
.
ปชน. แฉรัฐบาลทหารเมียนมา รีดภาษีแรงงาน มีเก็บส่วยคิวผีด้วย จี้ก.แรงงานหามาตรการแก้
.
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 2 พฤศจิกายน ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา ถึงประเด็นการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ ว่า พรรคประชาชนขอประณามเหตุทำร้ายแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม ตัวแทนกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ที่หน้าสำนักงานสหประชาชาติ (UN) ถนนราชดำเนินนอก ตราบใดที่เรายังเชื่อในระบบนิติรัฐนิติธรรม และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยไม่ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะมีความคิดเห็นเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร แต่การทำร้ายร่างกายกันนั้นเป็นสิ่งที่เรายอมรับไม่ได้
.
นายณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า สำหรับจุดยืนของพรรคประชาชนต่อการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ ซึ่งปัจจุบันมีข้อเท็จจริง 3 ประการ คือ
1. ปฏิเสธไม่ได้ว่าแรงงานข้ามชาติมีความจำเป็นต่อระบบเศรษฐกิจไทย ถ้าขาดหายไปจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและเศรษฐกิจไทยแน่นอน
2. ปฏิเสธไม่ได้ว่าการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยมีการรั่วไหล มีปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ โดยเฉพาะการขึ้นทะเบียนที่ศูนย์ออกเอกสารรับรองบุคคล (Certificate of Identity หรือ CI) สำหรับแรงงานต่างด้าว ที่รัฐบาลกำลังเพิกเฉยกลายเป็นการเปิดช่องให้รัฐบาลประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาหาผลประโยชน์จากแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยเอง ถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยหรือไม่
และ 3. +ปฏิเสธไม่ได้ว่าตราบใดที่ยังมีปัญหาการรั่วไหลภายในประเทศจะส่งผลกระทบต่อคนไทยทุกคนทั้งแรงงานไทยและผู้ประกอบการไทย รวมไปถึงแรงงานข้ามชาติที่มาทำงานในประเทศไทย
.
นายณัฐพงษ์กล่าวอีกว่า โจทย์สำคัญในการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยคือ การได้รับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมกัน มีมาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการและแรงงานไทยให้ปรับตัวยกระดับทักษะไปพร้อมๆ กัน รายงานทุกสัญชาติจะต้องได้รับค่าจ้างที่เป็นธรรม มีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัย ได้มาตรฐาน ไม่ถูกกดขี่ ไม่ถูกบังคับให้ใช้แรงงาน ไม่ตกอยู่ภายใต้กระบวนการค้ามนุษย์ นี่เป็นมาตรฐานสากลขั้นพื้นฐาน ซึ่งวันนี้ประเทศไทยแสดงความประสงค์อยากจะเข้ากลุ่ม OECD แล้วการที่เราปฏิบัติได้ตามมาตรฐานสากลในการคุ้มครองแรงงานข้ามชาติก็จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ
.
นายณัฐพงษ์กล่าวด้วยว่า ดังนั้น สิ่งที่จะต้องทำคือ 1.จัดทำฐานข้อมูลแรงงานข้ามชาติให้ชัดเจนว่ามีจำนวนเท่าไหร่ อยู่ในอุตสาหกรรมใดบ้าง อยู่ในสถานะรอยืนยันเอกสารสิทธิเท่าไหร่ และอยู่นอกระบบเท่าไหร่ เพื่อให้บริหารจัดการได้อย่างถูกต้อง 2.มีกระบวนการสำรวจและจัดทำอาชีพสงวนใหม่ อาชีพใดที่ไม่ขาดแคลนแรงงานก็สามารถใช้แรงงานไทยเป็นหลัก แต่อาชีพสงวนใดที่ขาดแคลนแรงงานก็อาจจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงผ่อนปรนให้แรงงานข้ามชาติเข้ามาเติมเต็ม และ 3.มีกลไกให้แรงงานข้ามชาติได้ปรับตัวเข้ากับกลไก วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนไทยได้ เช่น มีระบบให้แรงงานข้ามชาติได้มาเรียนรู้ภาษาไทย ปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมไทยได้อย่างกลมกลืนมากขึ้นเพื่อลดปัญหาความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
.
