วันที่แย่สุดของหุ้น AI ในปีนี้ และในรอบ 6 ปี — ชิปร่วง 12% แย่สุดนับแต่โควิด มี.ค. 2563

กระทู้สนทนา
วันที่แย่สุดของหุ้น AI ในปีนี้ และในรอบ 6 ปี: ชิปร่วง 12%  แย่สุดนับแต่โควิด มี.ค. 2563

คืนวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 ตามเวลาสหรัฐอเมริกา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลบทั้งสามดัชนี นำโดยดัชนี Nasdaq Composite ที่ร่วง 5.5% และปิดต่ำกว่าจุดสูงสุดเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 11.9% หรือเข้าเขต correction ดัชนี S&P 500 ลดลง 4.4% และดัชนีดาวโจนส์ลดลง 3.4% หรือ 1,833 จุด ทั้งสามดัชนีเป็นวันที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2568

แต่ตัวเลขที่บอกขนาดของคืนนี้จริง ๆ อยู่ที่ดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟีย หรือ SOX ซึ่งร่วง 12.3% ปิดที่ 9,011 จุด เป็นวันที่แย่ที่สุดของดัชนีในปีนี้ และเป็นวันลบแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 นับถึงวันนี้เป็นรอบ 6 ปี 8 เดือน และหุ้นทั้ง 30 ตัวในดัชนีปิดลบพร้อมกันทั้งหมด

ย้อนกลับไปดูให้ชัดว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้น วันที่ 16 มีนาคม 2563 ตลาดโลกล่มเพราะโควิด ดาวโจนส์ร่วง 2,997.10 จุด หรือ 12.93% เป็นการลงเป็นจุดมากที่สุดในประวัติศาสตร์ S&P 500 ร่วง 11.98% Nasdaq ร่วง 12.32% และดัชนีชิปร่วง 15.9% โดยตลาดต้องใช้ circuit breaker พักการซื้อขายเป็นครั้งที่สามในรอบหกวันทำการ ครั้งนั้นเป็นวิกฤตสภาพคล่องที่ลากทุกสินทรัพย์ลงพร้อมกัน และฟื้นกลับได้ในเวลาไม่กี่เดือน คืนนี้ต่างกันที่ชนิดของเหตุ ไม่ใช่ขนาด ตลาดไม่ได้กลัวว่าเศรษฐกิจจะหยุด แต่กลัวว่าการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลจะช้ากว่าที่คาด คำว่าแย่สุดในรอบ 6 ปีจึงเป็นตัวบอกขนาด ไม่ใช่ตัวบอกชนิดของปัญหา

ในปีนี้เอง วันที่แย่ที่สุดก่อนหน้านี้คือวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ซึ่งร่วง 10.3% หายไปกว่าหนึ่งล้านล้านดอลลาร์ในวันเดียว คืนนี้ร่วงแรงกว่านั้น และหลังจากคืนนี้ดัชนีปิดต่ำกว่าจุดสูงสุดเมื่อวันที่ 22 มิถุนายนอยู่ 38.4%

หุ้นรายตัว NVIDIA ปิดที่ 181.60 ดอลลาร์ ลดลง 9.3% เป็นวันลบแรงที่สุดของหุ้นในปีนี้ โดยวันแย่ที่สุดก่อนหน้าของปีนี้คือวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ที่ลดลง 6.20% ขณะที่ AMD ร่วง 17.3% Micron ร่วง 17.5% Lam Research ร่วง 16.4% และหุ้นทั้ง 30 ตัวในดัชนีชิปปิดลบพร้อมกันทั้งหมด แรงขายไม่ได้จบอยู่ในสหรัฐฯ เกาหลีใต้ร่วง 5.3% โดย Samsung Electronics และ SK hynix เป็นตัวกดดันหลัก

ฝั่งไทย ตลาดหุ้นไทยปิดวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ 1,497.99 จุด ลดลง 4.10 จุด หรือ 0.27% มูลค่าซื้อขาย 86,950.24 ล้านบาท โดยหุ้นที่กดดัชนีมากที่สุดคือเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ ซึ่งปิดที่ 187.00 บาท ลดลง 8.00 บาท หรือ 4.10% กดดัชนีราว 8 จุด ตามแรงขายหุ้นชิปทั่วโลก ด้านกลุ่มที่ได้คือโรงไฟฟ้าที่ต้นทุนเชื้อเพลิงลดลง และกลุ่มไฟแนนซ์ที่ได้อานิสงส์จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ลดลง

จุดที่ต้องพูดให้ตรงคือ หุ้นไทยที่ถูกเรียกว่า "หุ้น AI" แทบทั้งหมดอยู่ฝั่งผู้ขายอุปกรณ์ ไม่ใช่ฝั่งเจ้าของเงินสด กลุ่มเทคโนโลยีมีน้ำหนักราว 24.8% ของตลาดหุ้นไทย และกลุ่มพลังงานกับสินค้าโภคภัณฑ์อีกราว 26.9% รวมกันประมาณ 52% ของตลาด น้ำหนักที่สูงขนาดนี้ทำให้ดัชนีไทยแกว่งตามกระแสเทคโนโลยีโลกมากกว่าสัดส่วนรายได้จริงจากธุรกิจนั้น

เหตุที่การลงครั้งนี้รุนแรงเป็นพิเศษ มีสามชั้น

ชั้นแรก ข้อจำกัดย้ายจากกติกาส่วนกลางไปอยู่ที่การเมืองท้องถิ่น ที่ดิน ไฟฟ้า และน้ำ อยู่ในอำนาจของท้องถิ่น ซึ่งเป็นตัวแปรที่ช้าที่สุดและแก้ยากที่สุด ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการรัฐเท็กซัส ซึ่งเป็นรัฐที่มีศูนย์ข้อมูลหนาแน่นที่สุด ประกาศจุดยืนให้หยุดอนุมัติการสร้างศูนย์ข้อมูลใหม่จนกว่ารัฐจะกำหนดกฎเกณฑ์ และในการเลือกตั้งครั้งนี้มีมาตรการท้องถิ่นมากกว่า 20 รายการที่ผู้ใช้สิทธิสนับสนุนให้จำกัดหรือชะลอการสร้างศูนย์ข้อมูล

ชั้นที่สอง ตัวหารที่ใช้ตีราคา หุ้นชิปและผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลถูกตีราคาจากการก่อสร้างที่จะเกิดในอนาคต ไม่ใช่กำไรที่ทำได้แล้ว เมื่อจังหวะการก่อสร้างถูกตั้งคำถามทั้งกลุ่มจึงถูกจัดราคาใหม่พร้อมกัน และรุนแรงกว่าดัชนีหลักหลายเท่า ดัชนีชิปลง 12.3% ในคืนที่ Nasdaq ลง 5.5%

ชั้นที่สาม ฝั่งผู้ซื้อเริ่มทบทวนลำดับความสำคัญ มีรายงานว่า Microsoft ไม่ใช้สิทธิ์เลือกขยายสัญญาเช่ากำลังประมวลผลในรัฐเท็กซัสราว 500 เมกะวัตต์ ซึ่งยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเกี่ยวข้องกับแรงขายโดยตรง แต่เป็นสัญญาณแรกที่ฝั่งผู้ซื้อเริ่มจัดคิวการลงทุนของตนเองใหม่

อีกด้านที่ต้องอ่านให้ครบ คืนนี้ไม่ใช่หลักฐานว่าอุปสงค์จบ AMD ปรับคาดการณ์การเติบโตปี 2570 สูงกว่าที่ตลาดคาดจากยอดขายกลุ่มศูนย์ข้อมูล และ NVIDIA มีกำหนดรายงานผลประกอบการในวันที่ 17 พฤศจิกายน ขณะที่น้ำมันดีดกลับขึ้นมา โดยเบรนท์ซื้อขายราว 97 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพราะความไม่แน่นอนเรื่องข้อตกลงยุติสงครามกับอิหร่านยังไม่จบ และในเมืองฮาร์วูด รัฐนอร์ทดาโคตา ผู้ใช้สิทธิราวสามในสี่ลงคะแนนคัดค้านข้อเสนอที่จะชะลอการพัฒนาศูนย์ข้อมูล ซึ่งแสดงว่าการต่อต้านไม่ใช่เอกฉันท์ทั่วประเทศ

มองผ่านหุ้น สามบทเรียน

หนึ่ง วันที่แย่สุดในรอบเกือบเจ็ดปีของดัชนีชิป ไม่ได้เกิดจากยอดขายที่หด แต่วันที่รุนแรงที่สุดเกิดจากกติกาที่ยังไม่ถูกเขียน ตัวเลขที่ขยับแรงที่สุดในคืนนี้คือราคา ไม่ใช่คำสั่งซื้อ คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่ว่าลงไปกี่เปอร์เซ็นต์ แต่มีตัวเลขใดของธุรกิจเปลี่ยนไปจริงแล้ว

สอง ตัวแปรที่ช้าที่สุดกลับเป็นตัวกำหนดจังหวะการลงทุน ใบอนุญาตก่อสร้าง ที่ดิน และไฟฟ้า ใช้เวลาเป็นปีและอยู่ในมือของหน่วยงานท้องถิ่น ซึ่งไม่มีใครคาดการณ์ในแบบจำลอง แต่เป็นตัวกำหนดว่าศูนย์ข้อมูลจะเปิดทันหรือไม่ และเป็นเหตุผลที่ราคาหุ้นกลุ่มนี้ผันผวนแรงกว่าธุรกิจอื่นในห่วงโซ่เดียวกัน

สาม วันที่ราคาวิ่งเร็วกว่าข้อมูล ให้กลับไปอ่านต้นทาง ระดับดัชนี วันที่ของแต่ละตัวเลข และสถิติเดิมเป็นตัวเทียบ ในคืนเดียวที่ตัวเลขหลายชุดไหลออกมาพร้อมกัน ตัวเลขที่อ้างกันต่อ ๆ มาสามารถเป็นของต่างวันกันได้ และการเทียบผิดวันทำให้ข้อสรุปผิดทั้งข้อ

ผู้เขียน: ผศ.ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษา มิใช่คำแนะนำในการซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ การเอ่ยชื่อบริษัทจดทะเบียนเป็นการอ้างถึงข้อมูลที่บริษัทและสำนักข่าวเผยแพร่ต่อสาธารณะ รวมถึงบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ มิใช่การแนะนำให้ลงทุนในหลักทรัพย์ใด ตัวเลขราคาหุ้นไทยเป็นราคาปิดของวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 ตัวเลขราคาหุ้นสหรัฐฯ เป็นราคาปิดของวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ และตัวเลขที่ระบุว่าเป็นระหว่างการซื้อขายไม่ใช่ราคาปิด

ที่มา: Nasdaq Global Indexes · ราคาปิดตลาดหุ้นสหรัฐฯ 5 พ.ย. 2569 · ราคาปิดตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 5 พ.ย. 2569 · สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย · กรุงเทพธุรกิจ · HoonSmart · ผู้จัดการออนไลน์ · CNBC-TV18 · Bloomberg · Financial Times · Reuters · Associated Press · The Washington Post

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่