยาวขึ้นได้อีก 1–2 ปี แต่มีเงื่อนไขเล็กๆ อยู่ข้อหนึ่ง
*ค่ายาเดือนละ 80,000 บาท และที่สำคัญ... เบิกบัตรทองไม่ได้
ลูกกลับมานั่งเปิดบัญชีเงินฝากที่บ้าน
*เงินเก็บทั้งครอบครัวมีอยู่ 900,000 บาท ลองหารดูแล้ว เงินก้อนนี้ซื้อยาได้ประมาณ 11 เดือน  ยังไม่รวมค่าตรวจ ค่าหมอ ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ถ้าต้องใช้ยาต่อเนื่อง 2 ปี ค่ายาอย่างเดียวก็เกือบ 2 ล้านบาท

คำถามคือ...
"เราควรทุ่มเงินทั้งหมดเพื่อรักษาพ่อไหม?"

ถ้าถามหัวใจ❤️
หัวใจคงตอบทันทีว่า "จ่ายสิ"

แต่ถ้าถามสมุดบัญชีธนาคาร
คำตอบอาจไม่เหมือนกันครับ  และนี่คือหนึ่งในการตัดสินใจที่ยากที่สุดของครอบครัวผู้ป่วยมะเร็ง  เพราะเราไม่ได้กำลังเลือกระหว่างของถูกกับของแพง
แต่กำลังเลือกระหว่าง "เวลาชีวิตของคนที่เรารัก" กับ "ความมั่นคงของคนทั้งครอบครัว"
...
ก่อนอื่นหมออยากชวนทำความเข้าใจคำว่า "ยืดชีวิต" กันก่อนครับ
*มะเร็งที่แพร่กระจายไปหลายอวัยวะ โดยเฉพาะมีรอยโรคกระจายอยู่จำนวนมาก ส่วนใหญ่มีโอกาสรักษาให้หายขาดค่อนข้างน้อย แม้จะมีข้อยกเว้นในมะเร็งบางชนิดก็ตาม

*การรักษาในระยะนี้จึงมักมีเป้าหมายเพื่อควบคุมโรค ชะลอการลุกลาม ยืดชีวิต และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี ยาตัวใหม่ที่ราคาแพงอาจเป็นยามุ่งเป้า หรือยาภูมิคุ้มกันบำบัด ยาบางตัวได้ผลดีมากจริงๆ ครับ ผู้ป่วยบางรายที่เคยคาดว่าจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน กลับมีชีวิตต่อไปอีกหลายปี
แต่ก็มีผู้ป่วยอีกจำนวนหนึ่งที่ใช้ยาแล้วไม่ได้ผลอย่างที่หวัง

🌷ปัญหาคือ...
ก่อนเริ่มรักษา เรามักไม่สามารถบอกได้อย่างแน่นอนว่า คุณพ่อของเราจะอยู่ในกลุ่มไหน และเวลาหมอบอกว่ายาช่วยยืดชีวิตได้ 1–2 ปี ก็ต้องถามให้ชัดด้วยว่า หมายถึงผู้ป่วยที่ใช้ยามีชีวิตอยู่โดยรวมประมาณ 1–2 ปี  หรือหมายถึงมีชีวิตเพิ่มขึ้นอีก 1–2 ปี เมื่อเทียบกับการรักษาวิธีเดิม

*สองประโยคนี้ฟังคล้ายกัน  แต่ความหมายต่างกันมากครับ
...
🌷อีกเรื่องหนึ่งที่หมออยากให้คิดคือ
"ชีวิตที่ยาวขึ้นนั้น เป็นชีวิตแบบไหน?"
*สมมติว่ายาตัวหนึ่งช่วยให้คุณพ่อมีชีวิตเพิ่มขึ้นอีก 1 ปี
ถ้าเป็น 1 ปีที่พ่อยังเดินเล่นได้ กินข้าวอร่อย พูดคุยกับลูกหลาน ไปเที่ยวกับครอบครัว หรือทำสิ่งที่รักได้ เวลา 1 ปีนั้นมีความหมายมหาศาล
แต่ถ้าเป็น 1 ปีที่ต้องเข้าออกโรงพยาบาลบ่อยๆ มีผลข้างเคียงจากยา อ่อนเพลียจนทำกิจวัตรไม่ได้  เราก็ต้องถามว่า คุณพ่ออยากได้ชีวิตแบบนั้นหรือไม่
เพราะการมีชีวิตอยู่ให้นานที่สุด กับการมีชีวิตที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสมอไป

แน่นอนครับ ยาราคาแพงไม่ได้แปลว่าจะทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง บางตัวกลับช่วยลดอาการจากมะเร็ง ทำให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้ดีขึ้นมากเราจึงต้องดูข้อมูลของยาตัวนั้นจริงๆ ไม่ใช่ตัดสินจากราคา
...
🌷ทีนี้กลับมาที่เงิน 900,000 บาท  หมออยากชวนคิดอีกมุมหนึ่งครับ
*ถ้าคุณพ่ออายุ 55 ปี ยังทำงานได้ มีรายได้เดือนละ 100,000 บาท การรักษาที่ช่วยให้ท่านกลับมาทำงานได้อีกหลายปี อาจมีความคุ้มค่าทั้งในแง่คุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของครอบครัว

แต่ถ้าคุณพ่ออายุมากแล้ว ไม่ได้ทำงาน และเงิน 900,000 บาทเป็นเงินก้อนสุดท้ายที่ครอบครัวมี
*มีลูกอีกสองคนกำลังเรียนหนังสือ
*บ้านยังผ่อนอยู่
*การตัดสินใจใช้เงินทั้งหมดก็อาจมีผลต่อชีวิตคนอีกหลายคน เงินจำนวนเดียวกัน สำหรับครอบครัวหนึ่งอาจเป็นเงินที่พอจ่ายได้ แต่อีกครอบครัวหนึ่งอาจหมายถึงอนาคตทั้งหมดที่มี

🌷ดังนั้น คำถามว่า "คุ้มหรือไม่"
จึงไม่มีเครื่องคิดเลขเครื่องไหนตอบได้แทนทุกครอบครัว
...
แล้วถ้าเรามีเงินพอซื้อยาได้แค่ 11 เดือนล่ะ?
*เรื่องนี้สำคัญมากครับ
เพราะยามุ่งเป้าหลายชนิดต้องใช้ต่อเนื่องจนกว่าโรคจะลุกลาม หรือเกิดผลข้างเคียงที่ไม่สามารถยอมรับได้ ยาภูมิคุ้มกันบำบัดบางสูตรก็มีกำหนดระยะเวลารักษา แต่บางสูตรต้องใช้ต่อเนื่องตามข้อบ่งชี้ ถ้าใช้ยาไปแล้วได้ผลดี แต่เงินหมดก่อน...จะทำอย่างไร?  หรือถ้าจ่ายไปหลายแสนบาทแล้วมะเร็งไม่ตอบสนองต่อยา เราจะเหลือเงินเพียงพอสำหรับการดูแลในระยะต่อไปหรือไม่?

🌷*นี่คือคำถามที่ควรคิดตั้งแต่ก่อนเริ่มรักษา ไม่ใช่รอให้เงินหมดแล้วค่อยหาคำตอบ
หมอจึงอยากให้ครอบครัวถามแพทย์ผู้รักษาให้ชัดเจนว่า ยาตัวนี้เพิ่มโอกาสหรือระยะเวลารอดชีวิตได้มากเพียงใด มีโอกาสได้ประโยชน์แค่ไหน มีผลข้างเคียงอะไร ต้องใช้ยานานเท่าไร และมีทางเลือกอื่นที่เบิกได้หรือไม่ รวมถึงตรวจสอบโครงการช่วยเหลือค่ายา และโอกาสเข้าร่วมการวิจัยทางคลินิก หากมีและเหมาะสม  เพราะบางครั้ง ทางเลือกอาจไม่ได้มีแค่ "จ่ายทั้งหมด" กับ "ไม่รักษา"
...
🌷*อีกเรื่องที่หมออยากพูดคือ
"การไม่ซื้อยาแพง ไม่ได้แปลว่าไม่รักพ่อ" หมอพบว่าญาติหลายคนรู้สึกผิดมากเวลาต้องปฏิเสธการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูง
บางคนพูดว่า
"ถ้าเราไม่ยอมจ่าย แล้วพ่อเสียชีวิต เราจะเสียใจไปตลอดหรือเปล่า"
หมอเข้าใจความรู้สึกนี้ครับ แต่หมออยากให้แยกสองเรื่องออกจากกัน