ด้านนางนิลุบล พงษ์พยอม ตัวแทนกลุ่มนายจ้างสีขาว กล่าวว่า ขณะนี้การขึ้นทะเบียนแรงงานเมียนมาพบว่ามีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ เดิมค่าธรรมเนียมหนังสือเดินทางจะอยู่ที่ 310 บาท จ่ายที่ร้านสะดวกซื้อขยับมาเป็น 710 บาท ก่อนจะขยับอีกครั้งมาอยู่ที่ 2,670 บาท ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ทำหนังสือสอบถามไปยังกรมการจัดหางานถึงกรณีดังกล่าว รวมถึงคณะกรรมาธิการความมั่นคงฯ ได้เชิญอธิบดีกรมการจัดหางานและกลุ่มฯ เข้ามาชี้แจงและร่วมรับฟังพบว่า เงินที่เพิ่มขึ้นนี้มาจากทางการเมียนมาเรียกเก็บภาษีเพิ่ม และถูกนำมารวมอยู่ในสลิปนี้โดยไม่มีการชี้แจงให้ผู้ประกอบการ และแรงงานทราบ และจริงๆ เนื่องจากเรื่องนี้มีการจ่ายภาษีในไทยแล้วก็ไม่ควรต้องมีการจ่ายซ้ำซ้อนอีก
.
นางนิลุบลกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ถึงแม้จ่ายค่าธรรมเนียมดังกล่าวที่เซเว่นฯ แล้ว รับนัดหมายเข้าไปดำเนินการต่อที่ศูนย์ CI ก็พบว่า มีนายหน้าชาวเมียนมาเรียกเก็บค่าส่วย ค่าคิวผี 1,350-1,500 บาท ถ้าไม่จ่ายก็เข้าไปทำเรื่องไม่ได้ แต่เมื่อจ่ายแล้ว เข้าไปแล้วก็พบว่ามีการเรียกเก็บเงินจากแรงงานเพิ่มอีก 2% ของประมาณการรายได้ หรือราวๆ คนละ 6,000 บาท อ้างว่าเพื่อนำส่งให้กับรัฐบาลทหารเมียนมา โดยให้โอนเงินเข้าทรูมันนี่ แล้วค่อยไปจ่ายอีกครั้งที่เซเว่น ซึ่งแรงงานบางคนไม่มีเงินนี้ ผู้ประกอบการก็ต้องออกให้ก่อน ทั้งๆ ที่ผู้ประกอบการเองก็มีปัญหาไดรับผลกระทบจากน้ำท่วม
.
“ปัจจุบันเรามีแรงงานที่ต้องทำ CI ราว 7 แสนคน คนที่พาสปอร์ตใกล้จะหมดอีกประมาณล้านกว่าคน ขณะที่เรพยายามทำทุกอย่างให้ถูกกฎหมาย แต่กลับต้องมาเจอค่าใช้จ่ายที่ถูกบีบบังคับจากประเทศเมียนมา รัฐบาลทหารเมียนมา โดยเฉพาะช่วงที่ผู้ประกอบการเองก็ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่ทำ แรงงานก็ไม่มีเงินจ่ายเอง สุดท้ายแรงงานก็จะไม่อยู่กับเรา นี่จะยิ่งนำมาสู่ปัญหาการขาดแคลนแรงงานหนักเข้าไปอีก” นางนิลุบลกล่าว
.
ด้านนายสหัสวัต คุ้มคง ส.ส.ชลบุรี พรรคประชาชน กล่าวว่า ระบบในการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติมี 3 หลักใหญ่ คือ ทำให้ง่าย เร็ว ราคาถูก เพื่อทำให้แรงงานและนายจ้างสามารถจ่ายและเข้าถึงได้ แต่ประเทศไทยกับตรงข้ามคือช้า ยากและแพง ซึ่งยังไม่นับรวมค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆ ซึ่งส่งผลให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น และการเข้าถึงการขึ้นทะเบียนระบบแรงงานได้ยาก ทำให้ปัจจุบันไม่มีตัวเลขที่แท้จริงว่าเรามีแรงงานข้ามชาติเท่าไหร่ อยู่ในอุตสาหกรรมใดบ้าง ซึ่งปัจจุบันมีข้อร้องเรียนการดำเนินการที่ศูนย์ CI ต้องเจอปัญหาการเก็บภาษีซ้ำซ็อน ปัญหาส่วยผี คิวผี ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่าเป็นการใช้พื้นที่ประเทศไทยเพื่ออำนวยความสะดวกในการเก็บเงินให้ทหารเมียนมาหรือไม่ กระทรวงแรงงานจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ย้ำว่า หลักสำคัญที่ทุกประเทศยึดคือหากทำงานภายใต้ประเทศใด ก็ต้องจ่ายภาษีหรือจ่ายค่าใช้จ่ายให้กับประเทศนั้น
.
