.
เท้ง ย้ำ ‘ฝ่ายค้าน’ ให้ความสำคัญทุกกลไกตรวจสอบรัฐบาล ชี้ ม.152 เป็นอีกช่องทางที่ใช้ได้ จวกฝ่ายบริหารไม่ให้ความสำคัญเวทีสภา ต้องคอยประสานให้ ‘นายกฯ-ครม.’ จัดเวลามาตอบกระทู้ ทั้งที่ควรล็อกตารางทำหน้าที่อย่างน้อยทุกวันพฤหัสฯ
.
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 2 พฤศจิกายน ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการยื่นอภิปรายทั่วไปไม่ไว้วางใจแบบไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ว่า เป็นช่องทางหนึ่งที่พรรคฝ่ายค้านสามารถใช้กลไกในสภาได้ ส่วนตัวคิดว่าหัวใจสำคัญในเวลานี้คือรัฐบาลจะต้องเคารพและให้ความสำคัญกับกลไกของสภามากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเวทีการอภิปรายตามมาตรา 151 และมาตรา 152 หรือแม้แต่เวทีอื่น ๆ อาทิ การตอบคำถามของกรรมาธิการหรือการตอบกระทู้ในสภา ซึ่งจะเห็นพฤติกรรมและพฤติการณ์ของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และรัฐมนตรีเอง ที่อาจให้ความสำคัญกับเวทีสภาน้อยมาก หรือแทบจะไม่ให้ความสำคัญเลย
.
“จะเห็นว่าเวลานายกฯ เข้าสภาแทนที่จะไปอยู่บนบัลลังก์เพื่อตอบกระทู้ถาม แต่นายกฯ กลับใช้เวลาในสภาเพื่อเดินทักทาย ส.ส.ในห้องประชุม กลายเป็นว่าเข้าสภาแล้วก็ไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเอง หรือทำหน้าที่ฝ่ายบริหารที่ต้องรับผิดชอบต่อฝ่ายนิติบัญญัติ ดังนั้น ในส่วนนี้ผมมองว่าไม่ว่าจะยื่นอภิปรายตามมาตรา 152 หรือไม่ยื่น ก็ยืนยันว่าเป็นกลไกหนึ่งในบรรดากลไกที่ฝ่ายค้านสามารถใช้ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลได้” นายณัฐพงษ์ กล่าว
.
เมื่อถามถึง กรณีที่พรรคประชาธิปัตย์พุ่งเป้าการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 มากกว่ามาตรา 152 นั้น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับทุกเวทีและทุกช่องทาง ส่วนการแสดงความคิดเห็นจากฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ก็สามารถให้ความคิดเห็นได้ แต่สุดท้ายจะยื่นหรือไม่ยื่นอย่างไร ตนเห็นว่าต้องดูบริบทตามสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น และยืนยันว่าเวทีอภิปรายตามมาตรา 152 ก็เป็นอีกเวทีหนึ่งที่อาจใช้เป็นเวทีตรวจสอบได้เช่นเดียวกัน
.
เมื่อถามว่า ใครจะเป็นผู้ชี้ขาดว่าจะยื่นหรือไม่ยื่นญัตติอภิปรายตามมาตรา 152 นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ผมว่าเรื่องนี้บางทีอาจจะเป็นเรื่องของการเดินทางการเมืองด้วย อาจจะไม่ได้มาพูดได้อย่างชัดเจนในเวทีสาธารณะว่าอะไรจะเป็นหลักเกณฑ์ที่จะใช้ยื่นหรือไม่ยื่น
.
