ธุรกิจเคยดัง! ปัจจุบันวิกฤติหนัก สาขาหาย! ยอดขายลด ขาดทุนจนหมดแรง



สมัยก่อนใครทำธุรกิจก็คิดว่ายากพอตัว แต่มาในยุคนี้บอกได้คำเดียวว่ายากยิ่งกว่าเดิม สาเหตุหลักๆ คือกำลังซื้อของผู้บริโภคที่หายไปเยอะ อันเกิดจากหลายสาเหตุ

หนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มสูงประมาณ 89.6% ต่อ GDP เพราะเมื่อคนส่วนใหญ่ต้องนำเงินไปจ่ายค่างวดรถ ค่าผ่อนบ้าน ดอกเบี้ยบัตรเครดิต และค่าใช้จ่ายจิปาถะ เงินที่ได้มาก็ไม่เคยพอใช้ สุดท้ายก็ต้องไปหากู้เพิ่มก็ยิ่งเป็นหนี้มากขึ้น เมื่อเงินหมุนเวียนไม่มีเพียงพอให้ใช้การจะจับจ่ายซื้อสินค้าก็ยิ่งยากมากขึ้น

ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดต่ำในรอบหลายปี เป็นตัวสะท้อนว่าผู้บริโภคมีความกังวลเรื่องค่าครองชีพและรายได้ จึงนำมาสู่การชะลอตัวในการตัดสินใจ โดยพวกสินค้าไม่จำเป็นของฟุ่มเฟือยจะถูกตัดออกเป็นลำดับแรกๆ

ต้นทุนธุรกิจเพิ่ม แต่การปรับราคาทำไม่ได้อย่างที่ต้องการ ปัจจุบันในส่วนของผู้ผลิตเจอปัญหาต้นทุนสูงทั้งค่าแรง + วัตถุดิบ+ค่าการตลาดที่ทุกอย่างเพิ่มกว่า 15-20% แต่การขึ้นราคากลับเป็นสิ่งที่ทำได้ยากเพราะทั้งคู่แข่งที่เยอะไม่ว่าจะแบรนด์ไทยแบรนด์จีน กำไรสุทธิของธุรกิจในยุคนี้จึงลดลงมาก

ทำธุรกิจสมัยก่อน กับสมัยนี้ ยุคไหนดีกว่ากัน?

เมื่อเจอปัญหาสารพัดที่ถาโถมเข้ามา หลายคนบอกว่าสมัยก่อนทำธุรกิจดีกว่านี้เยอะ แต่ที่จริงคำถามนี้เหมือนการมองต่างมุม อยู่ที่ว่าเราจะเลือกมุมไหนมาโฟกัส ถ้าดูในมุมของการเริ่มต้นแบบไม่มีทุน ต้องบอกว่าทำธุรกิจในยุคนี้ดีกว่าแน่นอน เพราะตอนนี้มีอุปกรณ์ มีเทคโนโลยี มีโซเชี่ยล โอกาสแจ้งเกิดทางธุรกิจจึงง่ายและสบายกว่า ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงลูกค้าได้ขึ้นอยู่กับไอเดีย + คุณภาพสินค้า + การตลาด + มีวิสัยทัศน์ที่จับกลุ่มลูกค้าได้ถูกต้อง การสร้างธุรกิจในยุคนี้ก็มีโอกาสเติบโตได้แม้ต้องเจอกับคู่แข่งมากมายก็ตาม

เทียบกับสมัยก่อนคนไม่มีเงินทุนแทบหมดโอกาสเป็นเจ้าของธุรกิจ เพราะยุคเก่าเราต้องเริ่มจากการใช้ทุนที่สูงไม่ว่าจะค่าเช่าตึก ค่าสินค้า ค่าการตลาด ถ้าเงินน้อยทุนน้อยก็ต้องเริ่มจากร้านเล็กๆ ที่ต้องสร้างแบรนด์เอง สร้างฐานลูกค้าเอง กว่าจะเติบโตเป็นธุรกิจใหญ่ต้องใช้เวลานานมาก