นายสหัสวัตกล่าวต่อว่า ปัจจุบันแม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานจะออกมาตรการหลายอย่าง เช่น ตรวจสอบการเก็บเงินเพิ่มเติมในศูนย์ CI การพิจารณาการต่ออายุระยะสั้น แต่ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตอ ตนจึงมีข้อเสนอระยะสั้นให้ปฏิรูปศูนย์ CI หากจำเป็นต้องมีก็ต้องกำกับดูแลโดยรัฐบาลไทยได้ ต้องยืนยันข้อเท็จจริงสำคัญคือเมื่อคนทำงานให้ประเทศไหน ก็ต้องจ่ายภาษีหรือจ่ายเงินให้กับประเทศนั้น ไม่ใช่ปล่อยให้ประเทศต้นทางมาเก็บภาษีซ้อนอย่างผิดกฎหมายเช่นนี้ ส่วนระยะกลาง ต้องพิจารณาว่า ยังจำเป็นต้องมีศูนย์ CI หรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยทำ ในการจัดเก็บอัตลักษณ์และขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียวได้ และระยะยาวมีกลไกการปฏิรูปการบริหารแรงงานข้ามชาติทั้งระบบ เช่น พ.ร.บ.คนเข้าเมือง หรือพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) บริหารคนงานต่างด้าว
.
นายพิศาล มาณวพัฒน์ รัฐมนตรีเงากระทรวงการต่างประเทศของพรรคประชาชน กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขี้นนี้มาจากการที่ไทยทำการทูตแบบเกรงใจ ผู้นำทหารเมียนมาทำให้ประเทศไทยเสียศักดิ์ศรี เสียผลประโยชน์ชาติและทำให้คนไทยเดือดร้อน ตัวอย่างจากการที่ยังทิ้งระเบิดใส่ชนกลุ่มน้อยข้ามมายังฝั่งไทย ทหารเมียนมาไม่ได้แคร์ประเทศไทย เช่นเดียวกับที่ไม่แคร์ฉันทมติ 5 ข้อของอาเซียน ครม.เงาวันนี้จึงขอเสนอรัฐบาลไทย 5 ข้อ ดังนี้
.
1. ยึดผลประโยชน์เศรษฐกิจที่ประเทศไทยได้รับจากแรงงานที่ถูกต้อง แทนผลประโยชน์ของรัฐบาลทหารเมียนมา
2. แจ้งฝ่ายเมียนมาอย่างเป็นทางการว่ามาตรการเก็บภาษีแรงงานของเมียนมาในประเทศไทย 2% ของรายได้ไม่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ และขัดกับความตกลงภาษีซ้อนไทย เมียนมา ที่ลงนามกันมาตั้งแต่ปี 2545
3. รัฐบาลไทยควรผ่อนปรนเรื่องใบแสดงอัตลักษณ์ส่วนบุคคลชั่วคราว เพื่อลดต้นทุนของผู้ประกอบการ ลดค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลรัฐที่มาจากแรงงานต่างชาติและครอบครัวที่เข้ามาในประเทศไทยแบบนอกระบบ
4. ทบทวนแนวนโยบายการทูตแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะทำให้ไทยเสียศักดิ์ศรี และมีแต่เสียกับเสีย
และ 5.เน้นแก้ปัญหาที่ประเทศไทยได้รับมาจากเมียนมา ทั้งเป็นเขตกระสุนตก ยาเสพติด สารปนเปื้อนในแม่น้ำ โดยให้แก้ที่ต้นตอคือ สงครามที่ยืดเยื้อระหว่างทหารเมียนมากับกลุ่มชาติพันธุ์
.
.
‘ณัฐพงษ์’ ไม่กังวลศาลฎีกาไต่สวนคดี 44 สส. ยัน ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติอย่างบริสุทธิ์
https://www.matichon.co.th/politics/news_5957698
.
‘ณัฐพงษ์’ ไม่กังวลศาลฎีกาไต่สวนคดี 44 สส. ยัน ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติอย่างบริสุทธิ์
.
