นักวิเคราะห์ชี้ตลาดอาจตอบสนองเกินเหตุ หลัง “เดโมแครต” จ่อครองสภาคองเกรส
นักวิเคราะห์ประเมินผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ กดดันหุ้น-ดอลลาร์ หลังเดโมแครตมีลุ้นครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา แต่เตือนตลาดอาจตื่นตระหนกเกินไป
วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 เวลา 10.00 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ (US Midterm Elections 2026) เริ่มส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินทั่วโลก หลังพรรคเดโมแครตได้รับชัยชนะในการแข่งขันวุฒิสภาหลายรัฐสำคัญในช่วงแรกของการนับคะแนน ส่งผลให้นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักต่อความเป็นไปได้ที่เดโมแครตจะแย่งเสียงข้างมากในวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา หรือที่เรียกว่า Blue Sweep
อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งโดยรวมยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัด ณ เวลาที่ Reuters รายงาน
ตลาดการเงินตอบสนองต่อความเคลื่อนไหวดังกล่าวอย่างรวดเร็ว โดยสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงอย่างหนัก ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงตามแรงซื้อพันธบัตร ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง
Reuters ได้รวบรวมความคิดเห็นจากนักกลยุทธ์และผู้บริหารการลงทุนของสถาบันการเงินชั้นนำ เพื่อประเมินว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะส่งผลต่อทิศทางตลาดหุ้น ค่าเงินดอลลาร์ พันธบัตรรัฐบาล ตลอดจนนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ อย่างไร
State Street มองความเสี่ยงสำคัญคือนักลงทุนตอบสนองเกินเหตุ
ไมเคิล อาโรน (Michael Arone) หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของ State Street Global Advisors ในบอสตัน กล่าวว่า ความเสี่ยงสำคัญต่อตลาดการเงินอาจไม่ได้มาจากชัยชนะครั้งใหญ่ของพรรคเดโมแครตโดยตรง แต่เป็นการที่นักลงทุนตอบสนองต่อผลการเลือกตั้งมากเกินไป
เขามองว่า ตลาดอาจให้น้ำหนักกับสถานการณ์ Blue Wave มากจนเกินความจำเป็น ส่งผลให้ราคาสินทรัพย์ผันผวนรุนแรงกว่าผลกระทบที่แท้จริงจากการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจทางการเมือง
มุมมองดังกล่าวสะท้อนความกังวลว่า นักลงทุนอาจเร่งปรับพอร์ตตามผลการเลือกตั้งในระยะสั้น ทั้งที่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและนโยบายของรัฐบาลยังต้องใช้เวลาในการประเมิน
Siebert Financial คาดตลาดผันผวนระยะสั้น แต่ไม่รุนแรงผิดปกติ
มาร์ก มาเลก (Mark Malek) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Siebert Financial ในนิวยอร์ก กล่าวว่า แม้ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบทั้งหมด แต่เชื่อว่าตลาดการเงินได้รับรู้ความเป็นไปได้ของผลเลือกตั้งลักษณะนี้ไปแล้วบางส่วน
เขาคาดว่าตลาดอาจเผชิญความผันผวนต่อเนื่องในช่วงกลางคืนและวันถัดไป แต่ไม่น่าจะเป็นความเคลื่อนไหวที่รุนแรงเกินกว่าปกติ โดยเมื่อเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2559 ตลาดในครั้งนั้นเผชิญความผันผวนมากกว่า
มาเลก ยังมองว่า ผลการเลือกตั้งที่จะสร้างความประหลาดใจแก่ตลาดได้มากกว่า คือกรณีที่พรรครีพับลิกันกลับได้รับชัยชนะเพิ่มขึ้นอย่างมากเหนือความคาดหมาย
J.P. Morgan ชี้รัฐบาลเสียงแตกอาจช่วยจำกัดการขาดดุลการคลัง
