5 หุ้นโรงกลั่นร่วงยกแผง! PTTGC นำดิ่ง 5% เซ่นน้ำมันโลกทรุด-รัฐคุมราคา
5 หุ้นโรงกลั่นร่วงยกแผง นำโดย PTTGC ดิ่ง 5% ตามด้วย IRPC-BCP-SPRC-TOP รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันโลกทรุด หลังมีสัญญาณเจรจาสันติภาพตะวันออกกลางคืบหน้า ซ้ำกังวลมาตรการรัฐปรับสูตรราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นกระทบกำไร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (4 พ.ย.69) ราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมีปรับตัวลดลงอย่างพร้อมเพรียงกัน ท่ามกลางความกังวลต่อทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลงอย่างรุนแรง ประกอบกับมาตรการภาครัฐในการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อค่าการกลั่นและแนวโน้มผลประกอบการของผู้ประกอบการในระยะถัดไป
นำโดย บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ณ เวลา 10:42 น. อยู่ที่ระดับ 43.25 บาท ลบ 2.25 บาท หรือ 4.95% ราคาสูงสุด 45.75 บาท ราคาต่ำสุด 43.25 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 665.59 ล้านบาท
บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP อยู่ที่ระดับ 59.25 บาท ลบ 1.25 บาท หรือ 2.07% ราคาสูงสุด 61.00 บาท ราคาต่ำสุด 59.00 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 390.64 ล้านบาท
บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP อยู่ที่ระดับ 44.50 บาท ลบ 1.75 บาท หรือ 3.78% ราคาสูงสุด 45.75 บาท ราคาต่ำสุด 44.25 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 211.75 ล้านบาท
บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC อยู่ที่ระดับ 2.50 บาท ลบ 0.10 บาท หรือ 3.85% ราคาสูงสุด 2.60 บาท ราคาต่ำสุด 2.50 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 83.69 ล้านบาท
บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC อยู่ที่ระดับ 13.50 บาท ลบ 0.50 บาท หรือ 3.57% ราคาสูงสุด 13.90 บาท ราคาต่ำสุด 13.40 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 134.04 ล้านบาท
สำหรับปัจจัยที่กดดันหุ้นกลุ่มโรงกลั่น มีความเชื่อมโยงกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว โดยสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงมากกว่า 7% เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 หลังอิหร่านส่งสัญญาณเปิดทางเจรจาสันติภาพผ่านกาตาร์ ส่งผลให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจคลี่คลายลง และช่วยลดความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันในตลาดโลก
ขณะที่หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน TOP รายงานเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ว่า ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) และเบรนท์ (Brent) ยังคงปรับตัวลดลง หลังตลาดคาดหวังความคืบหน้าของข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน โดยล่าสุดกาตาร์เปิดเผยว่าทั้งสองฝ่ายยังคงมุ่งมั่นในกระบวนการเจรจาไกล่เกลี่ย และอยู่ระหว่างพิจารณาข้อเสนอเพื่อลดความขัดแย้ง
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบ WTI วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ปิดที่ 96.09 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 0.37 ดอลลาร์ หรือ 0.38% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent ปิดที่ 103.60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 1.17 ดอลลาร์ หรือประมาณ 1% โดยราคาน้ำมันทั้งสองชนิดลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 4 สัปดาห์
อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอน หลังรอยเตอร์รายงานอ้างแหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านว่า การเจรจากับสหรัฐฯ ยังมีข้อขัดแย้งสำคัญ โดยเฉพาะเงื่อนไขการยกเลิกมาตรการปิดล้อมทางทะเล การผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และประเด็นโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มผันผวนตามพัฒนาการของสถานการณ์ดังกล่าว
การปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วของราคาน้ำมันดิบทำให้นักลงทุนกังวลต่อความเสี่ยงขาดทุนจากสต็อกน้ำมันของผู้ประกอบการโรงกลั่น เนื่องจากมูลค่าน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์คงเหลืออาจปรับลดลงตามราคาตลาด ขณะที่ผลกระทบต่อกำไรของแต่ละบริษัทขึ้นอยู่กับต้นทุนวัตถุดิบ ปริมาณสินค้าคงเหลือ ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ และธุรกรรมป้องกันความเสี่ยง
นอกจากนี้ หุ้นโรงกลั่นไทยยังเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาครัฐในการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น รวมถึงมาตรการลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่น 2 บาทต่อลิตร ระหว่างวันที่ 1–30 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งเพิ่มความกังวลต่อค่าการกลั่นและแนวโน้มความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการ
ก่อนหน้านี้ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า หากมีการบังคับใช้สูตรราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นใหม่อย่างเต็มรูปแบบ อาจทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปหน้าโรงกลั่นในประเทศปรับลดลงประมาณ 1–2 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และอาจส่งผลกระทบต่อประมาณการกำไรของผู้ประกอบการโรงกลั่นในปี 2570 ประมาณ 8–17% อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงยังขึ้นอยู่กับรายละเอียดและแนวทางการบังคับใช้มาตรการของภาครัฐ
ที่มา
