ดัชนี SET Index ร่วงลงติดต่อกัน 7 วันทำการ ตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคมถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ร่วงสะสมกว่า 100 จุดเมื่อนับระหว่างซื้อขาย คือ 108.97 จุด จากราคาปิดวันที่ 26 ตุลาคมที่ 1,579.03 จุด ถึงจุดต่ำสุดระหว่างวันของวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ 1,470.06 จุด วันที่ 3 พฤศจิกายนดัชนีหลุดระดับ 1,500 จุดไปปิดที่ 1,491.01 จุด และวันที่ 4 พฤศจิกายนดิ่งลง 20.95 จุดระหว่างวันก่อนพลิกกลับมาปิดที่ 1,502.09 จุด เมื่อนับเฉพาะราคาปิด การลงของดัชนีอยู่ที่ 76.94 จุด หรือ 4.87% และมี 6 วันทำการที่ปิดลบติดต่อกัน คือวันที่ 27, 28, 29, 30 ตุลาคม และวันที่ 2, 3 พฤศจิกายน
หกตัวที่ร่วงเกิน 10% ใน SET50 ในช่วงเวลาเดียวกันคือ อันดับหนึ่ง เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (DELTA) ปิด 195.00 บาท ลดลง 46.00 บาท หรือ 19.09% จาก 241.00 บาท อันดับสอง พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ปิด 44.75 บาท ลดลง 7.75 บาท หรือ 14.76% จาก 52.50 บาท อันดับสาม บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) ปิด 45.25 บาท ลดลง 7.00 บาท หรือ 13.40% จาก 52.25 บาท อันดับสี่ แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (CCET) ปิด 8.10 บาท ลดลง 1.15 บาท หรือ 12.43% จาก 9.25 บาท และอันดับห้า ไทยออยล์ (TOP) ปิด 60.50 บาท ลดลง 7.75 บาท หรือ 11.36% จาก 68.25 บาท อันดับหก ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ปิด 244.00 บาท ลดลง 30.00 บาท หรือ 10.95% จาก 274.00 บาท ทั้งหกตัวล้วนเป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูงสุดของตลาด และลงแรงกว่าดัชนีหลายเท่า
หกตัวนี้กระจุกอยู่ในสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และห่วงโซ่ที่ผูกกับงานศูนย์ข้อมูล ได้แก่ DELTA และ CCET กลุ่มที่สองคือโรงกลั่นและปิโตรเคมี ได้แก่ PTTGC BCP และ TOP ส่วนปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ติดอันดับมาด้วยธุรกิจปูนซิเมนต์และปิโตรเคมีในเครือ การลง 4.87% ของดัชนีจึงไม่ใช่การลงพร้อมกันทั้งตลาด แต่เป็นการลงหนักของสองกลุ่มนี้
ถ้ามองทั้ง 50 ตัวใน SET50 จะเห็นว่าไม่ได้ลงพร้อมกัน ในช่วงเวลาเดียวกันมี 33 ตัวที่ปิดลบ 9 ตัวที่ปิดบวก และ 8 ตัวไม่เปลี่ยนแปลง โดยค่ากลางของการเปลี่ยนแปลงอยู่ที่เพียง 1.14% และมีเพียง 6 ตัวที่ลงเกิน 10% ซึ่งคือหกตัวที่อยู่ในรายชื่อข้างต้น หุ้นที่ขึ้นแรงที่สุดคือ บีเจซี (BJC) 6.91% โอสถสภา (OSP) 3.35% และไทยยูเนี่ยน (TU) 1.54% เมื่อแยกตามกลุ่มธุรกิจ ค่ากลางของกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อยู่ที่ 15.76% กลุ่มปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ 12.06% และกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค 4.04% แต่กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มกลับอยู่ที่ +1.29% กลุ่มพาณิชย์และเทคโนโลยีสารสนเทศ 0.00% กลุ่มการแพทย์ 0.12% และกลุ่มธนาคาร 1.27%