ไท ฮุย (Tai Hui) หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ J.P. Morgan Asset Management ในฮ่องกง กล่าวว่า แม้พรรคเดโมแครตจะสามารถควบคุมสภาคองเกรสได้ แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงมีอำนาจยับยั้งร่างกฎหมาย (Veto) ซึ่งอาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการออกกฎหมายในช่วง 2 ปีที่เหลือของวาระ
นอกจากนี้ สหรัฐยังมีประเด็นเพดานหนี้สาธารณะ (Debt Ceiling) ที่อาจต้องกลับมาเจรจากันในปี 2570
สำหรับนโยบายที่อาจได้รับผลกระทบ ได้แก่ ความพยายามยกเลิกมาตรการลดรายจ่ายด้านสาธารณสุขภายใต้กฎหมาย One Big Beautiful Bill รวมถึงการยกเลิกข้อจำกัดเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียน
อย่างไรก็ตาม ไท ฮุย มองว่า หากรัฐบาลและสภาคองเกรสอยู่ภายใต้การควบคุมของคนละพรรค อาจมีผลเชิงบวกต่อเสถียรภาพทางการคลัง เนื่องจากข้อจำกัดทางการเมืองอาจช่วยควบคุมการใช้จ่ายภาครัฐ และทำให้การขาดดุลงบประมาณอยู่ในระดับจำกัดมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังสามารถใช้อำนาจฝ่ายบริหารเพื่อส่งผลต่อตลาดการเงินได้ในหลายด้าน โดยเฉพาะนโยบายการค้า มาตรการภาษีนำเข้า นโยบายต่างประเทศ และการดำเนินการภายใต้กฎระเบียบที่มีอยู่แล้ว
ไท ฮุย ยังตั้งข้อสังเกตว่า นักลงทุนควรพิจารณาแยกผลกระทบจากการเลือกตั้งออกจากความกังวลเกี่ยวกับธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งสะสมมาตลอดช่วง 3–4 สัปดาห์ที่ผ่านมา
เขาประเมินว่า ปัจจัยด้าน AI อาจเป็นสาเหตุหลักที่กดดันตลาดหุ้นในขณะนี้ มากกว่าผลกระทบทางการเมืองจากการเลือกตั้งกลางเทอม
Saxo มองเดโมแครตชนะมากกว่าคาด กดดันหุ้นเทคโนโลยีและดอลลาร์
ชารู ชานานา (Charu Chanana) หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของ Saxo ในสิงคโปร์ กล่าวว่า ตลาดการเงินกำลังสะท้อนความเป็นไปได้ที่พรรคเดโมแครตจะทำผลงานได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งอาจทำให้ความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลังเพิ่มเติมลดลง
ปัจจัยดังกล่าวช่วยอธิบายการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ และแรงกดดันต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ ภายหลังผลการเลือกตั้งเริ่มออกมา
ขณะเดียวกัน การปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี Nasdaq สะท้อนความกังวลว่า การเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจทางการเมืองอาจนำไปสู่การตรวจสอบและกำกับดูแลอุตสาหกรรม AI รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) อย่างเข้มงวดมากขึ้น
ความกังวลดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่นักลงทุนตั้งคำถามเกี่ยวกับมูลค่าหุ้นเทคโนโลยีที่อยู่ในระดับสูง และการใช้จ่ายลงทุนด้าน AI ของบริษัทขนาดใหญ่ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ชานานา มองว่า การปรับตัวลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อาจช่วยบรรเทาแรงกดดันต่อตลาดหุ้นในระยะต่อไป เนื่องจากต้นทุนทางการเงินที่ลดลงเป็นปัจจัยสนับสนุนมูลค่าสินทรัพย์เสี่ยง
ดังนั้น แรงเทขายในช่วงแรกอาจไม่ได้ดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลานาน หากตลาดเริ่มกลับมาประเมินปัจจัยพื้นฐานด้านเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ยมากขึ้น
Monex มองผลเลือกตั้งอาจไม่เปลี่ยนแนวทางบริหารของทรัมป์