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 2 พฤศจิกายน ที่รัฐสภา นาย
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลฎีกานัดไต่สวนพยานนัดแรกในคดี 44 ส.ส. วันที่ 3 พฤศจิกายน ว่า ตนยังไม่มีคิวเข้าไปในวันที่ 3 พฤศจิกายน ยืนยันว่าทีมกฎหมายเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ และทุกเวทีก็ยืนยันว่าเราบริสุทธิ์ในเรื่องนี้ เราใช้หน้าที่ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อแก้ไขกฎหมาย ก็ไม่ควรถูกฟ้องร้องดำเนินคดี และเห็นได้ชัดว่าเป็นกระบวนการนิติสงครามที่ต้องการทำลายล้างการเมืองฝั่งตรงข้าม
.
เมื่อถามว่า มีความกังวลหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาได้มีการนัดหลายนัด แต่ล่าสุดขมวดเหลือเพียงแค่ 4 นัด นาย
ณัฐพงษ์กล่าวว่า ไม่ได้กังวลอะไรเพราะจากที่หารือกับฝ่ายกฎหมาย เข้าใจได้ว่าศาลมองว่ารายชื่อที่เราเสนอไปตอนแรกมีความซ้ำซ้อน จึงมีการปรับให้มีความเหมาะสม ย้ำว่าไม่มีข้อกังวลอะไรเพิ่มเติมจากส่วนนั้น
.
.
ปชน. แฉโซลาร์ประชาชน ย้ำ พิรุธถือหุ้นไขว้-เก็บหัวคิวรายย่อย จี้ยกเลิกถ้ารบ. แจงไม่ได้
https://www.matichon.co.th/politics/news_5957695
.
ปชน. แฉ โครงการโซลาร์ประชาชน พบ 120 บริษัทผู้ถือหุ้นไขว้ เสี่ยงหักหัวคิว 3 หมื่นต่อหลัง จี้ ยกเลิกหากตอบคำถามไม่ได้ ด้าน ‘วีระยุทธ’ อัด ’รัฐบาลภูมิใจไทย’ ดีแต่ลมปาก กู้เงินแสนล้านกระตุ้นเศรษฐกิจจีน-นายหน้า
.
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 2 พฤศจิกายน ที่รัฐสภา นาย
ศุภโชติ ไชยสัจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เงา ถึงข้อสังเกตเกี่ยวกับโครงการโซลาร์ภาคประชาชน รวมถึงเงินที่ใช้ไปกับโครงการนี้อาจจะเข้ามือคนเพียงแค่ไม่กี่คน ว่า โซลาร์ภาคประชาชน 1 ล้านหลังคาเรือนวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท รัฐบาลสนับสนุนให้ 5 หมื่นบาทต่อ 1 ครัวเรือน สำหรับผู้ที่ประสงค์จะติดตั้งโซลาร์เซลล์ ซึ่งโครงการนี้ถือว่าเป็นโครงการเรือธงของรัฐบาลที่มีการประกาศใหญ่โตว่าประชาชนจะมีเสรีภาพในการเลือกผู้ติดตั้งได้อย่างมีอิสระ ไม่มีการล็อกโควตาให้กับรายใดรายหนึ่ง ฟังแล้วอาจจะสวยหรูแต่ความเป็นจริงไม่ใช่แบบนั้น
.
นาย
ศุภโชติ กล่าวต่อว่า ถ้าตัวเลือกมีอยู่จำกัดหรือถูกบังคับให้มีอยู่จำกัดนั่นหมายความว่าประชาชนไม่มีตัวเลือก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ รัฐบาลเปิดให้บริษัทที่ประสงค์จะเป็นผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ลงทะเบียนก่อนถึงจะรับงานได้ ซึ่งมีผู้สนใจอยู่ 600 รายชื่อ หลังจากนั้นรัฐบาลก็มีการออกเงื่อนไขบังคับให้ผู้ประกอบการติดตั้งหรือบริษัทต่างๆ ถ้าจะทำงานต้องวางเงินประกัน รวมกว่า 6 หมื่นบาทต่อหลัง ซึ่งเงื่อนไขนี้ทำให้ผู้ประกอบการรายรายถอนตัวจากโครงการนี้ เพราะไม่สามารถแบกรับความเสี่ยงทางการเงินที่อาจจะเกิดขึ้นได้ 60-70% ของบริษัทที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์ตัดสินใจออกจากโครงการ ซึ่งเหลือเพียงแค่ 100 กว่ารายชื่อเท่านั้นที่ยังรับงานต่อไปได้
JJNY : ปชน.แฉรบ.ทหารเมียนมา│‘ณัฐพงษ์’ไม่กังวลศาลไต่สวนคดี 44 สส.│ปชน.แฉโซลาร์ปชช.ย้ำพิรุธ│เดโมแครตวุ่น! ก่อนเลือกตั้ง
https://www.matichon.co.th/politics/news_5957733
.
