“เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ 2026” ชี้อนาคตทรัมป์ หากเสียเสียงข้างมากในสภา จะเกิดอะไรขึ้น?
วิเคราะห์ 3 ฉากทัศน์ผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ 2026 หากรีพับลิกันครองสองสภาต่อ หรือเดโมแครตชิงเสียงข้างมากกลับมา จะส่งผลอย่างไรบ้าง?
วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 เวลส 10.00 น. การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐอเมริกา 2026 (Midterm Elections) ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจกำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงสองปีที่เหลือของการดำรงตำแหน่ง โดยผลการเลือกตั้งจะตัดสินว่าพรรครีพับลิกันสามารถรักษาเสียงข้างมากในสภาคองเกรสได้หรือไม่ หรือพรรคเดโมแครตจะสามารถชิงอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติกลับคืนมาได้
แม้การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้เป็นการเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ แต่การเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในสภาคองเกรสอาจส่งผลต่อความสามารถของรัฐบาลทรัมป์ในการผลักดันกฎหมายด้านภาษี การใช้จ่ายภาครัฐ และมาตรการกำกับดูแลภาคธุรกิจ ตลอดจนการเจรจางบประมาณและเพดานหนี้ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลก
สำนักข่าว Reuters รายงานเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายนว่า นักลงทุนกำลังประเมินผลการเลือกตั้งกลางเทอมในฐานะปัจจัยที่อาจสร้างความผันผวนให้ตลาดการเงิน ท่ามกลางแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่อยู่ในระดับสูง ความเสี่ยงเงินเฟ้อจากราคาพลังงาน และความกังวลเกี่ยวกับการขาดดุลงบประมาณและการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ขณะที่ UBS Global Wealth Management ระบุในบทวิเคราะห์วันที่ 2 พฤศจิกายนว่า ผลการเลือกตั้งอาจส่งผลต่อการเจรจานโยบายการคลังและการตรวจสอบฝ่ายบริหาร แต่ไม่ควรถูกมองว่าเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางตลาดหุ้น พันธบัตร หรือดอลลาร์เพียงอย่างเดียว เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ กำไรบริษัท เงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยยังมีบทบาทสำคัญกว่าในระยะกลางถึงระยะยาว
ทั้งนี้สามารถแบ่งผลการเลือกตั้งออกเป็น 3 ฉากทัศน์หลัก ซึ่งแต่ละรูปแบบจะส่งผลต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาลทรัมป์และตลาดการเงินแตกต่างกัน
- ฉากทัศน์ที่ 1 รีพับลิกันครองทั้งสองสภาต่อ ทรัมป์เดินหน้านโยบายเศรษฐกิจ
หากพรรครีพับลิกันสามารถรักษาเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาได้ รัฐบาลทรัมป์จะยังคงมีความได้เปรียบในการผลักดันกฎหมายและนโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะมาตรการลดภาษี การผ่อนคลายกฎระเบียบภาคธุรกิจ และการจัดสรรงบประมาณตามนโยบายของรัฐบาล
สำนักข่าว Reuters วิเคราะห์ว่า การที่รีพับลิกันยังควบคุมสภาคองเกรสทั้งสองสภาอาจทำให้นโยบายเศรษฐกิจดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการผ่อนคลายกฎระเบียบและความเป็นไปได้ของมาตรการภาษีเพิ่มเติมหรือการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม ซึ่งอาจช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงทำให้การขาดดุลงบประมาณขยายตัว
ในส่วนของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี Reuters ระบุว่า การรักษาเสียงข้างมากของรีพับลิกันอาจทำให้การตรวจสอบบริษัท AI และการขยายศูนย์ข้อมูลไม่เข้มข้นเท่ากับกรณีที่พรรคเดโมแครตเข้ามาควบคุมสภา ซึ่งอาจเป็นปัจจัยเอื้อต่อความต่อเนื่องของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี
อย่างไรก็ตาม การครองเสียงข้างมากทั้งสองสภาไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะสามารถผ่านกฎหมายทุกฉบับได้โดยไม่มีข้อจำกัด เนื่องจากกฎหมายบางประเภทในวุฒิสภายังต้องได้รับเสียงสนับสนุนมากกว่าเสียงข้างมากทั่วไป และสมาชิกพรรครีพับลิกันเองอาจมีความเห็นแตกต่างกันในประเด็นการใช้จ่ายและการขาดดุลงบประมาณ
ด้าน Allianz Global Investors ประเมินในบทวิเคราะห์เดือนตุลาคมว่า การที่รีพับลิกันรักษาอำนาจทั้งสองสภาอาจเป็นฉากทัศน์ที่นำไปสู่นโยบายการคลังแบบขยายตัวมากกว่ารูปแบบอื่น โดยเฉพาะหากมีการลดภาษีหรือเพิ่มรายจ่ายภาครัฐ ซึ่งอาจทำให้ความต้องการออกพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มขึ้น
สำหรับตลาดพันธบัตร หากนักลงทุนคาดว่าการขาดดุลและการกู้ยืมของรัฐบาลจะเพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับสูงขึ้น ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์อาจได้รับแรงสนับสนุนในระยะสั้นจากอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์สหรัฐฯ ที่สูงขึ้น แต่ความกังวลด้านความยั่งยืนทางการคลังอาจสร้างแรงกดดันต่อความเชื่อมั่นในระยะยาว
ดังนั้นภายใต้ฉากทัศน์นี้ นักลงทุนจะต้องติดตามทั้งความต่อเนื่องของนโยบายสนับสนุนภาคธุรกิจ และความเสี่ยงจากการขาดดุลงบประมาณที่อาจเพิ่มภาระหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ
- ฉากทัศน์ที่ 2 เดโมแครตชิงสภาล่าง รีพับลิกันรักษาวุฒิสภา เสี่ยงรัฐบาลเสียงแตก
หากพรรคเดโมแครตสามารถชิงเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ แต่พรรครีพับลิกันยังคงควบคุมวุฒิสภา สหรัฐจะเข้าสู่ภาวะรัฐบาลเสียงแตก (Divided Government) ซึ่งการผลักดันกฎหมายสำคัญต้องอาศัยการเจรจาระหว่างสองพรรคมากขึ้น
UBS ประเมินว่า การเปลี่ยนแปลงการควบคุมสภาคองเกรสจะทำให้การตรวจสอบรัฐบาลเข้มข้นขึ้น และเพิ่มความซับซ้อนในการเจรจานโยบายการคลัง โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณและการเพิ่มเพดานหนี้ในปี 2570 ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้ตลาดการเงินในช่วงที่การเจรจาเผชิญความขัดแย้ง
ในสถานการณ์ดังกล่าว พรรคเดโมแครตจะมีอำนาจมากขึ้นในการตรวจสอบฝ่ายบริหารผ่านคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงการพิจารณานโยบายการใช้จ่ายและการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐบาล ขณะที่การออกกฎหมายด้านภาษีและงบประมาณอาจต้องผ่านการต่อรองระหว่างสองพรรค
Morgan Stanley Institute วิเคราะห์เมื่อวันที่ 14 ตุลาคมว่า ภาวะรัฐบาลเสียงแตกอาจทำให้การผ่านกฎหมายเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นไปได้ยากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่านโยบายทั้งหมดจะหยุดชะงัก เนื่องจากรัฐบาลยังสามารถดำเนินมาตรการบางด้านผ่านฝ่ายบริหารและหน่วยงานกำกับดูแล โดยเฉพาะนโยบายการค้า การผ่อนคลายกฎระเบียบ และนโยบายต่างประเทศ
Morgan Stanley ยังระบุว่า การเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจอาจทำให้การตรวจสอบฝ่ายบริหารเข้มข้นขึ้น ขณะที่การกำหนดนโยบายบางด้านจะมีบทบาทของหน่วยงานรัฐบาลกลาง ตลอดจนรัฐบาลระดับรัฐและท้องถิ่นมากขึ้น โดยเฉพาะการอนุญาตและกำกับดูแลโครงการศูนย์ข้อมูล AI
