เปิด ‘8 ผลกระทบ’ เดโมแครตยึดสภา AI-คริปโทฯ-ธนาคาร เจอแรงบีบ

กระทู้สนทนา
https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1259257


ภาคธุรกิจสหรัฐจับตา “ศึกเลือกตั้งกลางเทอม” หลังพรรคเดโมแครตดูเหมือน “คว้าเสียงข้างมาก” ในสภาคองเกรสทั้งสองสภา เปิดทางตรวจสอบรัฐบาลทรัมป์ และบริษัทยักษ์ใหญ่เข้มข้นขึ้น ขณะที่อุตสาหกรรม AI คริปโทเคอร์เรนซี ธนาคาร และพลังงาน อาจเผชิญแรงกดดันครั้งใหม่ ดังนี้

1.ธนาคารและบริษัทใหญ่เสี่ยงถูกสอบสวน
หากเดโมแครตครองวุฒิสภา เอลิซาเบธ วอร์เรน อาจขึ้นเป็นประธานคณะกรรมาธิการการธนาคาร และเดินหน้าตรวจสอบสถาบันการเงิน บริษัทคริปโทเคอร์เรนซี และบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับครอบครัวทรัมป์ รวมถึงข้อกล่าวหาเรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” และการบริจาคเงินทางการเมือง

2.ธุรกิจดาต้าเซนเตอร์ AI เผชิญแรงต้าน
การขยายตัวของศูนย์ข้อมูล AI กำลังเผชิญแรงต่อต้านจากประชาชนทั้งสองพรรค โดยผู้สมัครเดโมแครตในหลายรัฐ เช่น เท็กซัส,จอร์เจีย และมิชิแกน เรียกร้องให้ “ระงับการก่อสร้างดาต้าเซนเตอร์แห่งใหม่ชั่วคราว” ท่ามกลางความกังวลเรื่องผลกระทบต่อชุมชน และสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่บริษัทเทคโนโลยีได้รับ

3.ทรัมป์อาจถูกจำกัดอำนาจควบคุมเฟด
หลังเดโมแครตครองวุฒิสภา ทรัมป์อาจเผชิญอุปสรรคในการแต่งตั้งกรรมการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เพิ่มเติม ส่งผลให้ความพยายามผลักดันการลดดอกเบี้ย ผ่อนคลายกฎเกณฑ์ธนาคาร และเปิดทางให้บริษัทคริปโทเคอร์เรนซีเข้าถึงระบบชำระเงินของเฟด ทำได้ยากขึ้น

4.อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพอาจได้ประโยชน์
ภาคเกษตรกรรมสหรัฐคาดหวังว่า เดโมแครตจะสนับสนุนการเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตจากข้าวโพด และถั่วเหลืองในน้ำมันเบนซิน และดีเซล ซึ่งจะช่วยกระตุ้นความต้องการสินค้าเกษตร และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

5.ธุรกิจบัตรเครดิตเสี่ยงถูกกดดันค่าธรรมเนียม
ทั้งเดโมแครต และรีพับลิกันบางส่วนเห็นพ้องกับแนวทาง “ลดค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต” ซึ่งอาจกระทบต่อรายได้ของธนาคาร รวมถึงบริษัทเครือข่ายชำระเงินอย่าง Visa และ Mastercard โดยประเด็นนี้มีโอกาสได้รับแรงสนับสนุนจากทั้งสองพรรค

6.คริปโทเคอร์เรนซีเสี่ยงถูกกำกับเข้มขึ้น
อุตสาหกรรมคริปโทเคอร์เรนซี ที่เคยได้รับแรงหนุนจากนโยบายผ่อนคลายกฎระเบียบของทรัมป์ อาจเผชิญการตรวจสอบมากขึ้น หากเดโมแครตกลับมาควบคุมสภา โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทสินทรัพย์ดิจิทัลกับรัฐบาลทรัมป์

7.ธุรกิจประกันสุขภาพ จับตาการเปลี่ยนนโยบาย
เดโมแครตมีแนวโน้มผลักดันการฟื้นฟู “เงินอุดหนุนประกันสุขภาพ” ภายใต้กฎหมาย Affordable Care Act (ACA) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “โอบามาแคร์” ใหม่อีกครั้ง หลังมาตรการอุดหนุนดังกล่าวสิ้นสุดลงเมื่อต้นปีนี้ จากการที่รีพับลิกันไม่สนับสนุนการต่ออายุ จนทำให้เบี้ยประกันเพิ่มสูงขึ้น และชาวอเมริกันจำนวนมากยกเลิกความคุ้มครอง

8.ยุติสงครามอิหร่าน-ยกเลิกภาษีทรัมป์
เคน มาร์ติน ประธานคณะกรรมการแห่งชาติพรรคเดโมแครต (Democratic National Committee) ระบุว่า หากพรรคคว้าเสียงข้างมากในสภาคองเกรส จะเร่งผลักดันการยกเลิกมาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดี ทรัมป์ และยุติสงครามอิหร่าน ซึ่งเป็นปัจจัยผลักดันราคาพลังงาน และเชื้อเพลิงให้สูงขึ้น ซ้ำเติมภาระค่าครองชีพของชาวอเมริกัน

อย่างไรก็ตาม การยุติสงคราม รวมถึงยกเลิกภาษีทรัมป์ผ่านมติของสภาคองเกรส “ค่อนข้างยาก” เนื่องจากทรัมป์สามารถใช้อำนาจยับยั้ง (Veto) มติดังกล่าวได้ โดยเดโมแครตจำเป็นต้องรวบรวมเสียงสนับสนุนจากฝั่งรีพับลิกันจำนวนมาก ไม่ใช่เพียงครึ่งหนึ่ง แต่ต้องได้เสียงอย่างน้อย “สองในสาม” ของสภา สำหรับลบล้างอำนาจยับยั้งของประธานาธิบดี ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง ท่ามกลางการเมืองสหรัฐที่แบ่งขั้วอย่างรุนแรง 

ทั้งนี้ ระบบการเมืองสหรัฐแตกต่างจากไทยอย่างชัดเจน เนื่องจากสหรัฐใช้ “ระบบประธานาธิบดี” ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีค่อนข้างสูง แม้พรรคของทรัมป์จะสูญเสียเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ก็ไม่ได้ทำให้ทรัมป์ต้องพ้นจากตำแหน่ง และยังสามารถบริหารประเทศต่อไปได้ ต่างจากไทยที่ใช้ “ระบบรัฐสภา” ซึ่งรัฐบาลต้องพึ่งพาเสียงสนับสนุนจากสภาผู้แทนราษฎร หากสูญเสียเสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่ง ก็เสี่ยงถูกลงมติไม่ไว้วางใจจนต้องพ้นจากตำแหน่ง
ดังนั้น แม้เดโมแครตจะยึดทั้งสองสภาได้ ก็อาจไม่สามารถโค่นทรัมป์โดยตรง แต่สามารถใช้อำนาจสภาตรวจสอบ และขัดขวางนโยบายของรัฐบาลได้มากขึ้น

เม่าอ่าน
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่