เจสเปอร์ คอลล์ (Jesper Koll) ผู้เชี่ยวชาญและกรรมการของ Monex Group ในกรุงโตเกียว กล่าวว่า แม้สภาคองเกรสจะมีแนวโน้มเปลี่ยนไปอยู่ภายใต้การควบคุมของพรรคเดโมแครต แต่เขาไม่เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อแนวทางการกำหนดนโยบายของรัฐบาลทรัมป์
เขาให้เหตุผลว่า ทรัมป์มีรูปแบบการบริหารประเทศที่พึ่งพาคำสั่งฝ่ายบริหารเป็นสำคัญ ทำให้ยังสามารถขับเคลื่อนนโยบายหลายด้านได้ แม้ต้องเผชิญแรงต้านจากสภาคองเกรส
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจอาจทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองมากขึ้น ทั้งการตรวจสอบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริต และความเป็นไปได้ในการดำเนินกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดี
แต่คอลล์มองว่า ประเด็นเหล่านี้อาจสร้างความขัดแย้งทางการเมืองมากกว่าจะทำให้แนวทางการบริหารประเทศของทรัมป์เปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง
สำหรับตลาดหุ้น เขาเห็นว่าแรงขับเคลื่อนจากกระแส AI ได้เริ่มเปลี่ยนเป็นปัจจัยลบอยู่ก่อนแล้ว ไม่ว่าพรรครีพับลิกันจะสามารถรักษาเสียงข้างมากในสภาคองเกรสได้หรือไม่
ความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับ AI ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประเด็นการเมือง แต่ยังครอบคลุมถึงความคุ้มค่าของการลงทุน การประเมินมูลค่าบริษัทเทคโนโลยี และความยั่งยืนของการเติบโตในอุตสาหกรรมดังกล่าว
ในด้านค่าเงิน คอลล์ มองว่า ผลการเลือกตั้งอาจเป็นปัจจัยบวกต่อดอลลาร์ได้ในระยะต่อไป เนื่องจากตลาดอาจให้น้ำหนักกับความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มากขึ้น หากฝ่ายนิติบัญญัติมีบทบาทในการถ่วงดุลอำนาจของฝ่ายบริหารเพิ่มขึ้น
จับตา 3 ปัจจัยกำหนดทิศทางตลาดหลังเลือกตั้ง
จากความคิดเห็นของนักวิเคราะห์ที่ Reuters รวบรวม สามารถสรุปประเด็นสำคัญที่นักลงทุนควรติดตามภายหลังการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ได้ 3 ด้าน ได้แก่
- ดุลอำนาจในสภาคองเกรสและทิศทางนโยบายการคลัง หากพรรคเดโมแครตสามารถควบคุมสภาใดสภาหนึ่งหรือทั้งสองสภา อาจทำให้การออกกฎหมายด้านการใช้จ่ายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันต่อการขาดดุลงบประมาณ
- ความเสี่ยงของหุ้น AI และ Big Tech ความกังวลเกี่ยวกับมูลค่าหุ้นที่สูง การลงทุนด้าน AI จำนวนมาก และความเป็นไปได้ที่จะมีการกำกับดูแลเข้มงวดขึ้น อาจเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางตลาดหุ้น โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี
- ทิศทางดอลลาร์ พันธบัตร และนโยบาย Fed ความคาดหวังว่ารัฐบาลอาจใช้จ่ายทางการคลังน้อยลงมีส่วนกดดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและค่าเงินดอลลาร์ในระยะสั้น แต่ในระยะต่อไป นักลงทุนอาจให้น้ำหนักกับความเป็นอิสระของ Fed และทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากขึ้น
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมองว่า ความผันผวนในตลาดการเงินหลังการเลือกตั้งอาจเป็นเพียงปฏิกิริยาระยะสั้น ขณะที่ปัจจัยพื้นฐาน โดยเฉพาะแนวโน้มอุตสาหกรรม AI อัตราดอกเบี้ย และนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลสหรัฐฯ จะยังคงมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางตลาดในระยะต่อไป
อ้างอิง : www.reuters.com
ที่มา