*เรื่องแรก คือเรารักพ่อมากแค่ไหน❤️
*เรื่องที่สอง คือครอบครัวสามารถรับภาระค่าใช้จ่ายได้มากแค่ไหน
สองเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องมีคำตอบเหมือนกัน คนที่รักพ่อมาก ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่มีเงินมากที่สุด และคนที่ไม่มีเงินซื้อยา ไม่ได้แปลว่ารักพ่อน้อยกว่าใคร
ที่สำคัญ การเลือกไม่ใช้ยาราคาแพงไม่ได้หมายความว่าไม่มีการรักษาอื่นเหลืออยู่ ผู้ป่วยอาจยังได้รับการรักษามะเร็งตามสิทธิ การฉายรังสีเพื่อบรรเทาอาการ การรักษาอาการปวด และการดูแลประคับประคอง ซึ่งสามารถช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้
การดูแลประคับประคองก็ไม่ใช่การยอมแพ้หรือหยุดรักษาทุกอย่าง แต่สามารถเริ่มควบคู่กับการรักษามะเร็งได้ตั้งแต่ระยะที่เหมาะสม
...
🌷*มีอีกคนหนึ่งที่หมอคิดว่าควรมีสิทธิออกเสียงมากที่สุดในเรื่องนี้ แต่บางครอบครัวกลับลืมถาม  คนนั้นคือ "คุณพ่อ" ครับ
เราอาจมัวแต่คิดว่าจะหาเงินจากไหน จะขายที่ดินดีไหม จะกู้ธนาคารเท่าไร จนลืมถามท่านว่า
"พ่ออยากรักษาแบบไหน?"

*บางคนบอกว่า ขอให้ได้อยู่เห็นหลานเรียนจบอีกสักปี ต่อให้ต้องเหนื่อยหน่อยก็ยอม
*บางคนบอกว่า ไม่อยากไปโรงพยาบาลบ่อยแล้ว ขออยู่บ้านกับลูกหลานอย่างสบายใจ
*บางคนยินดีลองยาใหม่
*บางคนพอใจกับการรักษาตามสิทธิ

🌷ทุกคำตอบมีความหมายครับ
เพราะท้ายที่สุด คนที่ต้องรับผลจากการรักษามากที่สุดก็คือผู้ป่วยเอง
...
*หมอเคยคิดว่า การเป็นหมอมะเร็งมีหน้าที่พยายามทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาวที่สุด
แต่การดูแลผู้ป่วยทำให้หมอเห็นว่า จำนวนวันที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของการรักษา เราต้องมองทั้งคุณภาพชีวิต ความต้องการของผู้ป่วย และความเป็นจริงของครอบครัวด้วย

*หมอไม่ได้กำลังบอกว่าอย่าใช้ยาแพงนะครับ ถ้ายาตัวนั้นมีประโยชน์ชัดเจน และครอบครัวมีความพร้อม การเลือกใช้ยาก็เป็นเหตุผลที่เข้าใจได้
แต่ถ้าการใช้ยาหมายถึงการหมดเงินเก็บทั้งชีวิต ต้องขายบ้าน หรือสร้างหนี้ที่คนข้างหลังต้องแบกรับอีกหลายปี การเลือกแนวทางรักษาอื่นก็เป็นการตัดสินใจที่มีเหตุผลและมีศักดิ์ศรีไม่ต่างกัน  เพราะความกตัญญูไม่ควรถูกวัดด้วยราคาของใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล และความรักของลูกก็ไม่ควรถูกตัดสินจากความสามารถในการซื้อยา

*หมออยากให้เราพยายามรักษาชีวิตของคนที่รักอย่างดีที่สุด❤️
แต่อย่าลืมว่า...
*ในวันที่เราพยายามซื้อเวลาให้คนหนึ่งคน เราก็กำลังตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตของคนอีกหลายคนด้วย
*บางครั้งการรักษาที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่การรักษาที่แพงที่สุด  แต่เป็นการรักษาที่คุณพ่อเข้าใจ ยอมรับ และครอบครัวสามารถเดินไปด้วยกันได้ โดยไม่ต้องมีใครรู้สึกผิดที่รักกันไม่มากพอ
เพราะความรัก...
ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ด้วยการใช้เงินจนหมดบัญชีครับ [img]https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t6c/1/16/2764.png[/img]

Cr. ขอบคุณบทความจากคุณหมอ  ศ.นพ.ชวลิต ศูนย์มะเร็ง รพ.จุฬาลงกรณ์

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่