เมื่อถามถึง กรณีที่นายกรัฐมนตรีระบุว่า เมื่อมาที่สภาแล้วก็ไม่ถาม พอไม่มาก็จะถาม นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ความจริงแล้วเราใช้หลายโอกาสมากทั้งผ่านหน้าสือที่เรียนเชิญนายกฯ โดยตรง รวมถึงคณะรัฐมนตรีอื่น ๆ ด้วย และมีการประสานงานหลังบ้าน แทนที่ฝ่ายบริหารจะต้องล็อกตารางของตัวเองไว้ว่ามีหน้าที่ต้องมาตอบชี้แจงในสภาอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ ก็คือวันพฤหัสบดี กลายเป็นว่าตอนนี้เราต้องพยายามย้ำและเสนอไปว่าว่างตอนไหน เมื่อตั้งคำถามกระทู้ ก็ต้องทำหนังสือเชิญไปให้ตรงตามเวลาของคุณ ส่วนตัวเห็นว่าเป็นการทำงานที่ผิดฝาผิดตัวไปหน่อย
.
“อยากบอกทุกคนว่าถึงขนาดนี้แล้ว ขนาดเราเปิดให้นายกฯ พร้อมเมื่อไหร่ คณะรัฐมนตรีพร้อมเมื่อไหร่ แต่กลับยังไม่เห็นการทำหน้าที่ของตัวนายกฯ หรือตัวคณะรัฐมนตรีที่มีความรับผิดรับชอบต่อสภามากกว่านี้” นายณัฐพงษ์ กล่าว.
.
.
‘ศาลอุทธรณ์’ พิพากษายืนยกฟ้อง 3 ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ ‘อังคณา-ธนภรณ์-พุทธณี’ คดีแชร์โพสต์รณรงค์สิทธิแรงงาน
https://www.dailynews.co.th/news/6326255/
.
‘ศาลอุทธรณ์’ พิพากษายืนยกฟ้อง 3 ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ ‘อังคณา-ธนภรณ์-พุทธณี’ คดีเอกชนฟ้องหมิ่นประมาทปมแชร์โพสต์รณรงค์คุ้มครองสิทธิแรงงาน ระบุเป็นการแสดงความเห็นสุจริต ด้านจำเลยชี้เป็นชัยชนะแห่งเสรีภาพ-วอนยุติคดีฟ้องปิดปาก
.
เมื่อวันที่ 2 พ.ย. องค์กรโพรเทคชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล รายงานว่า ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีที่ บริษัทเอกชนด้านการเกษตรยื่นฟ้อง 3 ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ได้แก่ นาง
อังคณา นีละไพจิตร สว. น.ส.
พุทธณี กางกั้น และ น.ส.
ธนภรณ์ สาลีผล ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา โดยศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสามไม่มีความผิดและพ้นจากทุกข้อกล่าวหา คำตัดสินในคดีนี้ถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทยในการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออก และสกัดกั้นการใช้กฎหมายเพื่อสร้างภาระหรือกลั่นแกล้งประชาชน หรือ Anti-SLAPP โดยศาลอุทธรณ์เห็นพ้องตามศาลชั้นต้นว่า การที่จำเลยทั้งสามแชร์โพสต์รณรงค์สิทธิแรงงานข้ามชาตินั้น เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ไม่ได้กล่าวถึงบริษัทโจทก์โดยตรง และจำเลยไม่อาจคาดหมายได้ว่าจะมีผู้เข้าถึงวิดีโอที่มีเนื้อหาหมิ่นประมาทตามที่โจทก์กล่าวอ้างได้
.
นาง
อังคณา กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนในวันนี้ คดีนี้ส่วนตัวได้แสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ไม่ได้มีเจตนาที่จะไปหมิ่นประมาทใคร ที่ผ่านมาบริษัทดังกล่าวได้ฟ้องร้องนักปกป้องสิทธิมนุษยชน นักวิชาการ แรงงาน และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รวมกว่า 20 คน รวมประมาณ 37 คดี ซึ่งแม้เกือบทุกคดีศาลจะยกฟ้อง แต่โจทก์ก็จะอุทธรณ์และฎีกา ทำให้ผู้ที่ตกเป็นจำเลยเผชิญความยากลำบากในการดำเนินชีวิตโดยเฉพาะการทำงาน
.