เหตุที่การลงกระจุกอยู่แค่สองกลุ่ม เพราะทั้งสองกลุ่มมีปัจจัยภายนอกตัวเดียวกันที่กระทบทุกบริษัทพร้อมกัน กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ผูกกับรอบการลงทุนชิปและศูนย์ข้อมูลทั่วโลก ทั้งเรื่องต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นและข่าวการกำกับดูแลธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นข่าวระดับอุตสาหกรรม ไม่ใช่ข่าวรายบริษัท กลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมีเป็นธุรกิจที่ทำกำไรจากส่วนต่างราคา คือค่าการกลั่นและสเปรดปิโตรเคมี ซึ่งเคลื่อนไหวไปทางเดียวกันทั้งกลุ่ม เมื่อราคาน้ำมันดิบอ่อนลงจากสัญญาณเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง ทุกตัวในกลุ่มจึงถูกจัดราคาใหม่พร้อมกันแม้ผลการดำเนินงานต่างกัน และเพราะกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีรวมกันมี 12 ตัวจาก 50 ตัวใน SET50 การจัดราคาใหม่ของสองกลุ่มนี้จึงฉุดตัวเลขดัชนีได้ ขณะที่หุ้นส่วนใหญ่แทบไม่ขยับ
เหตุผลของกลุ่มแรกอยู่ที่ตัวเลขไตรมาสสาม เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ รายงานกำไรสุทธิ 7,757.41 ล้านบาท เติบโต 4.2% จากปีก่อน แต่ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ราว 10-11% เพราะต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ระหว่างนั้นหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ตัวอื่นอย่าง TEAM HANA และ KCE ถูกขายตามกันด้วยความกังวลเรื่องต้นทุนการผลิตและอัตรากำไร และตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน ตลาดเริ่มคิดเพิ่มอีกชั้นว่า หากพรรคเดโมแครตครองสภาคองเกรส การกำกับดูแลธุรกิจปัญญาประดิษฐ์และศูนย์ข้อมูลจะเข้มขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าปลายทางของหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ไทย
เหตุผลของกลุ่มที่สองคือราคาน้ำมันดิบที่อ่อนลงจากสัญญาณการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง กดหุ้นโรงกลั่นทั้งกลุ่มพร้อมกัน ไม่ใช่แค่หกตัวที่ติดอันดับ ขณะที่กลุ่มปิโตรเคมีมีตัวเลขจริงมารองรับ ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) รายงานกำไรไตรมาสสามลดลง 79% โดยธุรกิจปิโตรเคมีในเครือพลิกขาดทุน 1,738 ล้านบาท จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่หดตัว และโรงงานในเวียดนามหยุดเดินเครื่อง
แนวโน้มข้างหน้าของสองกลุ่มนี้
แนวโน้มข้างหน้าของกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นอยู่กับสองแรงที่สวนทางกัน ด้านหนึ่งความต้องการจากงานศูนย์ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ยังเป็นตัวขับหลักของตลาดหน่วยความจำโลกในปี 2570 โดยข้อมูลอุตสาหกรรมระบุว่าราคาหน่วยความจำชนิด DRAM มีแนวโน้มปรับขึ้นต่อ ขณะที่ NAND เริ่มอ่อนลง ราคาที่สูงขึ้นหมายถึงยอดขายของซัพพลายเออร์เติบโต แต่อีกด้านหนึ่งก็คือต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นตัวกดอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทประกอบอย่าง เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ และ แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ ในไตรมาสที่ผ่านมา อีกแรงหนึ่งคือการเมืองสหรัฐฯ หากสภาคองเกรสชุดใหม่เข้มงวดกับการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล ตามที่ตลาดเริ่มกังวลตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน กำหนดการเปิดศูนย์ข้อมูลบางแห่งอาจชะลอ ซึ่งย้อนกลับมากระทบคำสั่งซื้อของห่วงโซ่ในไทยในปีถัดไป สิ่งที่ต้องติดตามคือคำสั่งซื้อและราคาหน่วยความจำในงบไตรมาส 4/2569 และท่าทีของนโยบายสหรัฐฯ