ปชน. แฉรัฐบาลทหารเมียนมา รีดภาษีแรงงาน มีเก็บส่วยคิวผีด้วย จี้ก.แรงงานหามาตรการแก้
.
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 2 พฤศจิกายน ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา ถึงประเด็นการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ ว่า พรรคประชาชนขอประณามเหตุทำร้ายแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม ตัวแทนกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ที่หน้าสำนักงานสหประชาชาติ (UN) ถนนราชดำเนินนอก ตราบใดที่เรายังเชื่อในระบบนิติรัฐนิติธรรม และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยไม่ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะมีความคิดเห็นเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร แต่การทำร้ายร่างกายกันนั้นเป็นสิ่งที่เรายอมรับไม่ได้
.
นายณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า สำหรับจุดยืนของพรรคประชาชนต่อการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ ซึ่งปัจจุบันมีข้อเท็จจริง 3 ประการ คือ
1. ปฏิเสธไม่ได้ว่าแรงงานข้ามชาติมีความจำเป็นต่อระบบเศรษฐกิจไทย ถ้าขาดหายไปจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและเศรษฐกิจไทยแน่นอน
2. ปฏิเสธไม่ได้ว่าการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยมีการรั่วไหล มีปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ โดยเฉพาะการขึ้นทะเบียนที่ศูนย์ออกเอกสารรับรองบุคคล (Certificate of Identity หรือ CI) สำหรับแรงงานต่างด้าว ที่รัฐบาลกำลังเพิกเฉยกลายเป็นการเปิดช่องให้รัฐบาลประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาหาผลประโยชน์จากแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยเอง ถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยหรือไม่
และ 3. +ปฏิเสธไม่ได้ว่าตราบใดที่ยังมีปัญหาการรั่วไหลภายในประเทศจะส่งผลกระทบต่อคนไทยทุกคนทั้งแรงงานไทยและผู้ประกอบการไทย รวมไปถึงแรงงานข้ามชาติที่มาทำงานในประเทศไทย
.
นายณัฐพงษ์กล่าวอีกว่า โจทย์สำคัญในการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยคือ การได้รับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมกัน มีมาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการและแรงงานไทยให้ปรับตัวยกระดับทักษะไปพร้อมๆ กัน รายงานทุกสัญชาติจะต้องได้รับค่าจ้างที่เป็นธรรม มีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัย ได้มาตรฐาน ไม่ถูกกดขี่ ไม่ถูกบังคับให้ใช้แรงงาน ไม่ตกอยู่ภายใต้กระบวนการค้ามนุษย์ นี่เป็นมาตรฐานสากลขั้นพื้นฐาน ซึ่งวันนี้ประเทศไทยแสดงความประสงค์อยากจะเข้ากลุ่ม OECD แล้วการที่เราปฏิบัติได้ตามมาตรฐานสากลในการคุ้มครองแรงงานข้ามชาติก็จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ
.
นายณัฐพงษ์กล่าวด้วยว่า ดังนั้น สิ่งที่จะต้องทำคือ 1.จัดทำฐานข้อมูลแรงงานข้ามชาติให้ชัดเจนว่ามีจำนวนเท่าไหร่ อยู่ในอุตสาหกรรมใดบ้าง อยู่ในสถานะรอยืนยันเอกสารสิทธิเท่าไหร่ และอยู่นอกระบบเท่าไหร่ เพื่อให้บริหารจัดการได้อย่างถูกต้อง 2.มีกระบวนการสำรวจและจัดทำอาชีพสงวนใหม่ อาชีพใดที่ไม่ขาดแคลนแรงงานก็สามารถใช้แรงงานไทยเป็นหลัก แต่อาชีพสงวนใดที่ขาดแคลนแรงงานก็อาจจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงผ่อนปรนให้แรงงานข้ามชาติเข้ามาเติมเต็ม และ 3.มีกลไกให้แรงงานข้ามชาติได้ปรับตัวเข้ากับกลไก วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนไทยได้ เช่น มีระบบให้แรงงานข้ามชาติได้มาเรียนรู้ภาษาไทย ปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมไทยได้อย่างกลมกลืนมากขึ้นเพื่อลดปัญหาความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
.