อย่างไรก็ดีในอีกมุมหนึ่งการทำธุรกิจยุคอดีตก็มีข้อดีตรงที่ว่า แม้จะเริ่มได้ยาก แต่ถ้าตั้งหลักได้แล้ว จะเป็นธุรกิจที่มีความมั่นคงสูง ลูกค้าที่เป็นฐานประจำมีความเป็น Brand Loyalty สูงกว่า ก็จะตรงข้ามกับการทำธุรกิจยุคนี้ว่าแม้จะเริ่มได้ง่ายแต่การจะรักษาไว้ให้ยาวนานก็ไม่ง่ายเช่นกัน เนื่องจากกำไรที่ถูกบีบลงเรื่อยๆ จากต้นทุนรอบด้านและคู่แข่งจำนวนมากหากให้สรุปแบบชัดๆสมัยก่อนธุรกิจจะวัดกันที่เงินทุนเป็นหลัก แต่ทุกวันนี้ทำธุรกิจจะวัดกันที่การปรับตัว ทุกยุคมีความยากง่ายต่างกันแต่ที่เหมือนกันคือการบริหารจัดการต้องให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

Meters/bonwe แบรนด์ดัง! ที่เจอวิกฤติ ขาดทุนจนแทบหมดแรง

หากจะมองหากรณีศึกษาของธุรกิจที่เคยดังจากอดีต แม้ว่าตอนนี้จะยังดำเนินกิจการอยู่แต่เจอวิกฤติรอบด้าน จากแบรนด์ที่เคยยอดขายถล่มทลายกลายเป็นแบรนด์ที่กำไรเหลือน้อยมากบางทีขาดทุนสะสมต่อเนื่อง ซึ่งมีหลายแบรนด์ที่น่าสนใจ

เมื่อก่อนแบรนด์นี้ดังมาก ใครที่เคยไปจีนสัก 10 ปีก่อนจะเห็นป้ายร้าน Meters/bonwe กระจายอยู่หลายพื้นที่ประมาณ 5,000 สาขา กลยุทธ์ที่เคยใช้คือการเช่าพื้นที่ขนาดใหญ่กลางเมืองเพื่อทำเป็น Flagship Store แบบพรีเมี่ยมแต่เมื่อพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ในจีนเปลี่ยนไปช้อปปิ้งผ่าน E-commerce อย่าง Taobao, JD.com และไลฟ์สดบน Douyin (TikTok จีน) หน้าร้านขนาดใหญ่ที่เคยเป็นจุดขาย กลับกลายเป็นต้นทุนที่สูงเกินความจำเป็น แถมยังเจอคู่แข่งจากทั้งในประเทศและนอกประเทศแย่งลูกค้า ไม่นับรวมจากสงครามราคาที่ต้องเผชิญ

ในปี 2017 บริษัทพยายามรีแบรนด์ด้วยการทุ่มเงินจ้างพรีเซนเตอร์ชื่อดังแต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นตามคาด เนื่องจากลูกค้าไม่ได้มองหาความคุ้มค่าตรงนั้นแต่สิ่งที่ต้องการคือดีไซน์ที่เหมาะสมกับตัวเอง แต่เมื่อสินค้าส่วนใหญ่ยังใช้ดีไซน์เดิมๆ ก็เท่ากับว่าการจ้างพรีเซนเตอร์คือการทุ่มงบการตลาดที่ไม่ตรงจุดและไม่ทำให้ยอดขายเพิ่ม

ปัจจุบันผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2026 บริษัทขาดทุนสุทธิกว่า 43.5 ล้านหยวน หรือประมาณ 970 ล้านบาท

แถมก่อนหน้านี้ยังต้องแบกภาระหนี้สินมหาศาลกว่า 10,000 ล้านหยวน หรือกว่า 50,000 ล้านบาท จนต้องขายทั้งตึกหน้าร้าน Flagship Store และพิพิธภัณฑ์แฟชั่นของตัวเองเพื่อเอาตัวรอดให้ได้ และถ้าดูจำนวนสาขาถึงตอนนี้จากที่มีเกินกว่า 5,000 ก็ลดมาเหลือแค่ 575 แห่ง มีสาขาที่หายไปจากตลาดกว่า 90% และยอดขายรวมครึ่งปีแรกของปี 2026 ประมาณ 207 ล้านหยวน ถ้านำมาหารเฉลี่ยกับสาขาทั้งหมดที่มี ยอดขายเฉลี่ยต่อร้านไม่ถึง 700,000 หยวน หรือไม่เกิน 3.5 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ทำกำไรได้ยากมากสำหรับธุรกิจร้านค้าปลีกเสื้อผ้าแบบพรีเมี่ยม