แนวโน้มของกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมีคือการคลายความตึงตัวที่เคยหนุนกำไรในปีนี้ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจของธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งประเมินเมื่อเดือนกันยายน 2569 ว่า ค่าการกลั่นในปี 2570 มีแนวโน้มค่อย ๆ ลดลง เพราะกำลังกลั่นทั่วโลกกลับมาฟื้นตัวและกำลังการผลิตในตะวันออกกลางทยอยกลับสู่ภาวะปกติ ขณะที่ธุรกิจปิโตรเคมีเผชิญภาวะอุปทานล้นตลาดเชิงโครงสร้างต่อเนื่องถึงปี 2573 ส่วนราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มลดลงจากปีนี้แต่ยังผันผวนสูงจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ คำตอบของสองกลุ่มนี้จึงอยู่ที่การปรับโครงสร้าง วันที่ 30 กันยายน 2569 บริษัทจดทะเบียนในกลุ่มปิโตรเคมีสองรายแจ้งความคืบหน้าการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ โดยระบุว่าคาดจะสรุปโครงสร้างการถือหุ้นและเงื่อนไขสำคัญได้ภายในเดือนตุลาคม 2569 และทั้งสองฝ่ายประเมินว่าการรวมธุรกิจครั้งนี้จะลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มอำนาจต่อรองด้านวัตถุดิบ ข่าวความคืบหน้าของดีลนี้จึงเป็นตัวแปรสำคัญในไตรมาส 4 เพราะเป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยตัวเอง ไม่ใช่การรอให้ส่วนต่างราคาฟื้น สรุปสั้น ๆ คือ กลุ่มแรกต้องลุ้นว่าต้นทุนและกฎกติกาจะไปทางไหน กลุ่มหลังต้องลุ้นว่ากำลังการผลิตส่วนเกินจะถูกจัดการได้จริงหรือไม่
มองผ่านหุ้น สามบทเรียนที่คนอ่านตลาดมักมองข้าม
หนึ่ง ตัวเลขดัชนีไม่บอกการกระจายของการลง ดัชนีลง 4.87% ฟังดูเหมือนตลาดลงเล็กน้อย แต่หกหุ้นใน SET50 ลงเกิน 10% คำถามที่ควรถามทุกครั้งที่เห็นดัชนีคือ ใครลง ลงเท่าไร และลงเพราะอะไร ไม่ใช่ถามแค่ว่าดัชนีลงกี่จุด
สอง ฤดูกาลประกาศงบเป็นตัวกำหนดราคามากกว่าข่าวใหญ่ของโลก หกตัวนี้ถูกจัดราคาใหม่เพราะงบไตรมาสสามของตัวเองและของกลุ่ม การลงของหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เริ่มตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม หลังงบเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ ออก ก่อนที่ผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ จะชัด ข่าวการเมืองเป็นตัวเร่งอารมณ์ แต่ตัวเลขกำไรและต้นทุนคือสิ่งที่เปลี่ยนไปจริง
สาม ทิศทางเจ็ดวันกับทิศทางหนึ่งวันไม่จำเป็นต้องตรงกัน วันที่ 4 พฤศจิกายน ดัชนีดิ่งลง 20.95 จุดระหว่างวันก่อนปิดบวก 11.08 จุด โดยมีเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ GULF และ AOT เป็นตัวหนุน ขณะที่เงินลงทุนต่างชาติยังขายสุทธิ 1,870.55 ล้านบาท หุ้นที่ลงแรงที่สุดในรอบเจ็ดวันจึงเป็นตัวเดียวกับที่นำการเด้งกลับในวันเดียว ราคาปรับตามพาดหัวก่อน แล้วค่อยกลับมาถามว่ากำไรและต้นทุนเปลี่ยนจริงหรือไม่ ในมุมของนักลงทุน คุณค่าไม่ได้เปลี่ยนตามพาดหัว แต่มักเปลี่ยนตามต้นทุนและส่วนต่างราคา ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องอ่านให้เร็ว
ผู้เขียน: ผศ.ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษา มิใช่คำแนะนำในการซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ การเอ่ยชื่อบริษัทจดทะเบียนเป็นการอ้างถึงรายงานผลประกอบการและข้อมูลที่บริษัทนั้นเปิดเผยต่อตลาดหลักทรัพย์ มิใช่การแนะนำให้ลงทุนในหลักทรัพย์ใด ราคาที่ใช้เป็นราคาปิดของแต่ละวันทำการ ไม่ใช่ราคาระหว่างวัน