ด้านนางนิลุบล พงษ์พยอม ตัวแทนกลุ่มนายจ้างสีขาว กล่าวว่า ขณะนี้การขึ้นทะเบียนแรงงานเมียนมาพบว่ามีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ เดิมค่าธรรมเนียมหนังสือเดินทางจะอยู่ที่ 310 บาท จ่ายที่ร้านสะดวกซื้อขยับมาเป็น 710 บาท ก่อนจะขยับอีกครั้งมาอยู่ที่ 2,670 บาท ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ทำหนังสือสอบถามไปยังกรมการจัดหางานถึงกรณีดังกล่าว รวมถึงคณะกรรมาธิการความมั่นคงฯ ได้เชิญอธิบดีกรมการจัดหางานและกลุ่มฯ เข้ามาชี้แจงและร่วมรับฟังพบว่า เงินที่เพิ่มขึ้นนี้มาจากทางการเมียนมาเรียกเก็บภาษีเพิ่ม และถูกนำมารวมอยู่ในสลิปนี้โดยไม่มีการชี้แจงให้ผู้ประกอบการ และแรงงานทราบ และจริงๆ เนื่องจากเรื่องนี้มีการจ่ายภาษีในไทยแล้วก็ไม่ควรต้องมีการจ่ายซ้ำซ้อนอีก
.
นางนิลุบลกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ถึงแม้จ่ายค่าธรรมเนียมดังกล่าวที่เซเว่นฯ แล้ว รับนัดหมายเข้าไปดำเนินการต่อที่ศูนย์ CI ก็พบว่า มีนายหน้าชาวเมียนมาเรียกเก็บค่าส่วย ค่าคิวผี 1,350-1,500 บาท ถ้าไม่จ่ายก็เข้าไปทำเรื่องไม่ได้ แต่เมื่อจ่ายแล้ว เข้าไปแล้วก็พบว่ามีการเรียกเก็บเงินจากแรงงานเพิ่มอีก 2% ของประมาณการรายได้ หรือราวๆ คนละ 6,000 บาท อ้างว่าเพื่อนำส่งให้กับรัฐบาลทหารเมียนมา โดยให้โอนเงินเข้าทรูมันนี่ แล้วค่อยไปจ่ายอีกครั้งที่เซเว่น ซึ่งแรงงานบางคนไม่มีเงินนี้ ผู้ประกอบการก็ต้องออกให้ก่อน ทั้งๆ ที่ผู้ประกอบการเองก็มีปัญหาไดรับผลกระทบจากน้ำท่วม
.
“ปัจจุบันเรามีแรงงานที่ต้องทำ CI ราว 7 แสนคน คนที่พาสปอร์ตใกล้จะหมดอีกประมาณล้านกว่าคน ขณะที่เรพยายามทำทุกอย่างให้ถูกกฎหมาย แต่กลับต้องมาเจอค่าใช้จ่ายที่ถูกบีบบังคับจากประเทศเมียนมา รัฐบาลทหารเมียนมา โดยเฉพาะช่วงที่ผู้ประกอบการเองก็ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่ทำ แรงงานก็ไม่มีเงินจ่ายเอง สุดท้ายแรงงานก็จะไม่อยู่กับเรา นี่จะยิ่งนำมาสู่ปัญหาการขาดแคลนแรงงานหนักเข้าไปอีก” นางนิลุบลกล่าว
.
ด้านนายสหัสวัต คุ้มคง ส.ส.ชลบุรี พรรคประชาชน กล่าวว่า ระบบในการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติมี 3 หลักใหญ่ คือ ทำให้ง่าย เร็ว ราคาถูก เพื่อทำให้แรงงานและนายจ้างสามารถจ่ายและเข้าถึงได้ แต่ประเทศไทยกับตรงข้ามคือช้า ยากและแพง ซึ่งยังไม่นับรวมค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆ ซึ่งส่งผลให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น และการเข้าถึงการขึ้นทะเบียนระบบแรงงานได้ยาก ทำให้ปัจจุบันไม่มีตัวเลขที่แท้จริงว่าเรามีแรงงานข้ามชาติเท่าไหร่ อยู่ในอุตสาหกรรมใดบ้าง ซึ่งปัจจุบันมีข้อร้องเรียนการดำเนินการที่ศูนย์ CI ต้องเจอปัญหาการเก็บภาษีซ้ำซ็อน ปัญหาส่วยผี คิวผี ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่าเป็นการใช้พื้นที่ประเทศไทยเพื่ออำนวยความสะดวกในการเก็บเงินให้ทหารเมียนมาหรือไม่ กระทรวงแรงงานจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ย้ำว่า หลักสำคัญที่ทุกประเทศยึดคือหากทำงานภายใต้ประเทศใด ก็ต้องจ่ายภาษีหรือจ่ายค่าใช้จ่ายให้กับประเทศนั้น
.