นักวิเคราะห์ชี้ตลาดอาจตอบสนองเกินเหตุ หลัง “เดโมแครต” จ่อครองสภาคองเกรส
นักวิเคราะห์ชี้ตลาดอาจตอบสนองเกินเหตุ หลัง “เดโมแครต” จ่อครองสภาคองเกรส
นักวิเคราะห์ประเมินผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ กดดันหุ้น-ดอลลาร์ หลังเดโมแครตมีลุ้นครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา แต่เตือนตลาดอาจตื่นตระหนกเกินไป
วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 เวลา 10.00 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ (US Midterm Elections 2026) เริ่มส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินทั่วโลก หลังพรรคเดโมแครตได้รับชัยชนะในการแข่งขันวุฒิสภาหลายรัฐสำคัญในช่วงแรกของการนับคะแนน ส่งผลให้นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักต่อความเป็นไปได้ที่เดโมแครตจะแย่งเสียงข้างมากในวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา หรือที่เรียกว่า Blue Sweep
อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งโดยรวมยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัด ณ เวลาที่ Reuters รายงาน
ตลาดการเงินตอบสนองต่อความเคลื่อนไหวดังกล่าวอย่างรวดเร็ว โดยสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงอย่างหนัก ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงตามแรงซื้อพันธบัตร ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง
Reuters ได้รวบรวมความคิดเห็นจากนักกลยุทธ์และผู้บริหารการลงทุนของสถาบันการเงินชั้นนำ เพื่อประเมินว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะส่งผลต่อทิศทางตลาดหุ้น ค่าเงินดอลลาร์ พันธบัตรรัฐบาล ตลอดจนนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ อย่างไร
State Street มองความเสี่ยงสำคัญคือนักลงทุนตอบสนองเกินเหตุ
ไมเคิล อาโรน (Michael Arone) หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของ State Street Global Advisors ในบอสตัน กล่าวว่า ความเสี่ยงสำคัญต่อตลาดการเงินอาจไม่ได้มาจากชัยชนะครั้งใหญ่ของพรรคเดโมแครตโดยตรง แต่เป็นการที่นักลงทุนตอบสนองต่อผลการเลือกตั้งมากเกินไป
เขามองว่า ตลาดอาจให้น้ำหนักกับสถานการณ์ Blue Wave มากจนเกินความจำเป็น ส่งผลให้ราคาสินทรัพย์ผันผวนรุนแรงกว่าผลกระทบที่แท้จริงจากการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจทางการเมือง
มุมมองดังกล่าวสะท้อนความกังวลว่า นักลงทุนอาจเร่งปรับพอร์ตตามผลการเลือกตั้งในระยะสั้น ทั้งที่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและนโยบายของรัฐบาลยังต้องใช้เวลาในการประเมิน
Siebert Financial คาดตลาดผันผวนระยะสั้น แต่ไม่รุนแรงผิดปกติ
มาร์ก มาเลก (Mark Malek) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Siebert Financial ในนิวยอร์ก กล่าวว่า แม้ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบทั้งหมด แต่เชื่อว่าตลาดการเงินได้รับรู้ความเป็นไปได้ของผลเลือกตั้งลักษณะนี้ไปแล้วบางส่วน
เขาคาดว่าตลาดอาจเผชิญความผันผวนต่อเนื่องในช่วงกลางคืนและวันถัดไป แต่ไม่น่าจะเป็นความเคลื่อนไหวที่รุนแรงเกินกว่าปกติ โดยเมื่อเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2559 ตลาดในครั้งนั้นเผชิญความผันผวนมากกว่า
มาเลก ยังมองว่า ผลการเลือกตั้งที่จะสร้างความประหลาดใจแก่ตลาดได้มากกว่า คือกรณีที่พรรครีพับลิกันกลับได้รับชัยชนะเพิ่มขึ้นอย่างมากเหนือความคาดหมาย