ในด้านตลาดการเงิน Allianz Global Investors วิเคราะห์ว่า ภาวะรัฐบาลเสียงแตกอาจเพิ่มความเสี่ยงจากความขัดแย้งเรื่องงบประมาณและเพดานหนี้ โดยเฉพาะกำหนดเส้นตายด้านงบประมาณในเดือนธันวาคม 2569 และการเจรจาเพดานหนี้ในช่วงปี 2570 ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนกังวลเกี่ยวกับความต่อเนื่องในการดำเนินงานของรัฐบาลกลาง
อย่างไรก็ตาม การที่สองพรรคต้องเจรจาร่วมกันอาจจำกัดโอกาสผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติม แต่ไม่ได้หมายความว่าการขาดดุลจะลดลงทันที เนื่องจากรายจ่ายภาครัฐจำนวนมากเป็นภาระผูกพันตามกฎหมายเดิม
สำหรับค่าเงินดอลลาร์และพันธบัตร ผลกระทบจะขึ้นอยู่กับว่าการเจรจาระหว่างสองพรรคส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางการคลังมากเพียงใด หากเกิดความขัดแย้งยืดเยื้อ ตลาดอาจเผชิญความผันผวนจากความเสี่ยงด้านงบประมาณและเพดานหนี้ แต่หากสามารถบรรลุข้อตกลงได้ ก็อาจช่วยลดความไม่แน่นอนในระยะต่อไป
- ฉากทัศน์ที่ 3 เดโมแครตครองทั้งสองสภา เพิ่มแรงตรวจสอบทรัมป์และบริษัทเทคโนโลยี
หากพรรคเดโมแครตสามารถชิงเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาได้ จะทำให้รัฐบาลทรัมป์เผชิญข้อจำกัดในการผลักดันกฎหมายมากขึ้น และเปิดทางให้ฝ่ายเดโมแครตมีบทบาทในการกำหนดวาระการพิจารณากฎหมาย การตรวจสอบฝ่ายบริหาร และการพิจารณารับรองบุคคลที่ประธานาธิบดีเสนอแต่งตั้ง
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า การที่เดโมแครตครองทั้งสองสภาอาจนำไปสู่การตรวจสอบบริษัทเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม AI ที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะการขยายศูนย์ข้อมูล การใช้พลังงาน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบของบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยี
นอกจากนี้ Reuters ยังระบุว่า นักลงทุนกำลังจับตาความเป็นไปได้ที่บริษัทในภาคการเงิน รวมถึงธนาคารและธุรกิจคริปโทเคอร์เรนซี อาจเผชิญการตรวจสอบด้านกฎระเบียบมากขึ้น หากพรรคเดโมแครตสามารถเข้ามาควบคุมสภาคองเกรสได้
อย่างไรก็ตาม UBS ประเมินว่า แม้เดโมแครตจะควบคุมทั้งสองสภา แต่เสียงข้างมากที่อาจมีจำนวนไม่มากและอำนาจยับยั้งกฎหมายของประธานาธิบดี จะจำกัดโอกาสเกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายขนาดใหญ่ เนื่องจากการลบล้างการยับยั้งของประธานาธิบดีต้องใช้เสียงสนับสนุนสองในสามจากทั้งสองสภา
ขณะเดียวกัน Morgan Stanley วิเคราะห์ว่า การเปลี่ยนแปลงการควบคุมสภาคองเกรสไม่ได้หมายความว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI จะหยุดลง เนื่องจากการอนุญาตและการกำกับดูแลโครงการศูนย์ข้อมูลจำนวนมากยังขึ้นอยู่กับรัฐบาลระดับรัฐและท้องถิ่น รวมถึงการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน
สำหรับนโยบายภาษีการค้า แม้เดโมแครตจะสามารถเพิ่มการตรวจสอบและกดดันรัฐบาลผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ แต่ UBS ระบุว่า ประธานาธิบดียังคงมีอำนาจค่อนข้างมากในการดำเนินนโยบายด้านภาษีการค้า ต่างประเทศ และกฎระเบียบบางประเภท ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในสภาคองเกรสจึงไม่ได้ทำให้มาตรการภาษีของทรัมป์สิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ
ในด้านนโยบายการคลัง การครองทั้งสองสภาของเดโมแครตอาจจำกัดโอกาสผ่านมาตรการลดภาษีหรือเพิ่มงบประมาณตามข้อเสนอของรัฐบาล แต่ขณะเดียวกันก็อาจเพิ่มความซับซ้อนในการเจรจางบประมาณและเพดานหนี้ หากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้
อ่านต่อ
วิเคราะห์ 3 ฉากทัศน์ผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ ส่งผลต่อเศรษฐกิจและการลงทุนอย่างไรบ้าง?
“เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ 2026” ชี้อนาคตทรัมป์ หากเสียเสียงข้างมากในสภา จะเกิดอะไรขึ้น?
วิเคราะห์ 3 ฉากทัศน์ผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ 2026 หากรีพับลิกันครองสองสภาต่อ หรือเดโมแครตชิงเสียงข้างมากกลับมา จะส่งผลอย่างไรบ้าง?
วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 เวลส 10.00 น. การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐอเมริกา 2026 (Midterm Elections) ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจกำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงสองปีที่เหลือของการดำรงตำแหน่ง โดยผลการเลือกตั้งจะตัดสินว่าพรรครีพับลิกันสามารถรักษาเสียงข้างมากในสภาคองเกรสได้หรือไม่ หรือพรรคเดโมแครตจะสามารถชิงอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติกลับคืนมาได้
แม้การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้เป็นการเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ แต่การเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในสภาคองเกรสอาจส่งผลต่อความสามารถของรัฐบาลทรัมป์ในการผลักดันกฎหมายด้านภาษี การใช้จ่ายภาครัฐ และมาตรการกำกับดูแลภาคธุรกิจ ตลอดจนการเจรจางบประมาณและเพดานหนี้ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลก
สำนักข่าว Reuters รายงานเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายนว่า นักลงทุนกำลังประเมินผลการเลือกตั้งกลางเทอมในฐานะปัจจัยที่อาจสร้างความผันผวนให้ตลาดการเงิน ท่ามกลางแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่อยู่ในระดับสูง ความเสี่ยงเงินเฟ้อจากราคาพลังงาน และความกังวลเกี่ยวกับการขาดดุลงบประมาณและการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ขณะที่ UBS Global Wealth Management ระบุในบทวิเคราะห์วันที่ 2 พฤศจิกายนว่า ผลการเลือกตั้งอาจส่งผลต่อการเจรจานโยบายการคลังและการตรวจสอบฝ่ายบริหาร แต่ไม่ควรถูกมองว่าเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางตลาดหุ้น พันธบัตร หรือดอลลาร์เพียงอย่างเดียว เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ กำไรบริษัท เงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยยังมีบทบาทสำคัญกว่าในระยะกลางถึงระยะยาว
ทั้งนี้สามารถแบ่งผลการเลือกตั้งออกเป็น 3 ฉากทัศน์หลัก ซึ่งแต่ละรูปแบบจะส่งผลต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาลทรัมป์และตลาดการเงินแตกต่างกัน
- ฉากทัศน์ที่ 1 รีพับลิกันครองทั้งสองสภาต่อ ทรัมป์เดินหน้านโยบายเศรษฐกิจ
หากพรรครีพับลิกันสามารถรักษาเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาได้ รัฐบาลทรัมป์จะยังคงมีความได้เปรียบในการผลักดันกฎหมายและนโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะมาตรการลดภาษี การผ่อนคลายกฎระเบียบภาคธุรกิจ และการจัดสรรงบประมาณตามนโยบายของรัฐบาล
สำนักข่าว Reuters วิเคราะห์ว่า การที่รีพับลิกันยังควบคุมสภาคองเกรสทั้งสองสภาอาจทำให้นโยบายเศรษฐกิจดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการผ่อนคลายกฎระเบียบและความเป็นไปได้ของมาตรการภาษีเพิ่มเติมหรือการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม ซึ่งอาจช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงทำให้การขาดดุลงบประมาณขยายตัว