นายสหัสวัตกล่าวต่อว่า ปัจจุบันแม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานจะออกมาตรการหลายอย่าง เช่น ตรวจสอบการเก็บเงินเพิ่มเติมในศูนย์ CI การพิจารณาการต่ออายุระยะสั้น แต่ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตอ ตนจึงมีข้อเสนอระยะสั้นให้ปฏิรูปศูนย์ CI หากจำเป็นต้องมีก็ต้องกำกับดูแลโดยรัฐบาลไทยได้ ต้องยืนยันข้อเท็จจริงสำคัญคือเมื่อคนทำงานให้ประเทศไหน ก็ต้องจ่ายภาษีหรือจ่ายเงินให้กับประเทศนั้น ไม่ใช่ปล่อยให้ประเทศต้นทางมาเก็บภาษีซ้อนอย่างผิดกฎหมายเช่นนี้ ส่วนระยะกลาง ต้องพิจารณาว่า ยังจำเป็นต้องมีศูนย์ CI หรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยทำ ในการจัดเก็บอัตลักษณ์และขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียวได้ และระยะยาวมีกลไกการปฏิรูปการบริหารแรงงานข้ามชาติทั้งระบบ เช่น พ.ร.บ.คนเข้าเมือง หรือพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) บริหารคนงานต่างด้าว
.
นายพิศาล มาณวพัฒน์ รัฐมนตรีเงากระทรวงการต่างประเทศของพรรคประชาชน กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขี้นนี้มาจากการที่ไทยทำการทูตแบบเกรงใจ ผู้นำทหารเมียนมาทำให้ประเทศไทยเสียศักดิ์ศรี เสียผลประโยชน์ชาติและทำให้คนไทยเดือดร้อน ตัวอย่างจากการที่ยังทิ้งระเบิดใส่ชนกลุ่มน้อยข้ามมายังฝั่งไทย ทหารเมียนมาไม่ได้แคร์ประเทศไทย เช่นเดียวกับที่ไม่แคร์ฉันทมติ 5 ข้อของอาเซียน ครม.เงาวันนี้จึงขอเสนอรัฐบาลไทย 5 ข้อ ดังนี้
.
1. ยึดผลประโยชน์เศรษฐกิจที่ประเทศไทยได้รับจากแรงงานที่ถูกต้อง แทนผลประโยชน์ของรัฐบาลทหารเมียนมา
2. แจ้งฝ่ายเมียนมาอย่างเป็นทางการว่ามาตรการเก็บภาษีแรงงานของเมียนมาในประเทศไทย 2% ของรายได้ไม่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ และขัดกับความตกลงภาษีซ้อนไทย เมียนมา ที่ลงนามกันมาตั้งแต่ปี 2545
3. รัฐบาลไทยควรผ่อนปรนเรื่องใบแสดงอัตลักษณ์ส่วนบุคคลชั่วคราว เพื่อลดต้นทุนของผู้ประกอบการ ลดค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลรัฐที่มาจากแรงงานต่างชาติและครอบครัวที่เข้ามาในประเทศไทยแบบนอกระบบ
4. ทบทวนแนวนโยบายการทูตแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะทำให้ไทยเสียศักดิ์ศรี และมีแต่เสียกับเสีย
และ 5.เน้นแก้ปัญหาที่ประเทศไทยได้รับมาจากเมียนมา ทั้งเป็นเขตกระสุนตก ยาเสพติด สารปนเปื้อนในแม่น้ำ โดยให้แก้ที่ต้นตอคือ สงครามที่ยืดเยื้อระหว่างทหารเมียนมากับกลุ่มชาติพันธุ์
.
.
‘ณัฐพงษ์’ ไม่กังวลศาลฎีกาไต่สวนคดี 44 สส. ยัน ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติอย่างบริสุทธิ์
https://www.matichon.co.th/politics/news_5957698
.
‘ณัฐพงษ์’ ไม่กังวลศาลฎีกาไต่สวนคดี 44 สส. ยัน ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติอย่างบริสุทธิ์
.
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 2 พฤศจิกายน ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลฎีกานัดไต่สวนพยานนัดแรกในคดี 44 ส.ส. วันที่ 3 พฤศจิกายน ว่า ตนยังไม่มีคิวเข้าไปในวันที่ 3 พฤศจิกายน ยืนยันว่าทีมกฎหมายเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ และทุกเวทีก็ยืนยันว่าเราบริสุทธิ์ในเรื่องนี้ เราใช้หน้าที่ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อแก้ไขกฎหมาย ก็ไม่ควรถูกฟ้องร้องดำเนินคดี และเห็นได้ชัดว่าเป็นกระบวนการนิติสงครามที่ต้องการทำลายล้างการเมืองฝั่งตรงข้าม
.
เมื่อถามว่า มีความกังวลหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาได้มีการนัดหลายนัด แต่ล่าสุดขมวดเหลือเพียงแค่ 4 นัด นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ไม่ได้กังวลอะไรเพราะจากที่หารือกับฝ่ายกฎหมาย เข้าใจได้ว่าศาลมองว่ารายชื่อที่เราเสนอไปตอนแรกมีความซ้ำซ้อน จึงมีการปรับให้มีความเหมาะสม ย้ำว่าไม่มีข้อกังวลอะไรเพิ่มเติมจากส่วนนั้น
.
.
ปชน. แฉโซลาร์ประชาชน ย้ำ พิรุธถือหุ้นไขว้-เก็บหัวคิวรายย่อย จี้ยกเลิกถ้ารบ. แจงไม่ได้
https://www.matichon.co.th/politics/news_5957695
.
ปชน. แฉ โครงการโซลาร์ประชาชน พบ 120 บริษัทผู้ถือหุ้นไขว้ เสี่ยงหักหัวคิว 3 หมื่นต่อหลัง จี้ ยกเลิกหากตอบคำถามไม่ได้ ด้าน ‘วีระยุทธ’ อัด ’รัฐบาลภูมิใจไทย’ ดีแต่ลมปาก กู้เงินแสนล้านกระตุ้นเศรษฐกิจจีน-นายหน้า
.
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 2 พฤศจิกายน ที่รัฐสภา นายศุภโชติ ไชยสัจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เงา ถึงข้อสังเกตเกี่ยวกับโครงการโซลาร์ภาคประชาชน รวมถึงเงินที่ใช้ไปกับโครงการนี้อาจจะเข้ามือคนเพียงแค่ไม่กี่คน ว่า โซลาร์ภาคประชาชน 1 ล้านหลังคาเรือนวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท รัฐบาลสนับสนุนให้ 5 หมื่นบาทต่อ 1 ครัวเรือน สำหรับผู้ที่ประสงค์จะติดตั้งโซลาร์เซลล์ ซึ่งโครงการนี้ถือว่าเป็นโครงการเรือธงของรัฐบาลที่มีการประกาศใหญ่โตว่าประชาชนจะมีเสรีภาพในการเลือกผู้ติดตั้งได้อย่างมีอิสระ ไม่มีการล็อกโควตาให้กับรายใดรายหนึ่ง ฟังแล้วอาจจะสวยหรูแต่ความเป็นจริงไม่ใช่แบบนั้น
.
นายศุภโชติ กล่าวต่อว่า ถ้าตัวเลือกมีอยู่จำกัดหรือถูกบังคับให้มีอยู่จำกัดนั่นหมายความว่าประชาชนไม่มีตัวเลือก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ รัฐบาลเปิดให้บริษัทที่ประสงค์จะเป็นผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ลงทะเบียนก่อนถึงจะรับงานได้ ซึ่งมีผู้สนใจอยู่ 600 รายชื่อ หลังจากนั้นรัฐบาลก็มีการออกเงื่อนไขบังคับให้ผู้ประกอบการติดตั้งหรือบริษัทต่างๆ ถ้าจะทำงานต้องวางเงินประกัน รวมกว่า 6 หมื่นบาทต่อหลัง ซึ่งเงื่อนไขนี้ทำให้ผู้ประกอบการรายรายถอนตัวจากโครงการนี้ เพราะไม่สามารถแบกรับความเสี่ยงทางการเงินที่อาจจะเกิดขึ้นได้ 60-70% ของบริษัทที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์ตัดสินใจออกจากโครงการ ซึ่งเหลือเพียงแค่ 100 กว่ารายชื่อเท่านั้นที่ยังรับงานต่อไปได้