J.P. Morgan ชี้รัฐบาลเสียงแตกอาจช่วยจำกัดการขาดดุลการคลัง
ไท ฮุย (Tai Hui) หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ J.P. Morgan Asset Management ในฮ่องกง กล่าวว่า แม้พรรคเดโมแครตจะสามารถควบคุมสภาคองเกรสได้ แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงมีอำนาจยับยั้งร่างกฎหมาย (Veto) ซึ่งอาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการออกกฎหมายในช่วง 2 ปีที่เหลือของวาระ
นอกจากนี้ สหรัฐยังมีประเด็นเพดานหนี้สาธารณะ (Debt Ceiling) ที่อาจต้องกลับมาเจรจากันในปี 2570
สำหรับนโยบายที่อาจได้รับผลกระทบ ได้แก่ ความพยายามยกเลิกมาตรการลดรายจ่ายด้านสาธารณสุขภายใต้กฎหมาย One Big Beautiful Bill รวมถึงการยกเลิกข้อจำกัดเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียน
อย่างไรก็ตาม ไท ฮุย มองว่า หากรัฐบาลและสภาคองเกรสอยู่ภายใต้การควบคุมของคนละพรรค อาจมีผลเชิงบวกต่อเสถียรภาพทางการคลัง เนื่องจากข้อจำกัดทางการเมืองอาจช่วยควบคุมการใช้จ่ายภาครัฐ และทำให้การขาดดุลงบประมาณอยู่ในระดับจำกัดมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังสามารถใช้อำนาจฝ่ายบริหารเพื่อส่งผลต่อตลาดการเงินได้ในหลายด้าน โดยเฉพาะนโยบายการค้า มาตรการภาษีนำเข้า นโยบายต่างประเทศ และการดำเนินการภายใต้กฎระเบียบที่มีอยู่แล้ว
ไท ฮุย ยังตั้งข้อสังเกตว่า นักลงทุนควรพิจารณาแยกผลกระทบจากการเลือกตั้งออกจากความกังวลเกี่ยวกับธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งสะสมมาตลอดช่วง 3–4 สัปดาห์ที่ผ่านมา
เขาประเมินว่า ปัจจัยด้าน AI อาจเป็นสาเหตุหลักที่กดดันตลาดหุ้นในขณะนี้ มากกว่าผลกระทบทางการเมืองจากการเลือกตั้งกลางเทอม
Saxo มองเดโมแครตชนะมากกว่าคาด กดดันหุ้นเทคโนโลยีและดอลลาร์
ชารู ชานานา (Charu Chanana) หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของ Saxo ในสิงคโปร์ กล่าวว่า ตลาดการเงินกำลังสะท้อนความเป็นไปได้ที่พรรคเดโมแครตจะทำผลงานได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งอาจทำให้ความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลังเพิ่มเติมลดลง
ปัจจัยดังกล่าวช่วยอธิบายการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ และแรงกดดันต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ ภายหลังผลการเลือกตั้งเริ่มออกมา
ขณะเดียวกัน การปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี Nasdaq สะท้อนความกังวลว่า การเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจทางการเมืองอาจนำไปสู่การตรวจสอบและกำกับดูแลอุตสาหกรรม AI รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) อย่างเข้มงวดมากขึ้น
ความกังวลดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่นักลงทุนตั้งคำถามเกี่ยวกับมูลค่าหุ้นเทคโนโลยีที่อยู่ในระดับสูง และการใช้จ่ายลงทุนด้าน AI ของบริษัทขนาดใหญ่ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ชานานา มองว่า การปรับตัวลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อาจช่วยบรรเทาแรงกดดันต่อตลาดหุ้นในระยะต่อไป เนื่องจากต้นทุนทางการเงินที่ลดลงเป็นปัจจัยสนับสนุนมูลค่าสินทรัพย์เสี่ยง
ดังนั้น แรงเทขายในช่วงแรกอาจไม่ได้ดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลานาน หากตลาดเริ่มกลับมาประเมินปัจจัยพื้นฐานด้านเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ยมากขึ้น
