เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ “เดโมแครต” ขยับใกล้ 218 ที่นั่ง จับตาพลิกวุฒิสภาเท็กซัส-โอไฮโอ-เซาท์แคโรไลนา
CNBC ประเมินเดโมแครตคว้าอย่างน้อย 210 ที่นั่งในสภาล่าง เข้าใกล้เกณฑ์เสียงข้างมาก 218 ที่นั่ง ขณะที่ศึกวุฒิสภาในเท็กซัส โอไฮโอ และเซาท์แคโรไลนาเริ่มเอนเอียงไปทางเดโมแครต
วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 เวลา 09.57 น. สำนักข่าว CNBC รายงานความคืบหน้าการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ (Midterm Elections 2026) โดยพรรคเดโมแครตมีผลการเลือกตั้งและแนวโน้มการแข่งขันที่ดีขึ้นต่อเนื่องทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา หลังการนับคะแนนในหลายรัฐเริ่มสะท้อนความเปลี่ยนแปลงของฐานเสียง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เคยสนับสนุนพรรครีพับลิกัน
ฝ่ายวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งของ CNBC (CNBC Election Desk) ประเมินว่า พรรคเดโมแครตจะได้รับชัยชนะอย่างน้อย 210 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร จากทั้งหมด 435 ที่นั่ง ขณะที่พรรครีพับลิกันคาดว่าจะได้อย่างน้อย 160 ที่นั่ง โดยพรรคที่ต้องการครองเสียงข้างมากจำเป็นต้องมีอย่างน้อย 218 ที่นั่ง
ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากการประเมินก่อนหน้านี้ที่คาดว่าเดโมแครตจะได้อย่างน้อย 200 ที่นั่ง ก่อนปรับขึ้นเป็น 205 ที่นั่ง และล่าสุด 210 ที่นั่งภายในระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมง
อย่างไรก็ตาม CNBC ยังคงจัดสถานะการแข่งขันเพื่อควบคุมสภาผู้แทนราษฎรว่า “Leans Democratic” หรือมีแนวโน้มเอนเอียงไปทางพรรคเดโมแครต ซึ่งหมายความว่ายังไม่ได้มีการยืนยันว่าพรรคดังกล่าวสามารถครองเสียงข้างมากได้อย่างเป็นทางการ
เดโมแครตมีลุ้นพลิก 3 ที่นั่งวุฒิสภาในรัฐรีพับลิกัน
นอกเหนือจากการแข่งขันในสภาผู้แทนราษฎร พรรคเดโมแครตยังมีแนวโน้มได้เปรียบเพิ่มขึ้นในการแข่งขันชิงที่นั่งวุฒิสภา โดย CNBC Election Desk ประเมินว่า การแข่งขันใน 3 รัฐที่เดิมอยู่ภายใต้การควบคุมของพรรครีพับลิกัน ได้แก่ เท็กซัส โอไฮโอ และเซาท์แคโรไลนา เริ่มเอนเอียงไปทางผู้สมัครพรรคเดโมแครต
รัฐเท็กซัส การแข่งขันระหว่างเจมส์ ทาลาริโก (James Talarico) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระดับรัฐจากพรรคเดโมแครต กับเคน แพ็กซ์ตัน (Ken Paxton) อัยการสูงสุดของรัฐจากพรรครีพับลิกัน ได้รับการประเมินว่าเอนเอียงไปทางเดโมแครต หลังหน่วยเลือกตั้งในรัฐปิดหีบเมื่อเวลา 21.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ
หากทาลาริโกได้รับชัยชนะ จะถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2537 ที่ผู้สมัครพรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้งระดับรัฐในเท็กซัส ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานเสียงสำคัญของพรรครีพับลิกัน
รัฐโอไฮโอ การเลือกตั้งวุฒิสภารอบพิเศษมีแนวโน้มเอนเอียงไปทางเชอร์รอด บราวน์ (Sherrod Brown) อดีตวุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครต ซึ่งกำลังแข่งขันกับจอน ฮัสเต็ด (Jon Husted) วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนเจ.ดี. แวนซ์ (JD Vance) ภายหลังแวนซ์เข้ารับตำแหน่งรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ
ก่อนหน้านี้ The Cook Political Report จัดให้การแข่งขันในรัฐโอไฮโออยู่ในกลุ่ม Toss Up หรือมีความสูสีสูงจนไม่สามารถระบุฝ่ายที่ได้เปรียบได้ชัดเจน
รัฐเซาท์แคโรไลนา CNBC ประเมินว่าการแข่งขันระหว่างแอนนี แอนดรูว์ส (Annie Andrews) ผู้สมัครพรรคเดโมแครต กับดาร์ลีน เกรแฮม (Darline Graham) วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน เริ่มมีแนวโน้มเอนเอียงไปทางเดโมแครตเช่นกัน
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้รับความสนใจ เนื่องจากเซาท์แคโรไลนาไม่เคยเลือกผู้สมัครพรรคเดโมแครตเข้าสู่วุฒิสภามาตั้งแต่ปี 2541 และเดิมการแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้ถูกคาดหมายว่าจะมีความสูสีมากนัก
ทั้งนี้ เกรแฮมได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนลินด์ซีย์ เกรแฮม (Lindsey Graham) พี่ชายของเธอ ซึ่งเสียชีวิตเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ผลการแข่งขันทั้งสามรัฐยังเป็นเพียงการประเมินแนวโน้มของ CNBC ไม่ใช่การประกาศผู้ชนะอย่างเป็นทางการ
สำหรับผลการเลือกตั้งที่ได้รับการคาดการณ์ผู้ชนะแล้ว สำนักข่าว Associated Press (AP) ระบุว่า รอย คูเปอร์ (Roy Cooper) อดีตผู้ว่าการรัฐนอร์ทแคโรไลนาจากพรรคเดโมแครต ชนะการเลือกตั้งวุฒิสภาเหนือไมเคิล วอตลีย์ (Michael Whatley) อดีตประธานคณะกรรมการแห่งชาติพรรครีพับลิกัน ซึ่งมีความใกล้ชิดกับประธานาธิบดีทรัมป์
ชัยชนะดังกล่าวทำให้พรรคเดโมแครตสามารถแย่งที่นั่งวุฒิสภาที่เดิมเป็นของพรรครีพับลิกันได้สำเร็จ และนับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2551 ที่ผู้สมัครพรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้งวุฒิสภาในรัฐนอร์ทแคโรไลนา
ขณะที่ทอม ทิลลิส (Thom Tillis) วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันที่กำลังจะพ้นจากตำแหน่ง ได้ออกมาแสดงความยินดีกับคูเปอร์ และระบุว่าพร้อมให้ความร่วมมือในช่วงเปลี่ยนผ่านตำแหน่ง
คูเปอร์กล่าวสุนทรพจน์หลังได้รับชัยชนะ โดยย้ำว่าผลการเลือกตั้งสะท้อนเสียงของประชาชนที่ต้องการให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาค่าครองชีพ มากกว่าผลประโยชน์ของมหาเศรษฐีและกลุ่มผู้มีอิทธิพลทางการเมือง
นอกจากนี้ พรรคเดโมแครตยังได้รับชัยชนะในการแข่งขันวุฒิสภารัฐจอร์เจีย โดยจอน ออสซอฟฟ์ (Jon Ossoff) ชนะการเลือกตั้งอีกสมัยเหนือไมค์ คอลลินส์ (Mike Collins) ผู้สมัครพรรครีพับลิกัน ซึ่งได้ออกมายอมรับความพ่ายแพ้แล้ว
ส่วนรัฐนิวแฮมป์เชียร์ คริส แพปพาส (Chris Pappas) ผู้สมัครพรรคเดโมแครต ชนะการเลือกตั้งวุฒิสภาเหนือจอห์น ซูนูนู (John Sununu) อดีตวุฒิสมาชิกรีพับลิกัน ส่งผลให้เดโมแครตสามารถรักษาที่นั่งดังกล่าวไว้ได้
การแข่งขันตำแหน่งผู้ว่าการรัฐมีความเปลี่ยนแปลงสำคัญเช่นกัน โดย AP คาดการณ์ว่า คีชา แลนซ์ บอตทอมส์ (Keisha Lance Bottoms) อดีตนายกเทศมนตรีเมืองแอตแลนตาจากพรรคเดโมแครต ชนะการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐจอร์เจียเหนือริก แจ็กสัน (Rick Jackson) มหาเศรษฐีผู้ประกอบธุรกิจด้านสุขภาพที่ได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดีทรัมป์
ผลดังกล่าวทำให้ตำแหน่งผู้ว่าการรัฐจอร์เจียเปลี่ยนจากการควบคุมของพรรครีพับลิกันมาเป็นพรรคเดโมแครต โดยบอตทอมส์จะเป็นผู้หญิงผิวดำคนแรกที่ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการรัฐ
ขณะที่รัฐฟลอริดา พรรครีพับลิกันยังสามารถรักษาตำแหน่งผู้ว่าการรัฐไว้ได้ โดย AP คาดการณ์ว่า ไบรอน โดนัลด์ส (Byron Donalds) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครีพับลิกัน ชนะการเลือกตั้งเหนือเดวิด จอลลี่ (David Jolly) อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรีพับลิกันที่ลงสมัครในนามพรรคเดโมแครต
นอกจากนี้ แอชลีย์ มูดี (Ashley Moody) วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน ยังได้รับการคาดการณ์ว่าชนะการเลือกตั้งวุฒิสภารอบพิเศษในรัฐฟลอริดาเหนือแองจี นิกสัน (Angie Nixon) ผู้สมัครพรรคเดโมแครต
ผลสำรวจ CNBC Voter Poll ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 100,000 คน ผ่านทางโทรศัพท์ ออนไลน์ และหน่วยเลือกตั้ง สะท้อนว่าประเด็นเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งครั้งนี้
ผู้ตอบแบบสำรวจ 75% ประเมินว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ อยู่ในภาวะไม่ค่อยดีหรือย่ำแย่ ขณะที่ 25% มองว่าเศรษฐกิจอยู่ในระดับดีหรือดีเยี่ยม
นอกจากนี้ 69% มองว่าผลประโยชน์จากระบบเศรษฐกิจส่วนใหญ่ตกอยู่กับกลุ่มคนร่ำรวย ขณะที่มีเพียง 18% ที่ระบุว่าสถานะทางการเงินของครอบครัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วง 2 ปีก่อน
ปัญหาราคาพลังงานยังสร้างความกังวลให้กับประชาชนอย่างมาก โดย 87% ระบุว่ากังวลเกี่ยวกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในระดับหนึ่งถึงระดับมาก
สำหรับความเชื่อมั่นในการบริหารเศรษฐกิจ ผู้ตอบแบบสำรวจ 43% ระบุว่าไว้วางใจพรรคเดโมแครตมากกว่า ขณะที่ 38% ไว้วางใจพรรครีพับลิกัน และอีก 20% ไม่ไว้วางใจทั้งสองพรรค
ด้านนโยบายภาษีนำเข้าของทรัมป์ ผู้ตอบแบบสำรวจ 65% มองว่ามาตรการดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขณะที่ 22% เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ
เมื่อพิจารณาผลกระทบต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ของตนเอง พบว่า 63% มองว่าภาษีนำเข้าส่งผลเสีย ขณะที่ 15% มองว่าเป็นผลดี
CNBC วิเคราะห์ว่า หากพรรคเดโมแครตสามารถกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร หรือแย่งเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้สำเร็จ จะทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์เผชิญข้อจำกัดในการผลักดันกฎหมายและนโยบายเศรษฐกิจมากขึ้น
โดยเฉพาะมาตรการด้านงบประมาณ การใช้จ่ายภาครัฐ และกฎหมายสำคัญที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะชะงักงันทางการเมือง (Political Gridlock)
นอกจากนี้ พรรคเดโมแครตอาจใช้อำนาจในการตรวจสอบการดำเนินงานของรัฐบาลและผู้บริหารภาคธุรกิจมากขึ้น ขณะที่ทรัมป์อาจหันไปใช้คำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Orders) เพื่อขับเคลื่อนนโยบายที่อยู่ภายใต้อำนาจของประธานาธิบดีโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งยังไม่สิ้นสุด โดยเฉพาะการแข่งขันในวุฒิสภาหลายรัฐที่ยังต้องรอผลการนับคะแนนเพิ่มเติม ซึ่งจะเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าพรรคใดสามารถครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส และกำหนดทิศทางนโยบายของสหรัฐฯ ตลอดช่วง 2 ปีสุดท้ายของรัฐบาลทรัมป์
อ้างอิง : cnbc.com
ที่มา
เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ “เดโมแครต” ขยับใกล้ 218 ที่นั่ง
เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ “เดโมแครต” ขยับใกล้ 218 ที่นั่ง จับตาพลิกวุฒิสภาเท็กซัส-โอไฮโอ-เซาท์แคโรไลนา
CNBC ประเมินเดโมแครตคว้าอย่างน้อย 210 ที่นั่งในสภาล่าง เข้าใกล้เกณฑ์เสียงข้างมาก 218 ที่นั่ง ขณะที่ศึกวุฒิสภาในเท็กซัส โอไฮโอ และเซาท์แคโรไลนาเริ่มเอนเอียงไปทางเดโมแครต
วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 เวลา 09.57 น. สำนักข่าว CNBC รายงานความคืบหน้าการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ (Midterm Elections 2026) โดยพรรคเดโมแครตมีผลการเลือกตั้งและแนวโน้มการแข่งขันที่ดีขึ้นต่อเนื่องทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา หลังการนับคะแนนในหลายรัฐเริ่มสะท้อนความเปลี่ยนแปลงของฐานเสียง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เคยสนับสนุนพรรครีพับลิกัน
ฝ่ายวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งของ CNBC (CNBC Election Desk) ประเมินว่า พรรคเดโมแครตจะได้รับชัยชนะอย่างน้อย 210 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร จากทั้งหมด 435 ที่นั่ง ขณะที่พรรครีพับลิกันคาดว่าจะได้อย่างน้อย 160 ที่นั่ง โดยพรรคที่ต้องการครองเสียงข้างมากจำเป็นต้องมีอย่างน้อย 218 ที่นั่ง
ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากการประเมินก่อนหน้านี้ที่คาดว่าเดโมแครตจะได้อย่างน้อย 200 ที่นั่ง ก่อนปรับขึ้นเป็น 205 ที่นั่ง และล่าสุด 210 ที่นั่งภายในระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมง
อย่างไรก็ตาม CNBC ยังคงจัดสถานะการแข่งขันเพื่อควบคุมสภาผู้แทนราษฎรว่า “Leans Democratic” หรือมีแนวโน้มเอนเอียงไปทางพรรคเดโมแครต ซึ่งหมายความว่ายังไม่ได้มีการยืนยันว่าพรรคดังกล่าวสามารถครองเสียงข้างมากได้อย่างเป็นทางการ
เดโมแครตมีลุ้นพลิก 3 ที่นั่งวุฒิสภาในรัฐรีพับลิกัน
นอกเหนือจากการแข่งขันในสภาผู้แทนราษฎร พรรคเดโมแครตยังมีแนวโน้มได้เปรียบเพิ่มขึ้นในการแข่งขันชิงที่นั่งวุฒิสภา โดย CNBC Election Desk ประเมินว่า การแข่งขันใน 3 รัฐที่เดิมอยู่ภายใต้การควบคุมของพรรครีพับลิกัน ได้แก่ เท็กซัส โอไฮโอ และเซาท์แคโรไลนา เริ่มเอนเอียงไปทางผู้สมัครพรรคเดโมแครต
รัฐเท็กซัส การแข่งขันระหว่างเจมส์ ทาลาริโก (James Talarico) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระดับรัฐจากพรรคเดโมแครต กับเคน แพ็กซ์ตัน (Ken Paxton) อัยการสูงสุดของรัฐจากพรรครีพับลิกัน ได้รับการประเมินว่าเอนเอียงไปทางเดโมแครต หลังหน่วยเลือกตั้งในรัฐปิดหีบเมื่อเวลา 21.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ
หากทาลาริโกได้รับชัยชนะ จะถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2537 ที่ผู้สมัครพรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้งระดับรัฐในเท็กซัส ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานเสียงสำคัญของพรรครีพับลิกัน
รัฐโอไฮโอ การเลือกตั้งวุฒิสภารอบพิเศษมีแนวโน้มเอนเอียงไปทางเชอร์รอด บราวน์ (Sherrod Brown) อดีตวุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครต ซึ่งกำลังแข่งขันกับจอน ฮัสเต็ด (Jon Husted) วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนเจ.ดี. แวนซ์ (JD Vance) ภายหลังแวนซ์เข้ารับตำแหน่งรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ
ก่อนหน้านี้ The Cook Political Report จัดให้การแข่งขันในรัฐโอไฮโออยู่ในกลุ่ม Toss Up หรือมีความสูสีสูงจนไม่สามารถระบุฝ่ายที่ได้เปรียบได้ชัดเจน
รัฐเซาท์แคโรไลนา CNBC ประเมินว่าการแข่งขันระหว่างแอนนี แอนดรูว์ส (Annie Andrews) ผู้สมัครพรรคเดโมแครต กับดาร์ลีน เกรแฮม (Darline Graham) วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน เริ่มมีแนวโน้มเอนเอียงไปทางเดโมแครตเช่นกัน
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้รับความสนใจ เนื่องจากเซาท์แคโรไลนาไม่เคยเลือกผู้สมัครพรรคเดโมแครตเข้าสู่วุฒิสภามาตั้งแต่ปี 2541 และเดิมการแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้ถูกคาดหมายว่าจะมีความสูสีมากนัก
ทั้งนี้ เกรแฮมได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนลินด์ซีย์ เกรแฮม (Lindsey Graham) พี่ชายของเธอ ซึ่งเสียชีวิตเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ผลการแข่งขันทั้งสามรัฐยังเป็นเพียงการประเมินแนวโน้มของ CNBC ไม่ใช่การประกาศผู้ชนะอย่างเป็นทางการ
สำหรับผลการเลือกตั้งที่ได้รับการคาดการณ์ผู้ชนะแล้ว สำนักข่าว Associated Press (AP) ระบุว่า รอย คูเปอร์ (Roy Cooper) อดีตผู้ว่าการรัฐนอร์ทแคโรไลนาจากพรรคเดโมแครต ชนะการเลือกตั้งวุฒิสภาเหนือไมเคิล วอตลีย์ (Michael Whatley) อดีตประธานคณะกรรมการแห่งชาติพรรครีพับลิกัน ซึ่งมีความใกล้ชิดกับประธานาธิบดีทรัมป์
ชัยชนะดังกล่าวทำให้พรรคเดโมแครตสามารถแย่งที่นั่งวุฒิสภาที่เดิมเป็นของพรรครีพับลิกันได้สำเร็จ และนับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2551 ที่ผู้สมัครพรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้งวุฒิสภาในรัฐนอร์ทแคโรไลนา
ขณะที่ทอม ทิลลิส (Thom Tillis) วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันที่กำลังจะพ้นจากตำแหน่ง ได้ออกมาแสดงความยินดีกับคูเปอร์ และระบุว่าพร้อมให้ความร่วมมือในช่วงเปลี่ยนผ่านตำแหน่ง
คูเปอร์กล่าวสุนทรพจน์หลังได้รับชัยชนะ โดยย้ำว่าผลการเลือกตั้งสะท้อนเสียงของประชาชนที่ต้องการให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาค่าครองชีพ มากกว่าผลประโยชน์ของมหาเศรษฐีและกลุ่มผู้มีอิทธิพลทางการเมือง
นอกจากนี้ พรรคเดโมแครตยังได้รับชัยชนะในการแข่งขันวุฒิสภารัฐจอร์เจีย โดยจอน ออสซอฟฟ์ (Jon Ossoff) ชนะการเลือกตั้งอีกสมัยเหนือไมค์ คอลลินส์ (Mike Collins) ผู้สมัครพรรครีพับลิกัน ซึ่งได้ออกมายอมรับความพ่ายแพ้แล้ว
ส่วนรัฐนิวแฮมป์เชียร์ คริส แพปพาส (Chris Pappas) ผู้สมัครพรรคเดโมแครต ชนะการเลือกตั้งวุฒิสภาเหนือจอห์น ซูนูนู (John Sununu) อดีตวุฒิสมาชิกรีพับลิกัน ส่งผลให้เดโมแครตสามารถรักษาที่นั่งดังกล่าวไว้ได้
การแข่งขันตำแหน่งผู้ว่าการรัฐมีความเปลี่ยนแปลงสำคัญเช่นกัน โดย AP คาดการณ์ว่า คีชา แลนซ์ บอตทอมส์ (Keisha Lance Bottoms) อดีตนายกเทศมนตรีเมืองแอตแลนตาจากพรรคเดโมแครต ชนะการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐจอร์เจียเหนือริก แจ็กสัน (Rick Jackson) มหาเศรษฐีผู้ประกอบธุรกิจด้านสุขภาพที่ได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดีทรัมป์
ผลดังกล่าวทำให้ตำแหน่งผู้ว่าการรัฐจอร์เจียเปลี่ยนจากการควบคุมของพรรครีพับลิกันมาเป็นพรรคเดโมแครต โดยบอตทอมส์จะเป็นผู้หญิงผิวดำคนแรกที่ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการรัฐ
ขณะที่รัฐฟลอริดา พรรครีพับลิกันยังสามารถรักษาตำแหน่งผู้ว่าการรัฐไว้ได้ โดย AP คาดการณ์ว่า ไบรอน โดนัลด์ส (Byron Donalds) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครีพับลิกัน ชนะการเลือกตั้งเหนือเดวิด จอลลี่ (David Jolly) อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรีพับลิกันที่ลงสมัครในนามพรรคเดโมแครต
นอกจากนี้ แอชลีย์ มูดี (Ashley Moody) วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน ยังได้รับการคาดการณ์ว่าชนะการเลือกตั้งวุฒิสภารอบพิเศษในรัฐฟลอริดาเหนือแองจี นิกสัน (Angie Nixon) ผู้สมัครพรรคเดโมแครต
ผลสำรวจ CNBC Voter Poll ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 100,000 คน ผ่านทางโทรศัพท์ ออนไลน์ และหน่วยเลือกตั้ง สะท้อนว่าประเด็นเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งครั้งนี้
ผู้ตอบแบบสำรวจ 75% ประเมินว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ อยู่ในภาวะไม่ค่อยดีหรือย่ำแย่ ขณะที่ 25% มองว่าเศรษฐกิจอยู่ในระดับดีหรือดีเยี่ยม
นอกจากนี้ 69% มองว่าผลประโยชน์จากระบบเศรษฐกิจส่วนใหญ่ตกอยู่กับกลุ่มคนร่ำรวย ขณะที่มีเพียง 18% ที่ระบุว่าสถานะทางการเงินของครอบครัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วง 2 ปีก่อน
ปัญหาราคาพลังงานยังสร้างความกังวลให้กับประชาชนอย่างมาก โดย 87% ระบุว่ากังวลเกี่ยวกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในระดับหนึ่งถึงระดับมาก
สำหรับความเชื่อมั่นในการบริหารเศรษฐกิจ ผู้ตอบแบบสำรวจ 43% ระบุว่าไว้วางใจพรรคเดโมแครตมากกว่า ขณะที่ 38% ไว้วางใจพรรครีพับลิกัน และอีก 20% ไม่ไว้วางใจทั้งสองพรรค
ด้านนโยบายภาษีนำเข้าของทรัมป์ ผู้ตอบแบบสำรวจ 65% มองว่ามาตรการดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขณะที่ 22% เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ
เมื่อพิจารณาผลกระทบต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ของตนเอง พบว่า 63% มองว่าภาษีนำเข้าส่งผลเสีย ขณะที่ 15% มองว่าเป็นผลดี
CNBC วิเคราะห์ว่า หากพรรคเดโมแครตสามารถกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร หรือแย่งเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้สำเร็จ จะทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์เผชิญข้อจำกัดในการผลักดันกฎหมายและนโยบายเศรษฐกิจมากขึ้น
โดยเฉพาะมาตรการด้านงบประมาณ การใช้จ่ายภาครัฐ และกฎหมายสำคัญที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะชะงักงันทางการเมือง (Political Gridlock)
นอกจากนี้ พรรคเดโมแครตอาจใช้อำนาจในการตรวจสอบการดำเนินงานของรัฐบาลและผู้บริหารภาคธุรกิจมากขึ้น ขณะที่ทรัมป์อาจหันไปใช้คำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Orders) เพื่อขับเคลื่อนนโยบายที่อยู่ภายใต้อำนาจของประธานาธิบดีโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งยังไม่สิ้นสุด โดยเฉพาะการแข่งขันในวุฒิสภาหลายรัฐที่ยังต้องรอผลการนับคะแนนเพิ่มเติม ซึ่งจะเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าพรรคใดสามารถครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส และกำหนดทิศทางนโยบายของสหรัฐฯ ตลอดช่วง 2 ปีสุดท้ายของรัฐบาลทรัมป์
อ้างอิง : cnbc.com
ที่มา