นาง
อังคณา กล่าวอีกว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันนี้เน้นย้ำว่า คดีนี้ไม่เข้าองค์ประกอบฐานความผิด และจำเลยได้แสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ตามครองธรรม และเนื่องจากคดีนี้ดำเนินมายาวนานถึง 7 ปี สร้างความเสียหายให้แก่ตัวเองในฐานะจำเลยอย่างมาก โดยเฉพาะความเสียหายทางจิตใจ จึงหวังว่าศาลฎีกาจะไม่รับฎีกาของโจทก์ โดยขอให้ผู้พิพากษาในคดีไม่ลงนามรับฎีกาของโจทก์ และนำคำแนะนำของประธานศาลฎีกามาปฏิบัติเพื่อให้คดีถึงที่สุด และเพื่อคืนความเป็นธรรมให้ผู้เสียหาย หลายคนที่เป็นห่วงแสดงความดีใจ แต่ส่วนตัวไม่รู้สึกดีใจ เพราะเห็นว่าไม่สมควรถูกฟ้องแต่แรก เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีที่เข้าข่ายการฟ้องกลั่นแกล้งหรือฟ้องปิดปาก เพื่อปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตต่อสาธารณะเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน
.
ขณะที่ น.ส.
ธนภรณ์ กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาลงรายละเอียดในประเด็นการปกป้องเสรีภาพในการแสดงออก โดยยืนยันว่าข้อความที่สื่อสารออกไปนั้นเป็นการติชมโดยสุจริต ซึ่งถือเป็นรายละเอียดที่สำคัญมาก การที่ศาลระบุชัดเจนว่าคดีนี้ไม่ได้เป็นการหมิ่นประมาท นับเป็นนิมิตหมายและสัญญาณที่ดีสำหรับคดีหมิ่นประมาทในลักษณะนี้ เพราะเป็นการยืนยันหลักการเสรีภาพในการแสดงออกและการติชมโดยสุจริตในประเด็นสาธารณะ
.
น.ส.
ธนภรณ์ ยังกล่าวถึงปัญหาของการฟ้องปิดปาก (SLAPP) ในคดีนี้ว่า แม้ศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษายกฟ้องในวันนี้ แต่เชื่อว่าทางบริษัทโจทก์น่าจะยื่นฎีกาต่อไปอย่างแน่นอน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงลักษณะของการดำเนินคดีที่ต้องการเอาเรื่องให้ถึงที่สุดเพื่อสร้างภาระให้กับผู้ที่ออกมาแสดงความคิดเห็น แม้จะรู้สึกดีใจกับผลคำพิพากษา แต่ภาระในการต่อสู้คดียังคงไม่จบสิ้น
.
ด้าน น.ส.
พุทธณี กล่าวว่า รู้สึกดีใจยิ่งกว่าตอนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเสียอีก เพราะถือเป็นการยืนยันว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้อง สิ่งที่ประทับใจมากที่สุดคือศาลให้ความสำคัญกับการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ซึ่งตนมองว่าสิ่งนี้คือรากฐานของสังคมประชาธิปไตย หากกระบวนการยุติธรรมไม่ยืนยันในจุดนี้ สังคมก็จะอยู่ร่วมกันอย่างยากลำบาก
.
“
นอกเหนือจากความรู้สึกส่วนตัวแล้ว ถือเป็นการปลดล็อกคดีที่ยืดเยื้อมานานถึง 7 ปี การมีคดีอาญาติดตัวตลอด 7 ปี สร้างความกดดันและความเครียดมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเดินทางไปไหน หรือแม้แต่การต้องเดินทางมาศาล ชีวิตที่ควรจะเดินไปข้างหน้าต้องหยุดชะงักเพื่อรอสิ่งนี้ พอมีวันนี้ก็รู้สึกโล่งใจและหายใจได้ทั่วท้องมากขึ้น แต่ก็ยังต้องลุ้นว่าจะมีการฎีกาอีกหรือไม่ หวังว่าศาลจะไม่รับฎีกา เพื่อให้พวกเราได้ก้าวเดินต่อไปในการทำงานเสียที” น.ส.
พุทธณี กล่าว
.