กรณีนี้สะท้อนคำว่า Operational Inertia หรือการยึดติดความสำเร็จในอดีตมากเกินไปได้อย่างดี และอีกปัญหาคือเรื่องระบบการบริหารจัดการที่ขยับตัวแก้ปัญหาได้ช้าเนื่องจากมีโครงสร้างที่ซับซ้อน ผู้บริหารเองมองไม่เห็นถึงสัญญาณเตือนที่เกิดขึ้นและเลือกที่จะเชื่อมั่นว่าฐานลูกค้าที่เคยมีจะคงอยู่ตลอดไป

Forever 21 แบรนด์แฟชั่นที่เคยขายดี แต่สุดท้ายต้องล้มละลาย

จากเดิมคือชื่อร้านว่า Fashion 21 เป็นแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นที่เริ่มเปิดตัวในปี 1984 ที่ลอสแองเจลิส เป็นร้านขนาดเล็กพื้นที่ 83 ตร.ม. เน้นขายเสื้อผ้าแฟชั่นสไตล์เกาหลีที่ทันสมัยสำหรับชาวอเมริกัน ซึ่งราคาถูกมาก ในปีแรกทำยอดขายได้สูงถึง 700,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Forever 21 เพื่อสื่อแนวคิดว่าไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่เสื้อผ้าของเราก็จะทำให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนอายุ 21 ตลอดไป

จุดพีคที่สุดของ Forever 21 มีสาขากว่า 800 แห่งใน 57 ประเทศทั่วโลกรายได้รวมกว่า 4,400 ล้านเหรียญหรือประมาณ 150,000 ล้านบาท ในปี 2015 ขณะนั้นมีพนักงานรวมกันกว่า 43,000 คน เจ้าของธุรกิจกลายเป็นมหาเศรษฐีพันล้าน

แต่สิ่งที่ทำให้ทุกอย่างพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือคือแทนที่จะควบคุมขนาดหน้าร้านเพื่อประหยัดต้นทุน Forever 21 กลับหันไปเช่าพื้นที่ขนาดใหญ่แทนพื้นที่ของห้างสรรพสินค้าเดิมที่ปิดตัวลง แน่นอนว่าพื้นที่ขนาดใหญ่ก็นำมาซึ่งค่าเช่าที่แพงมากอย่างสาขา Flagship Store กลาง Times Square นิวยอร์ค มีค่าเช่าสูงถึง 20 ล้านดอลลาร์ต่อปี หรือประมาณ 700 ล้านบาท

เมื่อต้นทุนสูงแต่สวนทางกลับพฤติกรรมลูกค้าที่เริ่มเปลี่ยน รวมถึงการแข่งขันในตลาดออนไลน์ ทำให้ยอดขายไม่เป็นไปตามเป้า สินค้าเริ่มค้างสต็อก สภาพคล่องเริ่มลดลง กระทั่งในปี 2019 Forever 21 ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการจากการล้มละลาย มีหนี้สินรวมกว่า 35,000 ล้านบาท และต้องทยอยปิดสาขาแทบทั้งหมดเพื่อลดต้นทุน

บทเรียนที่ SMEs ไทยควรนำมาปรับใช้!

ประการแรกต้องเข้าใจก่อนว่าความสำเร็จในอดีตไม่ไช่ตัวตัดสินที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอด ทุกวันนี้ลูกค้ามีตัวเลือกสินค้าเยอะมาก จากหลากหลายช่องทาง ความเป็น Brand Loyalty มีน้อย สิ่งที่ผู้ประกอบการทำได้คือการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านขนาดใหญ่ แต่ต้องมีช่องทางการขายที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจน

ที่สำคัญคือการปรับตัวให้ทันตามกระแสในยุคที่เทรนด์สินค้ามีการปรับเปลี่ยนตลอด ต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงความคุ้มค่าว่าทำไมต้องตัดสินใจเลือกใช้สินค้าหรือบริการที่เรามี แม้ทุกวันนี้การเริ่มต้นธุรกิจจะทำได้ง่าย แต่ก็ใช่ว่าจะรอดได้ทุกคน

การบริหารต้นทุนและการวางระบบบริหารจัดการในร้านคือสิ่งสำคัญและเป็นโครงสร้างหลักที่ควรมีความรู้อย่างลึกซึ้งเพื่อนำไปใช้ได้จริงและพาธุรกิจอยู่รอดปลอดภัยในยุคที่การแข่งขันสูงมาก

.
.
Cr. https://www.facebook.com/share/p/1HvVhjYpAh/

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่