ในส่วนของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี Reuters ระบุว่า การรักษาเสียงข้างมากของรีพับลิกันอาจทำให้การตรวจสอบบริษัท AI และการขยายศูนย์ข้อมูลไม่เข้มข้นเท่ากับกรณีที่พรรคเดโมแครตเข้ามาควบคุมสภา ซึ่งอาจเป็นปัจจัยเอื้อต่อความต่อเนื่องของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี
อย่างไรก็ตาม การครองเสียงข้างมากทั้งสองสภาไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะสามารถผ่านกฎหมายทุกฉบับได้โดยไม่มีข้อจำกัด เนื่องจากกฎหมายบางประเภทในวุฒิสภายังต้องได้รับเสียงสนับสนุนมากกว่าเสียงข้างมากทั่วไป และสมาชิกพรรครีพับลิกันเองอาจมีความเห็นแตกต่างกันในประเด็นการใช้จ่ายและการขาดดุลงบประมาณ
ด้าน Allianz Global Investors ประเมินในบทวิเคราะห์เดือนตุลาคมว่า การที่รีพับลิกันรักษาอำนาจทั้งสองสภาอาจเป็นฉากทัศน์ที่นำไปสู่นโยบายการคลังแบบขยายตัวมากกว่ารูปแบบอื่น โดยเฉพาะหากมีการลดภาษีหรือเพิ่มรายจ่ายภาครัฐ ซึ่งอาจทำให้ความต้องการออกพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มขึ้น
สำหรับตลาดพันธบัตร หากนักลงทุนคาดว่าการขาดดุลและการกู้ยืมของรัฐบาลจะเพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับสูงขึ้น ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์อาจได้รับแรงสนับสนุนในระยะสั้นจากอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์สหรัฐฯ ที่สูงขึ้น แต่ความกังวลด้านความยั่งยืนทางการคลังอาจสร้างแรงกดดันต่อความเชื่อมั่นในระยะยาว
ดังนั้นภายใต้ฉากทัศน์นี้ นักลงทุนจะต้องติดตามทั้งความต่อเนื่องของนโยบายสนับสนุนภาคธุรกิจ และความเสี่ยงจากการขาดดุลงบประมาณที่อาจเพิ่มภาระหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ
- ฉากทัศน์ที่ 2 เดโมแครตชิงสภาล่าง รีพับลิกันรักษาวุฒิสภา เสี่ยงรัฐบาลเสียงแตก
หากพรรคเดโมแครตสามารถชิงเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ แต่พรรครีพับลิกันยังคงควบคุมวุฒิสภา สหรัฐจะเข้าสู่ภาวะรัฐบาลเสียงแตก (Divided Government) ซึ่งการผลักดันกฎหมายสำคัญต้องอาศัยการเจรจาระหว่างสองพรรคมากขึ้น
UBS ประเมินว่า การเปลี่ยนแปลงการควบคุมสภาคองเกรสจะทำให้การตรวจสอบรัฐบาลเข้มข้นขึ้น และเพิ่มความซับซ้อนในการเจรจานโยบายการคลัง โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณและการเพิ่มเพดานหนี้ในปี 2570 ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้ตลาดการเงินในช่วงที่การเจรจาเผชิญความขัดแย้ง
ในสถานการณ์ดังกล่าว พรรคเดโมแครตจะมีอำนาจมากขึ้นในการตรวจสอบฝ่ายบริหารผ่านคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงการพิจารณานโยบายการใช้จ่ายและการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐบาล ขณะที่การออกกฎหมายด้านภาษีและงบประมาณอาจต้องผ่านการต่อรองระหว่างสองพรรค
Morgan Stanley Institute วิเคราะห์เมื่อวันที่ 14 ตุลาคมว่า ภาวะรัฐบาลเสียงแตกอาจทำให้การผ่านกฎหมายเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นไปได้ยากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่านโยบายทั้งหมดจะหยุดชะงัก เนื่องจากรัฐบาลยังสามารถดำเนินมาตรการบางด้านผ่านฝ่ายบริหารและหน่วยงานกำกับดูแล โดยเฉพาะนโยบายการค้า การผ่อนคลายกฎระเบียบ และนโยบายต่างประเทศ
Morgan Stanley ยังระบุว่า การเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจอาจทำให้การตรวจสอบฝ่ายบริหารเข้มข้นขึ้น ขณะที่การกำหนดนโยบายบางด้านจะมีบทบาทของหน่วยงานรัฐบาลกลาง ตลอดจนรัฐบาลระดับรัฐและท้องถิ่นมากขึ้น โดยเฉพาะการอนุญาตและกำกับดูแลโครงการศูนย์ข้อมูล AI