Monex มองผลเลือกตั้งอาจไม่เปลี่ยนแนวทางบริหารของทรัมป์
เจสเปอร์ คอลล์ (Jesper Koll) ผู้เชี่ยวชาญและกรรมการของ Monex Group ในกรุงโตเกียว กล่าวว่า แม้สภาคองเกรสจะมีแนวโน้มเปลี่ยนไปอยู่ภายใต้การควบคุมของพรรคเดโมแครต แต่เขาไม่เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อแนวทางการกำหนดนโยบายของรัฐบาลทรัมป์
เขาให้เหตุผลว่า ทรัมป์มีรูปแบบการบริหารประเทศที่พึ่งพาคำสั่งฝ่ายบริหารเป็นสำคัญ ทำให้ยังสามารถขับเคลื่อนนโยบายหลายด้านได้ แม้ต้องเผชิญแรงต้านจากสภาคองเกรส
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจอาจทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองมากขึ้น ทั้งการตรวจสอบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริต และความเป็นไปได้ในการดำเนินกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดี
แต่คอลล์มองว่า ประเด็นเหล่านี้อาจสร้างความขัดแย้งทางการเมืองมากกว่าจะทำให้แนวทางการบริหารประเทศของทรัมป์เปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง
สำหรับตลาดหุ้น เขาเห็นว่าแรงขับเคลื่อนจากกระแส AI ได้เริ่มเปลี่ยนเป็นปัจจัยลบอยู่ก่อนแล้ว ไม่ว่าพรรครีพับลิกันจะสามารถรักษาเสียงข้างมากในสภาคองเกรสได้หรือไม่
ความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับ AI ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประเด็นการเมือง แต่ยังครอบคลุมถึงความคุ้มค่าของการลงทุน การประเมินมูลค่าบริษัทเทคโนโลยี และความยั่งยืนของการเติบโตในอุตสาหกรรมดังกล่าว
ในด้านค่าเงิน คอลล์ มองว่า ผลการเลือกตั้งอาจเป็นปัจจัยบวกต่อดอลลาร์ได้ในระยะต่อไป เนื่องจากตลาดอาจให้น้ำหนักกับความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มากขึ้น หากฝ่ายนิติบัญญัติมีบทบาทในการถ่วงดุลอำนาจของฝ่ายบริหารเพิ่มขึ้น
จับตา 3 ปัจจัยกำหนดทิศทางตลาดหลังเลือกตั้ง
จากความคิดเห็นของนักวิเคราะห์ที่ Reuters รวบรวม สามารถสรุปประเด็นสำคัญที่นักลงทุนควรติดตามภายหลังการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ได้ 3 ด้าน ได้แก่
- ดุลอำนาจในสภาคองเกรสและทิศทางนโยบายการคลัง หากพรรคเดโมแครตสามารถควบคุมสภาใดสภาหนึ่งหรือทั้งสองสภา อาจทำให้การออกกฎหมายด้านการใช้จ่ายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันต่อการขาดดุลงบประมาณ
- ความเสี่ยงของหุ้น AI และ Big Tech ความกังวลเกี่ยวกับมูลค่าหุ้นที่สูง การลงทุนด้าน AI จำนวนมาก และความเป็นไปได้ที่จะมีการกำกับดูแลเข้มงวดขึ้น อาจเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางตลาดหุ้น โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี
- ทิศทางดอลลาร์ พันธบัตร และนโยบาย Fed ความคาดหวังว่ารัฐบาลอาจใช้จ่ายทางการคลังน้อยลงมีส่วนกดดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและค่าเงินดอลลาร์ในระยะสั้น แต่ในระยะต่อไป นักลงทุนอาจให้น้ำหนักกับความเป็นอิสระของ Fed และทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากขึ้น
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมองว่า ความผันผวนในตลาดการเงินหลังการเลือกตั้งอาจเป็นเพียงปฏิกิริยาระยะสั้น ขณะที่ปัจจัยพื้นฐาน โดยเฉพาะแนวโน้มอุตสาหกรรม AI อัตราดอกเบี้ย และนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลสหรัฐฯ จะยังคงมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางตลาดในระยะต่อไป
อ้างอิง : www.reuters.com
ที่มา