เรื่อง ปภ.ประกาศเตือน เตรียมเสบียง 72 ชั่วโมง สาเหตุมาจากอะไร และ ตื่นตัวเตรียมอะไรกันบ้างมั้ยครับ

แต่ละท่านเตรียมพร้อมกันมากแค่ไหนครับ!?
🌷ส่วนตัว มองว่า เหมือน ประกันสุขภาพ ประกันภัย ประกันรถยนต์  มีแล้วไม่ได้ใช้ดีกว่าจะใช้แล้วไม่มีนะครับ🌷

สำหรับประกาศแจ้งเตือนเรื่องการเตรียมเสบียง 72 ชั่วโมงที่เกิดขึ้นในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทย
ในขณะนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้เน้นย้ำหลักการว่าให้เรา
"ตระหนัก แต่ไม่ตระหนก"
สาเหตุของคำเตือนนี้ไม่ได้เกิดจากการมีข้อมูลข่าวกรองว่าเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้
แต่มาจากการประเมิน
"ภัยคุกคามยุคใหม่" (Modern Threats) ของรัฐบาลทั่วโลก  
( ส่วนของประเทศไทยผมไม่แน่ใจว่าเป็นตามนี้หรือเปล่านะครับ)
ที่มองว่าความไม่แน่นอนในปัจจุบันสูงขึ้นมาก

สาเหตุหลักที่หลายประเทศออกคำเตือนในช่วงนี้ ได้แก่
1. ​ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และสงคราม  ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในหลายภูมิภาค เช่น รัสเซีย-ยูเครน หรือตะวันออกกลาง ทำให้หลายประเทศในยุโรปต้องเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่อาจลุกลามถึงระบบเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน

2. ​ภัยคุกคามทางไซเบอร์และการก่อวินาศกรรม  คือ ปัจจุบันโลกพึ่งพาระบบดิจิทัลสูงมาก
หากเกิดการโจมตีทางไซเบอร์เป้าหมายไปที่ระบบไฟฟ้า น้ำประปา โลจิสติกส์ หรือระบบธนาคาร อาจทำให้บริการพื้นฐานหยุดชะงักเป็นวงกว้างในทันที
ก่อนหน้านี้เคยมีกรณีตู้แช่อาหารในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วยุโรปถูกโจมตีทางไซเบอร์จนระบบรวนมาแล้ว

3. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)
ภัยธรรมชาติอย่างพายุ แผ่นดินไหว หรือน้ำท่วมเฉียบพลัน มีความรุนแรงและคาดเดาได้ยากขึ้น ซึ่งภัยเหล่านี้สามารถตัดขาดเส้นทางคมนาคมและระบบสาธารณูปโภคได้อย่างรวดเร็ว

-- ทำไมต้องเป็น 72 ชั่วโมง --
ระยะเวลา 72 ชั่วโมง (3 วัน) เป็นเกณฑ์มาตรฐานสากลด้านการจัดการภัยพิบัติที่หน่วยงานอย่าง FEMA ของสหรัฐฯ และสภากาชาดสากลใช้เป็นหลักเกณฑ์
เนื่องจากเป็น "ระยะเวลาเฉลี่ย" ที่หน่วยงานกู้ภัยหรือภาครัฐจะสามารถเคลียร์เส้นทางและเข้ามาให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ ประชาชนจึงต้องสามารถพึ่งพาตนเองให้รอดในช่วง 3 วันแรกนี้ครับ

แล้วจะเตรียมตัวอะไรบ้าง สำหรับ 72 ชั่วโมง ก็ยึดหลักปัจจัย 4 ครับ
🌷น้ำดื่ม - 3 ลิตร/คน/วัน คำนวณไปเลยครับที่บ้านมีกี่คน ก็คูณเลขกันเข้าไปครับ
🌷อาหาร - อันนี้ก็ดูบุคคลในบ้านเลยครับ ถ้าเป็นผู้ใหญ่ทั้งหมดก็เรื่อง แต่ถ้ามีเด็กก็ต้องดูช่วงวัยด้วย จะลำบากก็คือเด็กทารก คิดถึงตัวเอง ตอนที่น้ำท่วม แล้วต้องนั่งเรือออกจากบ้าน ส่วนหนึ่งก็เรื่องอาหารของเจ้าตัวเล็กนี่แหละครับ