นาย
ทิตศาสตร์ สุดแสน ทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) กล่าวว่า คดีนี้ในตอนแรกถูกฟ้องแยกมาเป็น 5 คดี ก่อนที่ศาลจะรวมการพิจารณาคดีเข้าด้วยกัน โดยศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษายกฟ้องไปเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว ในชั้นศาลชั้นต้นนั้น ศาลได้วินิจฉัยว่าการกระทำยังไม่เข้าองค์ประกอบความผิด เนื่องจากตัวจำเลยในการโพสต์ไม่มีข้อความหมิ่นประมาท และตัววิดีโอก็ห่างไกลจากการกระทำความผิด พอมาถึงศาลอุทธรณ์ในวันนี้ ศาลได้พิพากษายืนยกฟ้องตามศาลชั้นต้น พร้อมทั้งยืนยันเรื่องการขาดองค์ประกอบความผิด แต่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยเพิ่มเติมในประเด็นการรับรองการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ โดยระบุชัดเจนว่า การโพสต์ของจำเลยเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ เป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม และเป็นสิทธิที่ประชาชนสามารถกระทำได้ตามทำนองคลองธรรม ซึ่งถือเป็นหลักข้อยกเว้นความผิดตามกฎหมายอาญา
.
สำหรับแนวทางการต่อสู้คดีในชั้นศาลฎีกาหลังจากนี้ นาย
ทิตศาสตร์ กล่าวว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา คดีที่ไม่ได้ตัดสินจำคุก หรือมีโทษจำคุกไม่ถึง 5 ปี จะต้องห้ามฎีกา ดังนั้นทางจำเลยไม่มีสิทธิและไม่มีความจำเป็นต้องฎีกาอยู่แล้ว แต่หากฝ่ายโจทก์ต้องการจะยื่นฎีกา จะต้องทำคำร้องขออนุญาต โดยต้องให้ผู้พิพากษาที่นั่งบัลลังก์พิจารณาคดีนี้ เซ็นชื่อรับรองว่ามีเหตุอันควรที่จะได้รับการพิจารณาในชั้นฎีกาอย่างน้อย 1 คน จึงจะสามารถยื่นฎีกาได้ ซึ่งหากฝ่ายโจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกา ทางทีมทนายความก็พร้อมที่จะทำคำคัดค้านฎีกาเพื่อสู้คดีต่อไป.
.
.
ภูเก็ตอากาศแปรปรวน เสียงฟ้าร้องลั่นลมแรงก่อนฝนถล่มหนัก 3 อำเภอ ส่งผลให้หลายพื้นที่มีน้ำท่วมขัง
https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_10458719
.
ภูเก็ตเจอสภาพอากาศแปรปรวน มีเสียงฟ้าร้องและลมพัดแรง ก่อนมีฝนตกหนักต่อเนื่องครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอ ส่งผลให้หลายพื้นที่มีน้ำท่วมขังถนน
.
เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 2 พ.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานเกิดสภาพอากาศแปรปรวนในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต มีเสียงฟ้าร้องและลมพัดแรง ก่อนจะมีฝนตกหนักต่อเนื่องครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองภูเก็ต อำเภอกะทู้ และอำเภอถลาง ส่งผลให้หลายพื้นที่มีน้ำท่วมขังบนถนนและผิวการจราจร
.
โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอเมืองภูเก็ต อาทิ ถนนประชาอุทิศ 1 บริเวณตรงข้ามซูเปอร์ชีปสาขาย่อยพะเนียง หน้าร้านกองเงิน และบริเวณสามแยกปากซอยนาวารักษ์ ตำบลรัษฎา พบมีน้ำท่วมขังบนผิวถนน ขณะที่พื้นที่ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ บริเวณหน้าสถานบันเทิงไซม่อนคาบาเรต์ ถนนสิริราชย์ ก็ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก มีน้ำท่วมขังในพื้นที่เช่นกัน
.
นอกจากนี้ ยังมีรายงานน้ำป่าจากบริเวณเขา 50 ปี ไหลลงสู่ถนนนาใน ตำบลป่าตอง ส่งผลให้มีกระแสน้ำไหลผ่านถนน ทำให้การสัญจรของประชาชนและผู้ใช้รถใช้ถนนเป็นไปด้วยความยากลำบาก
.
ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเพิ่มความระมัดระวังในการเดินทาง โดยเฉพาะเส้นทางที่มีน้ำท่วมขังและบริเวณทางน้ำไหลผ่าน พร้อมหลีกเลี่ยงการขับขี่ผ่านกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
JJNY : 5in1 เท้งจวกเมินสภา│ยกฟ้อง 3 หญิงนักปกป้องสิทธิฯ│ภูเก็ตอากาศแปรปรวน│ปภ.ชวนเตรียมกระเป๋า│อีกแล้ว! แฮกเกอร์ป่วน
https://www.matichon.co.th/politics/news_5957737
.
เท้ง ย้ำ ‘ฝ่ายค้าน’ ให้ความสำคัญทุกกลไกตรวจสอบรัฐบาล ชี้ ม.152 เป็นอีกช่องทางที่ใช้ได้ จวกฝ่ายบริหารไม่ให้ความสำคัญเวทีสภา ต้องคอยประสานให้ ‘นายกฯ-ครม.’ จัดเวลามาตอบกระทู้ ทั้งที่ควรล็อกตารางทำหน้าที่อย่างน้อยทุกวันพฤหัสฯ
.
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 2 พฤศจิกายน ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการยื่นอภิปรายทั่วไปไม่ไว้วางใจแบบไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ว่า เป็นช่องทางหนึ่งที่พรรคฝ่ายค้านสามารถใช้กลไกในสภาได้ ส่วนตัวคิดว่าหัวใจสำคัญในเวลานี้คือรัฐบาลจะต้องเคารพและให้ความสำคัญกับกลไกของสภามากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเวทีการอภิปรายตามมาตรา 151 และมาตรา 152 หรือแม้แต่เวทีอื่น ๆ อาทิ การตอบคำถามของกรรมาธิการหรือการตอบกระทู้ในสภา ซึ่งจะเห็นพฤติกรรมและพฤติการณ์ของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และรัฐมนตรีเอง ที่อาจให้ความสำคัญกับเวทีสภาน้อยมาก หรือแทบจะไม่ให้ความสำคัญเลย
.
“จะเห็นว่าเวลานายกฯ เข้าสภาแทนที่จะไปอยู่บนบัลลังก์เพื่อตอบกระทู้ถาม แต่นายกฯ กลับใช้เวลาในสภาเพื่อเดินทักทาย ส.ส.ในห้องประชุม กลายเป็นว่าเข้าสภาแล้วก็ไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเอง หรือทำหน้าที่ฝ่ายบริหารที่ต้องรับผิดชอบต่อฝ่ายนิติบัญญัติ ดังนั้น ในส่วนนี้ผมมองว่าไม่ว่าจะยื่นอภิปรายตามมาตรา 152 หรือไม่ยื่น ก็ยืนยันว่าเป็นกลไกหนึ่งในบรรดากลไกที่ฝ่ายค้านสามารถใช้ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลได้” นายณัฐพงษ์ กล่าว
.
เมื่อถามถึง กรณีที่พรรคประชาธิปัตย์พุ่งเป้าการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 มากกว่ามาตรา 152 นั้น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับทุกเวทีและทุกช่องทาง ส่วนการแสดงความคิดเห็นจากฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ก็สามารถให้ความคิดเห็นได้ แต่สุดท้ายจะยื่นหรือไม่ยื่นอย่างไร ตนเห็นว่าต้องดูบริบทตามสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น และยืนยันว่าเวทีอภิปรายตามมาตรา 152 ก็เป็นอีกเวทีหนึ่งที่อาจใช้เป็นเวทีตรวจสอบได้เช่นเดียวกัน
.
เมื่อถามว่า ใครจะเป็นผู้ชี้ขาดว่าจะยื่นหรือไม่ยื่นญัตติอภิปรายตามมาตรา 152 นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ผมว่าเรื่องนี้บางทีอาจจะเป็นเรื่องของการเดินทางการเมืองด้วย อาจจะไม่ได้มาพูดได้อย่างชัดเจนในเวทีสาธารณะว่าอะไรจะเป็นหลักเกณฑ์ที่จะใช้ยื่นหรือไม่ยื่น
.