ที่มา: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย · สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย · ข่าวหุ้น · ประชาชาติธุรกิจ · กรุงเทพธุรกิจ · ฐานเศรษฐกิจ · โพสต์ทูเดย์ · ทีเอ็นเอ็นไทยแลนด์ · ราคาปิดรายตัวจาก Yahoo Finance และ TradingView · ประกาศของบริษัทจดทะเบียน · ข้อมูลอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ · ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจของธนาคารพาณิชย์
ใน 7 วันร่วงกว่า 100 จุดระหว่างซื้อขาย SET50...มีหุ้น 6 ตัวร่วงมากกว่า 10%
หกตัวที่ร่วงเกิน 10% ใน SET50 ในช่วงเวลาเดียวกันคือ อันดับหนึ่ง เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (DELTA) ปิด 195.00 บาท ลดลง 46.00 บาท หรือ 19.09% จาก 241.00 บาท อันดับสอง พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ปิด 44.75 บาท ลดลง 7.75 บาท หรือ 14.76% จาก 52.50 บาท อันดับสาม บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) ปิด 45.25 บาท ลดลง 7.00 บาท หรือ 13.40% จาก 52.25 บาท อันดับสี่ แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (CCET) ปิด 8.10 บาท ลดลง 1.15 บาท หรือ 12.43% จาก 9.25 บาท และอันดับห้า ไทยออยล์ (TOP) ปิด 60.50 บาท ลดลง 7.75 บาท หรือ 11.36% จาก 68.25 บาท อันดับหก ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ปิด 244.00 บาท ลดลง 30.00 บาท หรือ 10.95% จาก 274.00 บาท ทั้งหกตัวล้วนเป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูงสุดของตลาด และลงแรงกว่าดัชนีหลายเท่า
หกตัวนี้กระจุกอยู่ในสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และห่วงโซ่ที่ผูกกับงานศูนย์ข้อมูล ได้แก่ DELTA และ CCET กลุ่มที่สองคือโรงกลั่นและปิโตรเคมี ได้แก่ PTTGC BCP และ TOP ส่วนปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ติดอันดับมาด้วยธุรกิจปูนซิเมนต์และปิโตรเคมีในเครือ การลง 4.87% ของดัชนีจึงไม่ใช่การลงพร้อมกันทั้งตลาด แต่เป็นการลงหนักของสองกลุ่มนี้
ถ้ามองทั้ง 50 ตัวใน SET50 จะเห็นว่าไม่ได้ลงพร้อมกัน ในช่วงเวลาเดียวกันมี 33 ตัวที่ปิดลบ 9 ตัวที่ปิดบวก และ 8 ตัวไม่เปลี่ยนแปลง โดยค่ากลางของการเปลี่ยนแปลงอยู่ที่เพียง 1.14% และมีเพียง 6 ตัวที่ลงเกิน 10% ซึ่งคือหกตัวที่อยู่ในรายชื่อข้างต้น หุ้นที่ขึ้นแรงที่สุดคือ บีเจซี (BJC) 6.91% โอสถสภา (OSP) 3.35% และไทยยูเนี่ยน (TU) 1.54% เมื่อแยกตามกลุ่มธุรกิจ ค่ากลางของกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อยู่ที่ 15.76% กลุ่มปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ 12.06% และกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค 4.04% แต่กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มกลับอยู่ที่ +1.29% กลุ่มพาณิชย์และเทคโนโลยีสารสนเทศ 0.00% กลุ่มการแพทย์ 0.12% และกลุ่มธนาคาร 1.27%
เหตุที่การลงกระจุกอยู่แค่สองกลุ่ม เพราะทั้งสองกลุ่มมีปัจจัยภายนอกตัวเดียวกันที่กระทบทุกบริษัทพร้อมกัน กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ผูกกับรอบการลงทุนชิปและศูนย์ข้อมูลทั่วโลก ทั้งเรื่องต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นและข่าวการกำกับดูแลธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นข่าวระดับอุตสาหกรรม ไม่ใช่ข่าวรายบริษัท กลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมีเป็นธุรกิจที่ทำกำไรจากส่วนต่างราคา คือค่าการกลั่นและสเปรดปิโตรเคมี ซึ่งเคลื่อนไหวไปทางเดียวกันทั้งกลุ่ม เมื่อราคาน้ำมันดิบอ่อนลงจากสัญญาณเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง ทุกตัวในกลุ่มจึงถูกจัดราคาใหม่พร้อมกันแม้ผลการดำเนินงานต่างกัน และเพราะกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีรวมกันมี 12 ตัวจาก 50 ตัวใน SET50 การจัดราคาใหม่ของสองกลุ่มนี้จึงฉุดตัวเลขดัชนีได้ ขณะที่หุ้นส่วนใหญ่แทบไม่ขยับ