สำหรับบุคคลทั่วไปก่อนนะครับ
🌷​หลักการเลือกชนิดของอาหาร-ไม่ต้องปรุง ไม่ต้องแช่เย็น และไม่ต้องใช้น้ำเพิ่ม
🌷ควรเลือกอาหารกระป๋อง (ที่มีห่วงดึงเปิดได้เลย), แครกเกอร์, เนยถั่ว, ถั่วอบแห้ง หรือผลไม้อบแห้ง
🌷คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนและโปรตีน เน้นอาหารที่ให้พลังงานได้ยาวนาน และทำให้อิ่มท้อง เพื่อลดความเครียดทางสรีรวิทยาและช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อ
🌷หลีกเลี่ยงอาหารที่เค็มจัดเช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบางชนิด หรือขนมขบเคี้ยว เพราะโซเดียมจะกระตุ้นให้ร่างกายกระหายน้ำมากขึ้น ทำให้ต้องสูญเสียน้ำสำรองที่มีอยู่อย่างจำกัดไปเร็วกว่าปกติ
🌷ควรใช้วิธีจัดเก็บแบบหมุนเวียนนำของเก่ามาใช้และเติมของใหม่ (FIFO - First In, First Out) โดยนำอาหารที่จะกินจริงในชีวิตประจำวันมาซื้อเผื่อไว้ในตู้เก็บของ เพื่อป้องกันอาหารหมดอายุและลดความสิ้นเปลืองงบประมาณ
🌷ส่วนปริมาณ ถ้าไปอ้างอิงกันจริงๆก็ต้องวัด เป็นเรื่องแคลอรี่ ต่อวันของผู้ใหญ่แต่ละคน ซึ่งอันนั้นผมไม่ลงรายละเอียดนะครับ... แต่ให้หลักการคร่าวๆไว้เบื้องต้น

🌷พลังงานสำรอง - แบตเตอรี่ Power Bank ทั้งหลาย ไฟฉาย อันนี้ก็สำคัญครับลองไปหาอ่านรายละเอียดกันอีกทีนึง
ส่วนที่บ้าน ตั้งแต่เจอวิกฤตน้ำท่วม รอบพื้นที่ บ้านรอบนั้น มี UPS ที่ชาร์จ Solar ได้ ตัวใหญ่ พอใช้กับตู้เย็นได้ 1 วันไว้เลยครับ กลางวันก็กางแผงโซล่า ชาร์จได้เลย

จริงๆยังมีรายละเอียดอีกนะครับ คุณมีสัตว์เลี้ยง จะต้องเตรียมอะไรให้น้องๆบ้าง ก็ได้แต่หวังว่า ปัจจัยความตึงเครียดทั้งหลายในข้อ 1 จะเริ่มทุเลาลงบ้าง
ส่วนปัจจัยในข้อ 2 และข้อ 3 อันนี้เป็นสิ่งที่เราควร เตรียมรับมือไว้เสมอครับ

ปล. ในยามฉุกเฉิน อาหารที่กินต้องเรียบง่าย แบบที่เขียน กินเพียงแค่เอาตัวรอดนะ ไม่ต้องคิดว่ามันจะ Clean หรือจะเป็นคีโตหรือจะเป็นเมดิเตอฯ อะไรทั้งนั้นครับ... เอาแค่รอดก่อนครับ

Cr. ขอบคุณข้อมูล
นพ.จิรรุจน์ ชมเชย
กุมารแพทย์โรคระบบหายใจ
อดีตผู้ประสบปัญหาระบบเผาผลาญ/อ้วน/ความดันสูง/ดื้ออินซูลิน/เก๊าท์
เน้นให้ความรู้ เพื่อการปฏิบัติให้มีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่