ตลาดหุ้นสหรัฐป่วน Nasdaq ร่วง 5.46% เข้าสู่ภาวะปรับฐาน หลังพรรคเดโมแครตครองสภาคองเกรสสหรัฐฯ จุดกระแสกังวลมาตรการคุมเข้ม AI กระทบลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดร่วงหนักในวันพฤหัสบดี (5 พ.ย.) โดยดัชนี Nasdaq Composite ดิ่งลง 5.46% เป็นการปรับตัวลงรายวันที่รุนแรงที่สุดในรอบ 19 เดือน และเข้าสู่ภาวะปรับฐาน (Correction) หลังพรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งกลางเทอมและครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่ารัฐบาลสหรัฐฯ อาจเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลธุรกิจ AI
ชัยชนะของพรรคเดโมแครตยังเกิดขึ้นในหลายรัฐที่มีกระแสต่อต้านการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้น ทำให้ตลาดวิตกว่ามาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้นอาจชะลอการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ผลักดันตลาดหุ้นเทคโนโลยีให้ทำสถิติสูงสุดในปีนี้
หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของดาต้าเซ็นเตอร์ AI ปรับตัวลงอย่างหนัก ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เช่น Meta Platforms, Amazon และ Alphabet ต่างปรับตัวลดลง หลังจากพุ่งขึ้นในการซื้อขายวันก่อนหน้า
แรงขายยังครอบคลุมไปถึงหุ้นผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์อย่าง IREN และ Applied Digital รวมถึงผู้ให้บริการคลาวด์ AI อย่าง CoreWeave และ Nebius Group ขณะที่หุ้นบริษัทพลังงานและผู้จัดหาอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI อย่าง GE Vernova และ Constellation Energy ก็ปรับตัวลงเช่นกัน
ด้านหุ้น Tesla และ SpaceX ของ Elon Musk ต่างปรับตัวลดลง ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมือง หลัง Musk ใช้เงินเกือบ 500 ล้านดอลลาร์สนับสนุนผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้
ดัชนี S&P 500 ปิดลดลง 331.94 จุด หรือ 4.32% อยู่ที่ 7,353.65 จุด
ส่วน Nasdaq Composite ลดลง 1,421.50 จุด หรือ 5.46% มาอยู่ที่ 24,315.02 จุด
ขณะที่ Dow Jones Industrial Average ลดลง 1,842.69 จุด หรือ 3.45% ปิดที่ 51,513.43 จุด
การปรับตัวลงของ Nasdaq ทำให้ดัชนีลดลงมากกว่า 10% จากระดับปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันที่ 6 ต.ค. ซึ่งถือว่าเข้าสู่ภาวะปรับฐานทางเทคนิคอย่างเป็นทางการ และเป็นการร่วงลงรายวันที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการภาษีตอบโต้ (Liberation Day) เมื่อเดือนเม.ย. 2568
ก่อนหน้านี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพิ่งปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในวันพุธ โดยดัชนี S&P 500 ทำสถิติปรับขึ้นรายวันสูงสุดในรอบ 3 เดือน หลังความไม่แน่นอนทางการเมืองคลี่คลายลงและช่วยเพิ่มความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าการที่รัฐบาลสหรัฐฯ มีอำนาจแบ่งกันระหว่างสองพรรค อาจทำให้การผลักดันกฎหมายเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทำได้ยากขึ้น รวมถึงอาจลดโอกาสในการเห็นมาตรการใช้จ่ายภาครัฐครั้งสำคัญ
ราคาน้ำมันพุ่ง ทองคำแตะจุดสูงสุดรอบกว่า 2 สัปดาห์
ด้านราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นมากกว่า 3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังเกิดเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันระลอกใหม่ ส่งผลให้ตลาดกังวลต่อความเสี่ยงด้านอุปทาน ขณะเดียวกันนักลงทุนประเมินสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านอีกครั้ง
สัญญาน้ำมันดิบ Brent เพิ่มขึ้น 3.67 ดอลลาร์ หรือ 3.88% ปิดที่ 98.29 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วน WTI เพิ่มขึ้น 2.40 ดอลลาร์ หรือ 2.72% ปิดที่ 90.52 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ขณะที่ราคาทองคำปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 สัปดาห์ โดยราคาทองสปอตเพิ่มขึ้น 1% มาอยู่ที่ 4,100.27 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังระหว่างวันขึ้นไปแตะ 4,146.63 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 20 ต.ค.
แรงหนุนสำคัญมาจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หลังราคาน้ำมันที่ลดลงก่อนหน้านี้ช่วยคลายความกังวลด้านเงินเฟ้อ ประกอบกับนักลงทุนรอติดตามตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ เพื่อประเมินทิศทางนโยบายอัตราดอกเบี้ย
โดยราคาทองคำปรับขึ้นแล้วกว่า 250 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในสัปดาห์นี้ หลังร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 1 ปีที่ 3,869.85 ดอลลาร์ต่อออนซ์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
เลือกตั้งกระทบตลาดหุ้นสหรัฐ Nasdaq ดิ่งหนักสุดรอบ 19 เดือน วิตกคุมเข้ม AI