5 หุ้นโรงกลั่นร่วงยกแผง! PTTGC นำดิ่ง 5% เซ่นน้ำมันโลกทรุด-รัฐคุมราคา
5 หุ้นโรงกลั่นร่วงยกแผง! PTTGC นำดิ่ง 5% เซ่นน้ำมันโลกทรุด-รัฐคุมราคา
5 หุ้นโรงกลั่นร่วงยกแผง นำโดย PTTGC ดิ่ง 5% ตามด้วย IRPC-BCP-SPRC-TOP รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันโลกทรุด หลังมีสัญญาณเจรจาสันติภาพตะวันออกกลางคืบหน้า ซ้ำกังวลมาตรการรัฐปรับสูตรราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นกระทบกำไร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (4 พ.ย.69) ราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมีปรับตัวลดลงอย่างพร้อมเพรียงกัน ท่ามกลางความกังวลต่อทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลงอย่างรุนแรง ประกอบกับมาตรการภาครัฐในการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อค่าการกลั่นและแนวโน้มผลประกอบการของผู้ประกอบการในระยะถัดไป
นำโดย บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ณ เวลา 10:42 น. อยู่ที่ระดับ 43.25 บาท ลบ 2.25 บาท หรือ 4.95% ราคาสูงสุด 45.75 บาท ราคาต่ำสุด 43.25 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 665.59 ล้านบาท
บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP อยู่ที่ระดับ 59.25 บาท ลบ 1.25 บาท หรือ 2.07% ราคาสูงสุด 61.00 บาท ราคาต่ำสุด 59.00 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 390.64 ล้านบาท
บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP อยู่ที่ระดับ 44.50 บาท ลบ 1.75 บาท หรือ 3.78% ราคาสูงสุด 45.75 บาท ราคาต่ำสุด 44.25 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 211.75 ล้านบาท
บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC อยู่ที่ระดับ 2.50 บาท ลบ 0.10 บาท หรือ 3.85% ราคาสูงสุด 2.60 บาท ราคาต่ำสุด 2.50 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 83.69 ล้านบาท
บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC อยู่ที่ระดับ 13.50 บาท ลบ 0.50 บาท หรือ 3.57% ราคาสูงสุด 13.90 บาท ราคาต่ำสุด 13.40 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 134.04 ล้านบาท
สำหรับปัจจัยที่กดดันหุ้นกลุ่มโรงกลั่น มีความเชื่อมโยงกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว โดยสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงมากกว่า 7% เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 หลังอิหร่านส่งสัญญาณเปิดทางเจรจาสันติภาพผ่านกาตาร์ ส่งผลให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจคลี่คลายลง และช่วยลดความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันในตลาดโลก
ขณะที่หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน TOP รายงานเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ว่า ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) และเบรนท์ (Brent) ยังคงปรับตัวลดลง หลังตลาดคาดหวังความคืบหน้าของข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน โดยล่าสุดกาตาร์เปิดเผยว่าทั้งสองฝ่ายยังคงมุ่งมั่นในกระบวนการเจรจาไกล่เกลี่ย และอยู่ระหว่างพิจารณาข้อเสนอเพื่อลดความขัดแย้ง
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบ WTI วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ปิดที่ 96.09 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 0.37 ดอลลาร์ หรือ 0.38% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent ปิดที่ 103.60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 1.17 ดอลลาร์ หรือประมาณ 1% โดยราคาน้ำมันทั้งสองชนิดลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 4 สัปดาห์
อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอน หลังรอยเตอร์รายงานอ้างแหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านว่า การเจรจากับสหรัฐฯ ยังมีข้อขัดแย้งสำคัญ โดยเฉพาะเงื่อนไขการยกเลิกมาตรการปิดล้อมทางทะเล การผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และประเด็นโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มผันผวนตามพัฒนาการของสถานการณ์ดังกล่าว
การปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วของราคาน้ำมันดิบทำให้นักลงทุนกังวลต่อความเสี่ยงขาดทุนจากสต็อกน้ำมันของผู้ประกอบการโรงกลั่น เนื่องจากมูลค่าน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์คงเหลืออาจปรับลดลงตามราคาตลาด ขณะที่ผลกระทบต่อกำไรของแต่ละบริษัทขึ้นอยู่กับต้นทุนวัตถุดิบ ปริมาณสินค้าคงเหลือ ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ และธุรกรรมป้องกันความเสี่ยง
นอกจากนี้ หุ้นโรงกลั่นไทยยังเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาครัฐในการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น รวมถึงมาตรการลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่น 2 บาทต่อลิตร ระหว่างวันที่ 1–30 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งเพิ่มความกังวลต่อค่าการกลั่นและแนวโน้มความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการ
ก่อนหน้านี้ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า หากมีการบังคับใช้สูตรราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นใหม่อย่างเต็มรูปแบบ อาจทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปหน้าโรงกลั่นในประเทศปรับลดลงประมาณ 1–2 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และอาจส่งผลกระทบต่อประมาณการกำไรของผู้ประกอบการโรงกลั่นในปี 2570 ประมาณ 8–17% อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงยังขึ้นอยู่กับรายละเอียดและแนวทางการบังคับใช้มาตรการของภาครัฐ
ที่มา