เหตุผลของกลุ่มแรกอยู่ที่ตัวเลขไตรมาสสาม เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ รายงานกำไรสุทธิ 7,757.41 ล้านบาท เติบโต 4.2% จากปีก่อน แต่ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ราว 10-11% เพราะต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ระหว่างนั้นหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ตัวอื่นอย่าง TEAM HANA และ KCE ถูกขายตามกันด้วยความกังวลเรื่องต้นทุนการผลิตและอัตรากำไร และตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน ตลาดเริ่มคิดเพิ่มอีกชั้นว่า หากพรรคเดโมแครตครองสภาคองเกรส การกำกับดูแลธุรกิจปัญญาประดิษฐ์และศูนย์ข้อมูลจะเข้มขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าปลายทางของหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ไทย
เหตุผลของกลุ่มที่สองคือราคาน้ำมันดิบที่อ่อนลงจากสัญญาณการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง กดหุ้นโรงกลั่นทั้งกลุ่มพร้อมกัน ไม่ใช่แค่หกตัวที่ติดอันดับ ขณะที่กลุ่มปิโตรเคมีมีตัวเลขจริงมารองรับ ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) รายงานกำไรไตรมาสสามลดลง 79% โดยธุรกิจปิโตรเคมีในเครือพลิกขาดทุน 1,738 ล้านบาท จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่หดตัว และโรงงานในเวียดนามหยุดเดินเครื่อง
แนวโน้มข้างหน้าของสองกลุ่มนี้
แนวโน้มข้างหน้าของกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นอยู่กับสองแรงที่สวนทางกัน ด้านหนึ่งความต้องการจากงานศูนย์ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ยังเป็นตัวขับหลักของตลาดหน่วยความจำโลกในปี 2570 โดยข้อมูลอุตสาหกรรมระบุว่าราคาหน่วยความจำชนิด DRAM มีแนวโน้มปรับขึ้นต่อ ขณะที่ NAND เริ่มอ่อนลง ราคาที่สูงขึ้นหมายถึงยอดขายของซัพพลายเออร์เติบโต แต่อีกด้านหนึ่งก็คือต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นตัวกดอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทประกอบอย่าง เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ และ แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ ในไตรมาสที่ผ่านมา อีกแรงหนึ่งคือการเมืองสหรัฐฯ หากสภาคองเกรสชุดใหม่เข้มงวดกับการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล ตามที่ตลาดเริ่มกังวลตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน กำหนดการเปิดศูนย์ข้อมูลบางแห่งอาจชะลอ ซึ่งย้อนกลับมากระทบคำสั่งซื้อของห่วงโซ่ในไทยในปีถัดไป สิ่งที่ต้องติดตามคือคำสั่งซื้อและราคาหน่วยความจำในงบไตรมาส 4/2569 และท่าทีของนโยบายสหรัฐฯ
