การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐอเมริกา ประจำปี 2026 ทุบสถิติใหม่ด้วยยอดผู้ลงคะแนนล่วงหน้าทะลุ 50 ล้านคน สะท้อนถึงความตื่นตัวของผู้ออกมาใช้สิทธิตามการวิเคราะห์ของมหาวิทยาลัยฟลอริดา โดยมีประชาชนราว 23 ล้านคนลงคะแนนผ่านทางไปรษณีย์
.
แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเคยพยายามสกัดกั้นช่องทางดังกล่าวก่อนการเลือกตั้งก็ตาม ขณะเดียวกัน ผลสำรวจความคิดเห็นระดับชาติล่าสุดช่วง 2 วันสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้งจริง ชี้ว่าพรรคเดโมแครตมีคะแนนนิยมนำอยู่ที่ 51.5% ต่อ 43.1% โดยมีชนวนเหตุสำคัญมาจากความไม่พอใจของประชาชนต่อนโยบายกำแพงภาษีศุลกากรและการตัดสินใจเข้าร่วมสงครามอิหร่านกับอิสราเอล ซึ่งถูกมองว่าเป็นปัจจัยหลักที่ซ้ำเติมวิกฤตค่าครองชีพของชาวอเมริกัน
.
บทวิเคราะห์: หากรีพับลิกันและทรัมป์พ่ายแพ้ตามสัดส่วนคะแนนนิยม
ส่วนต่างคะแนนนิยมที่เดโมแครตนำอยู่ถึง 8.4% (51.5% ต่อ 43.1%) ผสานกับปรากฏการณ์ลงคะแนนล่วงหน้าอย่างถล่มทลายถึง 50 ล้านเสียง สะท้อนถึงกระแส "การลงมติสั่งสอน" (Protest Vote) จากประชาชน หากพรรครีพับลิกันสูญเสียเสียงข้างมากในสภาจริง อำนาจการบริหารงานในอีกสองปีที่เหลือของทรัมป์จะเผชิญภาวะอัมพาตทางการเมืองทันที สภาที่มีเดโมแครตครองเสียงข้างมากจะทำการบล็อกนโยบายเศรษฐกิจสำคัญ สกัดกั้นงบประมาณ และเปิดการไต่สวนการใช้อำนาจของประธานาธิบดีอย่างเข้มข้น ทั้งในประเด็นนโยบายต่างประเทศและมาตรการภาษี
.
นอกจากนี้ การพ่ายแพ้จะสะเทือนถึงเสถียรภาพระดับโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นโยบายการค้าและการทหารของทรัมป์จะถูกกดดันให้ต้องทบทวนใหม่จากแรงบีบของสภา ส่งผลให้ทรัมป์อาจต้องหันไปใช้อำนาจคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Orders) เพื่อเดินหน้าตามวาระของตนเอง ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความผันผวนทางการเมืองภายในสหรัฐฯ และสร้างความระส่ำระสายต่อตลาดการค้าและนโยบายความมั่นคงระหว่างประเทศตลอดช่วงเวลาที่เหลือของวาระ
สะเทือนประวัติศาสตร์ 50 ล้านเสียง เดโมแครตนำ 51.5% ต่อ 43.1%—หากรีพับลิกันพ่าย สภาระส่ำพร้อมแช่แข็งนโยบายทรัมป์ทันที
.
แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเคยพยายามสกัดกั้นช่องทางดังกล่าวก่อนการเลือกตั้งก็ตาม ขณะเดียวกัน ผลสำรวจความคิดเห็นระดับชาติล่าสุดช่วง 2 วันสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้งจริง ชี้ว่าพรรคเดโมแครตมีคะแนนนิยมนำอยู่ที่ 51.5% ต่อ 43.1% โดยมีชนวนเหตุสำคัญมาจากความไม่พอใจของประชาชนต่อนโยบายกำแพงภาษีศุลกากรและการตัดสินใจเข้าร่วมสงครามอิหร่านกับอิสราเอล ซึ่งถูกมองว่าเป็นปัจจัยหลักที่ซ้ำเติมวิกฤตค่าครองชีพของชาวอเมริกัน
.
บทวิเคราะห์: หากรีพับลิกันและทรัมป์พ่ายแพ้ตามสัดส่วนคะแนนนิยม
ส่วนต่างคะแนนนิยมที่เดโมแครตนำอยู่ถึง 8.4% (51.5% ต่อ 43.1%) ผสานกับปรากฏการณ์ลงคะแนนล่วงหน้าอย่างถล่มทลายถึง 50 ล้านเสียง สะท้อนถึงกระแส "การลงมติสั่งสอน" (Protest Vote) จากประชาชน หากพรรครีพับลิกันสูญเสียเสียงข้างมากในสภาจริง อำนาจการบริหารงานในอีกสองปีที่เหลือของทรัมป์จะเผชิญภาวะอัมพาตทางการเมืองทันที สภาที่มีเดโมแครตครองเสียงข้างมากจะทำการบล็อกนโยบายเศรษฐกิจสำคัญ สกัดกั้นงบประมาณ และเปิดการไต่สวนการใช้อำนาจของประธานาธิบดีอย่างเข้มข้น ทั้งในประเด็นนโยบายต่างประเทศและมาตรการภาษี
.
นอกจากนี้ การพ่ายแพ้จะสะเทือนถึงเสถียรภาพระดับโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นโยบายการค้าและการทหารของทรัมป์จะถูกกดดันให้ต้องทบทวนใหม่จากแรงบีบของสภา ส่งผลให้ทรัมป์อาจต้องหันไปใช้อำนาจคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Orders) เพื่อเดินหน้าตามวาระของตนเอง ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความผันผวนทางการเมืองภายในสหรัฐฯ และสร้างความระส่ำระสายต่อตลาดการค้าและนโยบายความมั่นคงระหว่างประเทศตลอดช่วงเวลาที่เหลือของวาระ