ในด้านตลาดการเงิน Allianz Global Investors วิเคราะห์ว่า ภาวะรัฐบาลเสียงแตกอาจเพิ่มความเสี่ยงจากความขัดแย้งเรื่องงบประมาณและเพดานหนี้ โดยเฉพาะกำหนดเส้นตายด้านงบประมาณในเดือนธันวาคม 2569 และการเจรจาเพดานหนี้ในช่วงปี 2570 ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนกังวลเกี่ยวกับความต่อเนื่องในการดำเนินงานของรัฐบาลกลาง
อย่างไรก็ตาม การที่สองพรรคต้องเจรจาร่วมกันอาจจำกัดโอกาสผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติม แต่ไม่ได้หมายความว่าการขาดดุลจะลดลงทันที เนื่องจากรายจ่ายภาครัฐจำนวนมากเป็นภาระผูกพันตามกฎหมายเดิม
สำหรับค่าเงินดอลลาร์และพันธบัตร ผลกระทบจะขึ้นอยู่กับว่าการเจรจาระหว่างสองพรรคส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางการคลังมากเพียงใด หากเกิดความขัดแย้งยืดเยื้อ ตลาดอาจเผชิญความผันผวนจากความเสี่ยงด้านงบประมาณและเพดานหนี้ แต่หากสามารถบรรลุข้อตกลงได้ ก็อาจช่วยลดความไม่แน่นอนในระยะต่อไป
- ฉากทัศน์ที่ 3 เดโมแครตครองทั้งสองสภา เพิ่มแรงตรวจสอบทรัมป์และบริษัทเทคโนโลยี
หากพรรคเดโมแครตสามารถชิงเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาได้ จะทำให้รัฐบาลทรัมป์เผชิญข้อจำกัดในการผลักดันกฎหมายมากขึ้น และเปิดทางให้ฝ่ายเดโมแครตมีบทบาทในการกำหนดวาระการพิจารณากฎหมาย การตรวจสอบฝ่ายบริหาร และการพิจารณารับรองบุคคลที่ประธานาธิบดีเสนอแต่งตั้ง
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า การที่เดโมแครตครองทั้งสองสภาอาจนำไปสู่การตรวจสอบบริษัทเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม AI ที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะการขยายศูนย์ข้อมูล การใช้พลังงาน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบของบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยี
นอกจากนี้ Reuters ยังระบุว่า นักลงทุนกำลังจับตาความเป็นไปได้ที่บริษัทในภาคการเงิน รวมถึงธนาคารและธุรกิจคริปโทเคอร์เรนซี อาจเผชิญการตรวจสอบด้านกฎระเบียบมากขึ้น หากพรรคเดโมแครตสามารถเข้ามาควบคุมสภาคองเกรสได้
อย่างไรก็ตาม UBS ประเมินว่า แม้เดโมแครตจะควบคุมทั้งสองสภา แต่เสียงข้างมากที่อาจมีจำนวนไม่มากและอำนาจยับยั้งกฎหมายของประธานาธิบดี จะจำกัดโอกาสเกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายขนาดใหญ่ เนื่องจากการลบล้างการยับยั้งของประธานาธิบดีต้องใช้เสียงสนับสนุนสองในสามจากทั้งสองสภา
ขณะเดียวกัน Morgan Stanley วิเคราะห์ว่า การเปลี่ยนแปลงการควบคุมสภาคองเกรสไม่ได้หมายความว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI จะหยุดลง เนื่องจากการอนุญาตและการกำกับดูแลโครงการศูนย์ข้อมูลจำนวนมากยังขึ้นอยู่กับรัฐบาลระดับรัฐและท้องถิ่น รวมถึงการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน
สำหรับนโยบายภาษีการค้า แม้เดโมแครตจะสามารถเพิ่มการตรวจสอบและกดดันรัฐบาลผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ แต่ UBS ระบุว่า ประธานาธิบดียังคงมีอำนาจค่อนข้างมากในการดำเนินนโยบายด้านภาษีการค้า ต่างประเทศ และกฎระเบียบบางประเภท ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในสภาคองเกรสจึงไม่ได้ทำให้มาตรการภาษีของทรัมป์สิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ
ในด้านนโยบายการคลัง การครองทั้งสองสภาของเดโมแครตอาจจำกัดโอกาสผ่านมาตรการลดภาษีหรือเพิ่มงบประมาณตามข้อเสนอของรัฐบาล แต่ขณะเดียวกันก็อาจเพิ่มความซับซ้อนในการเจรจางบประมาณและเพดานหนี้ หากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้
อ่านต่อ