แนวโน้มของกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมีคือการคลายความตึงตัวที่เคยหนุนกำไรในปีนี้ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจของธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งประเมินเมื่อเดือนกันยายน 2569 ว่า ค่าการกลั่นในปี 2570 มีแนวโน้มค่อย ๆ ลดลง เพราะกำลังกลั่นทั่วโลกกลับมาฟื้นตัวและกำลังการผลิตในตะวันออกกลางทยอยกลับสู่ภาวะปกติ ขณะที่ธุรกิจปิโตรเคมีเผชิญภาวะอุปทานล้นตลาดเชิงโครงสร้างต่อเนื่องถึงปี 2573 ส่วนราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มลดลงจากปีนี้แต่ยังผันผวนสูงจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ คำตอบของสองกลุ่มนี้จึงอยู่ที่การปรับโครงสร้าง วันที่ 30 กันยายน 2569 บริษัทจดทะเบียนในกลุ่มปิโตรเคมีสองรายแจ้งความคืบหน้าการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ โดยระบุว่าคาดจะสรุปโครงสร้างการถือหุ้นและเงื่อนไขสำคัญได้ภายในเดือนตุลาคม 2569 และทั้งสองฝ่ายประเมินว่าการรวมธุรกิจครั้งนี้จะลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มอำนาจต่อรองด้านวัตถุดิบ ข่าวความคืบหน้าของดีลนี้จึงเป็นตัวแปรสำคัญในไตรมาส 4 เพราะเป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยตัวเอง ไม่ใช่การรอให้ส่วนต่างราคาฟื้น สรุปสั้น ๆ คือ กลุ่มแรกต้องลุ้นว่าต้นทุนและกฎกติกาจะไปทางไหน กลุ่มหลังต้องลุ้นว่ากำลังการผลิตส่วนเกินจะถูกจัดการได้จริงหรือไม่
มองผ่านหุ้น สามบทเรียนที่คนอ่านตลาดมักมองข้าม
หนึ่ง ตัวเลขดัชนีไม่บอกการกระจายของการลง ดัชนีลง 4.87% ฟังดูเหมือนตลาดลงเล็กน้อย แต่หกหุ้นใน SET50 ลงเกิน 10% คำถามที่ควรถามทุกครั้งที่เห็นดัชนีคือ ใครลง ลงเท่าไร และลงเพราะอะไร ไม่ใช่ถามแค่ว่าดัชนีลงกี่จุด
สอง ฤดูกาลประกาศงบเป็นตัวกำหนดราคามากกว่าข่าวใหญ่ของโลก หกตัวนี้ถูกจัดราคาใหม่เพราะงบไตรมาสสามของตัวเองและของกลุ่ม การลงของหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เริ่มตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม หลังงบเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ ออก ก่อนที่ผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ จะชัด ข่าวการเมืองเป็นตัวเร่งอารมณ์ แต่ตัวเลขกำไรและต้นทุนคือสิ่งที่เปลี่ยนไปจริง
สาม ทิศทางเจ็ดวันกับทิศทางหนึ่งวันไม่จำเป็นต้องตรงกัน วันที่ 4 พฤศจิกายน ดัชนีดิ่งลง 20.95 จุดระหว่างวันก่อนปิดบวก 11.08 จุด โดยมีเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ GULF และ AOT เป็นตัวหนุน ขณะที่เงินลงทุนต่างชาติยังขายสุทธิ 1,870.55 ล้านบาท หุ้นที่ลงแรงที่สุดในรอบเจ็ดวันจึงเป็นตัวเดียวกับที่นำการเด้งกลับในวันเดียว ราคาปรับตามพาดหัวก่อน แล้วค่อยกลับมาถามว่ากำไรและต้นทุนเปลี่ยนจริงหรือไม่ ในมุมของนักลงทุน คุณค่าไม่ได้เปลี่ยนตามพาดหัว แต่มักเปลี่ยนตามต้นทุนและส่วนต่างราคา ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องอ่านให้เร็ว
ผู้เขียน: ผศ.ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษา มิใช่คำแนะนำในการซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ การเอ่ยชื่อบริษัทจดทะเบียนเป็นการอ้างถึงรายงานผลประกอบการและข้อมูลที่บริษัทนั้นเปิดเผยต่อตลาดหลักทรัพย์ มิใช่การแนะนำให้ลงทุนในหลักทรัพย์ใด ราคาที่ใช้เป็นราคาปิดของแต่ละวันทำการ ไม่ใช่ราคาระหว่างวัน
ที่มา: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย · สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย · ข่าวหุ้น · ประชาชาติธุรกิจ · กรุงเทพธุรกิจ · ฐานเศรษฐกิจ · โพสต์ทูเดย์ · ทีเอ็นเอ็นไทยแลนด์ · ราคาปิดรายตัวจาก Yahoo Finance และ TradingView · ประกาศของบริษัทจดทะเบียน · ข้อมูลอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ · ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจของธนาคารพาณิชย์