“ราคาน้ำมันโลก” พุ่ง 1 ดอลลาร์ ทะลุ 110 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังฮูตีโจมตีซาอุดีอาระเบียซ้ำ
“ราคาน้ำมันโลก” พุ่ง 1 ดอลลาร์ เบรนท์ทะลุ 110 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังกลุ่มฮูตีโจมตีสนามบินและแหล่งน้ำมันในซาอุดีอาระเบีย
วันที่ 22 ตุลาคม 2569 เวลา 12.21 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในการซื้อขายวันพฤหัสบดี (22 ต.ค.) หลังกลุ่มฮูตีก่อเหตุโจมตีซาอุดีอาระเบียเพิ่มเติม ส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจขยายวงกว้าง และสร้างความเสียหายต่ออุปทานน้ำมันจากภูมิภาคเพิ่มขึ้น
ณ เวลา 11.42 น. ตามเวลาประเทศไทย สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.93 ดอลลาร์ หรือ 1.77% อยู่ที่ 110.75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 1.43 ดอลลาร์ หรือ 1.47% อยู่ที่ 98.58 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนหน้านี้ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ปิดตลาดวันพุธแทบไม่เปลี่ยนแปลง ส่วน ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลดลง 67 เซนต์
นักวิเคราะห์จาก ING ระบุในรายงานวันพฤหัสบดีว่า ราคาน้ำมันยังคงได้รับแรงหนุนจากความต้องการซื้อ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ในตลาด ICE กลับขึ้นมาอยู่เหนือระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้งในช่วงเช้าวันนี้ หลังเกิดเหตุโจมตีซาอุดีอาระเบียเพิ่มเติมซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่สหรัฐเปิดเผยกับ Reuters ว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐมีแผนอพยพสมาชิกครอบครัวของเจ้าหน้าที่ประจำสถานทูตและหน่วยงานทางการทูตสหรัฐฯ อีกหลายแห่งในภูมิภาค ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงที่ทวีความรุนแรงขึ้น
เมื่อวันพุธ (21 ต.ค.) กลุ่มฮูตีในเยเมนซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิหร่าน ได้โจมตีเป้าหมายหลายแห่งในซาอุดีอาระเบีย โดยเหตุโจมตีสนามบินพลเรือนในเมืองดัมมาม (Dammam) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย และบาดเจ็บอีก 8 ราย ขณะที่การโจมตีด้วยโดรนต่อแหล่งน้ำมันแห่งหนึ่งของซาอุดีอาระเบียทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย
นอกจากนี้ สื่ออิหร่าน รายงานเมื่อวันพุธว่า มีเสียงระเบิดเกิดขึ้นในเมืองซิริก (Sirik) ทางตอนใต้ของอิหร่าน แต่ยังไม่ทราบลักษณะและสาเหตุของการระเบิดดังกล่าว
ด้าน กองทัพเรือของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ระบุในวันพฤหัสบดีว่า เรือ 4 ลำที่เกี่ยวข้องกับการขนถ่ายน้ำมันอย่างผิดกฎหมายในพื้นที่ตอนเหนือของอ่าวเปอร์เซียถูกโจมตีพร้อมกันจนเกิดเพลิงไหม้ หลังจากกองกำลังอิหร่านติดตามความเคลื่อนไหวของเรือเหล่านี้เมื่อวันพุธ
IRGC ยังระบุว่า เรืออีก 3 ลำชนกับทุ่นระเบิดทางตะวันตกของช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมเตือนกองทัพสหรัฐฯ ว่า หากยังคงดำเนินการยั่วยุต่อไป อิหร่านอาจตอบโต้ในวงกว้างขึ้นต่อฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค
สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของเส้นทางขนส่งพลังงานในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งน้ำมันออกสู่ตลาดโลก ขณะเดียวกันการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันยังคงส่งผลกระทบต่อระดับสินค้าคงคลังทั่วโลก
สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (Energy Information Administration หรือ EIA) เปิดเผยเมื่อวันพุธว่า ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังของสหรัฐฯ ลดลง 3.06 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่ผ่านมา เหลือ 412.5 ล้านบาร์เรล ซึ่งลดลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์ในผลสำรวจของ Reuters คาดการณ์ว่าจะลดลงเพียง 820,000 บาร์เรล
อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำมันกลั่นคงคลัง (Distillate Stockpiles) ซึ่งรวมถึงน้ำมันดีเซลและน้ำมันทำความร้อน ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.68 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 104.3 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะลดลง 1.16 ล้านบาร์เรล
ด้านรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเสนอให้ภาคเอกชนกู้ยืมน้ำมันจากคลังสำรองน้ำมันทำความร้อนฉุกเฉินของประเทศ ซึ่งมีปริมาณรวม 1 ล้านบาร์เรล ในสัดส่วนสูงสุดเกือบหนึ่งในสามของปริมาณสำรองทั้งหมด
กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันพุธว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายบรรเทาแรงกดดันด้านราคา หลังปัญหาการขาดแคลนน้ำมันดีเซลจากสงครามในอิหร่านและยูเครนส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก
อีกด้านหนึ่ง ความพยายามทางการทูตเพื่อยุติสงครามในยูเครนยังคงดำเนินต่อไป โดยประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ให้การต้อนรับสตีฟ วิตคอฟฟ์ (Steve Witkoff) ผู้แทนพิเศษของสหรัฐฯ ที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเมื่อวันพุธ เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางยุติสงครามในยูเครน ท่ามกลางความพยายามครั้งล่าสุดของรัฐบาลวอชิงตันในการยุติความขัดแย้งครั้งรุนแรงที่สุดในยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง
ทำเนียบเครมลิน ระบุว่า ปูตินตกลงที่จะกลับเข้าสู่การเจรจาสันติภาพกับยูเครนโดยมีสหรัฐเป็นคนกลางได้เร็วที่สุดในเดือนหน้า
ขณะที่ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน แสดงท่าทีสนับสนุนการเจรจาดังกล่าว และหวังว่าการหารือจะเริ่มต้นขึ้นโดยเร็วที่สุด
อ้างอิง : www.reuters.com
ที่มา
“ราคาน้ำมันโลก” พุ่งทะลุ 110 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังฮูตีโจมตีซาอุดีอาระเบียซ้ำ
“ราคาน้ำมันโลก” พุ่ง 1 ดอลลาร์ ทะลุ 110 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังฮูตีโจมตีซาอุดีอาระเบียซ้ำ
“ราคาน้ำมันโลก” พุ่ง 1 ดอลลาร์ เบรนท์ทะลุ 110 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังกลุ่มฮูตีโจมตีสนามบินและแหล่งน้ำมันในซาอุดีอาระเบีย
วันที่ 22 ตุลาคม 2569 เวลา 12.21 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในการซื้อขายวันพฤหัสบดี (22 ต.ค.) หลังกลุ่มฮูตีก่อเหตุโจมตีซาอุดีอาระเบียเพิ่มเติม ส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจขยายวงกว้าง และสร้างความเสียหายต่ออุปทานน้ำมันจากภูมิภาคเพิ่มขึ้น
ณ เวลา 11.42 น. ตามเวลาประเทศไทย สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.93 ดอลลาร์ หรือ 1.77% อยู่ที่ 110.75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 1.43 ดอลลาร์ หรือ 1.47% อยู่ที่ 98.58 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนหน้านี้ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ปิดตลาดวันพุธแทบไม่เปลี่ยนแปลง ส่วน ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลดลง 67 เซนต์
นักวิเคราะห์จาก ING ระบุในรายงานวันพฤหัสบดีว่า ราคาน้ำมันยังคงได้รับแรงหนุนจากความต้องการซื้อ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ในตลาด ICE กลับขึ้นมาอยู่เหนือระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้งในช่วงเช้าวันนี้ หลังเกิดเหตุโจมตีซาอุดีอาระเบียเพิ่มเติมซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่สหรัฐเปิดเผยกับ Reuters ว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐมีแผนอพยพสมาชิกครอบครัวของเจ้าหน้าที่ประจำสถานทูตและหน่วยงานทางการทูตสหรัฐฯ อีกหลายแห่งในภูมิภาค ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงที่ทวีความรุนแรงขึ้น
เมื่อวันพุธ (21 ต.ค.) กลุ่มฮูตีในเยเมนซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิหร่าน ได้โจมตีเป้าหมายหลายแห่งในซาอุดีอาระเบีย โดยเหตุโจมตีสนามบินพลเรือนในเมืองดัมมาม (Dammam) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย และบาดเจ็บอีก 8 ราย ขณะที่การโจมตีด้วยโดรนต่อแหล่งน้ำมันแห่งหนึ่งของซาอุดีอาระเบียทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย
นอกจากนี้ สื่ออิหร่าน รายงานเมื่อวันพุธว่า มีเสียงระเบิดเกิดขึ้นในเมืองซิริก (Sirik) ทางตอนใต้ของอิหร่าน แต่ยังไม่ทราบลักษณะและสาเหตุของการระเบิดดังกล่าว
ด้าน กองทัพเรือของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ระบุในวันพฤหัสบดีว่า เรือ 4 ลำที่เกี่ยวข้องกับการขนถ่ายน้ำมันอย่างผิดกฎหมายในพื้นที่ตอนเหนือของอ่าวเปอร์เซียถูกโจมตีพร้อมกันจนเกิดเพลิงไหม้ หลังจากกองกำลังอิหร่านติดตามความเคลื่อนไหวของเรือเหล่านี้เมื่อวันพุธ
IRGC ยังระบุว่า เรืออีก 3 ลำชนกับทุ่นระเบิดทางตะวันตกของช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมเตือนกองทัพสหรัฐฯ ว่า หากยังคงดำเนินการยั่วยุต่อไป อิหร่านอาจตอบโต้ในวงกว้างขึ้นต่อฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค
สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของเส้นทางขนส่งพลังงานในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งน้ำมันออกสู่ตลาดโลก ขณะเดียวกันการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันยังคงส่งผลกระทบต่อระดับสินค้าคงคลังทั่วโลก
สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (Energy Information Administration หรือ EIA) เปิดเผยเมื่อวันพุธว่า ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังของสหรัฐฯ ลดลง 3.06 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่ผ่านมา เหลือ 412.5 ล้านบาร์เรล ซึ่งลดลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์ในผลสำรวจของ Reuters คาดการณ์ว่าจะลดลงเพียง 820,000 บาร์เรล
อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำมันกลั่นคงคลัง (Distillate Stockpiles) ซึ่งรวมถึงน้ำมันดีเซลและน้ำมันทำความร้อน ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.68 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 104.3 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะลดลง 1.16 ล้านบาร์เรล
ด้านรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเสนอให้ภาคเอกชนกู้ยืมน้ำมันจากคลังสำรองน้ำมันทำความร้อนฉุกเฉินของประเทศ ซึ่งมีปริมาณรวม 1 ล้านบาร์เรล ในสัดส่วนสูงสุดเกือบหนึ่งในสามของปริมาณสำรองทั้งหมด
กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันพุธว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายบรรเทาแรงกดดันด้านราคา หลังปัญหาการขาดแคลนน้ำมันดีเซลจากสงครามในอิหร่านและยูเครนส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก
อีกด้านหนึ่ง ความพยายามทางการทูตเพื่อยุติสงครามในยูเครนยังคงดำเนินต่อไป โดยประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ให้การต้อนรับสตีฟ วิตคอฟฟ์ (Steve Witkoff) ผู้แทนพิเศษของสหรัฐฯ ที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเมื่อวันพุธ เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางยุติสงครามในยูเครน ท่ามกลางความพยายามครั้งล่าสุดของรัฐบาลวอชิงตันในการยุติความขัดแย้งครั้งรุนแรงที่สุดในยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง
ทำเนียบเครมลิน ระบุว่า ปูตินตกลงที่จะกลับเข้าสู่การเจรจาสันติภาพกับยูเครนโดยมีสหรัฐเป็นคนกลางได้เร็วที่สุดในเดือนหน้า
ขณะที่ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน แสดงท่าทีสนับสนุนการเจรจาดังกล่าว และหวังว่าการหารือจะเริ่มต้นขึ้นโดยเร็วที่สุด
อ้างอิง : www.reuters.com
ที่มา