เมื่อถามถึง กรณีที่นายกรัฐมนตรีระบุว่า เมื่อมาที่สภาแล้วก็ไม่ถาม พอไม่มาก็จะถาม นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ความจริงแล้วเราใช้หลายโอกาสมากทั้งผ่านหน้าสือที่เรียนเชิญนายกฯ โดยตรง รวมถึงคณะรัฐมนตรีอื่น ๆ ด้วย และมีการประสานงานหลังบ้าน แทนที่ฝ่ายบริหารจะต้องล็อกตารางของตัวเองไว้ว่ามีหน้าที่ต้องมาตอบชี้แจงในสภาอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ ก็คือวันพฤหัสบดี กลายเป็นว่าตอนนี้เราต้องพยายามย้ำและเสนอไปว่าว่างตอนไหน เมื่อตั้งคำถามกระทู้ ก็ต้องทำหนังสือเชิญไปให้ตรงตามเวลาของคุณ ส่วนตัวเห็นว่าเป็นการทำงานที่ผิดฝาผิดตัวไปหน่อย
.
“อยากบอกทุกคนว่าถึงขนาดนี้แล้ว ขนาดเราเปิดให้นายกฯ พร้อมเมื่อไหร่ คณะรัฐมนตรีพร้อมเมื่อไหร่ แต่กลับยังไม่เห็นการทำหน้าที่ของตัวนายกฯ หรือตัวคณะรัฐมนตรีที่มีความรับผิดรับชอบต่อสภามากกว่านี้” นายณัฐพงษ์ กล่าว.
.
.
‘ศาลอุทธรณ์’ พิพากษายืนยกฟ้อง 3 ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ ‘อังคณา-ธนภรณ์-พุทธณี’ คดีแชร์โพสต์รณรงค์สิทธิแรงงาน
https://www.dailynews.co.th/news/6326255/
.
‘ศาลอุทธรณ์’ พิพากษายืนยกฟ้อง 3 ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ ‘อังคณา-ธนภรณ์-พุทธณี’ คดีเอกชนฟ้องหมิ่นประมาทปมแชร์โพสต์รณรงค์คุ้มครองสิทธิแรงงาน ระบุเป็นการแสดงความเห็นสุจริต ด้านจำเลยชี้เป็นชัยชนะแห่งเสรีภาพ-วอนยุติคดีฟ้องปิดปาก
.
เมื่อวันที่ 2 พ.ย. องค์กรโพรเทคชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล รายงานว่า ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีที่ บริษัทเอกชนด้านการเกษตรยื่นฟ้อง 3 ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ได้แก่ นางอังคณา นีละไพจิตร สว. น.ส.พุทธณี กางกั้น และ น.ส.ธนภรณ์ สาลีผล ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา โดยศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสามไม่มีความผิดและพ้นจากทุกข้อกล่าวหา คำตัดสินในคดีนี้ถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทยในการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออก และสกัดกั้นการใช้กฎหมายเพื่อสร้างภาระหรือกลั่นแกล้งประชาชน หรือ Anti-SLAPP โดยศาลอุทธรณ์เห็นพ้องตามศาลชั้นต้นว่า การที่จำเลยทั้งสามแชร์โพสต์รณรงค์สิทธิแรงงานข้ามชาตินั้น เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ไม่ได้กล่าวถึงบริษัทโจทก์โดยตรง และจำเลยไม่อาจคาดหมายได้ว่าจะมีผู้เข้าถึงวิดีโอที่มีเนื้อหาหมิ่นประมาทตามที่โจทก์กล่าวอ้างได้
.
นางอังคณา กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนในวันนี้ คดีนี้ส่วนตัวได้แสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ไม่ได้มีเจตนาที่จะไปหมิ่นประมาทใคร ที่ผ่านมาบริษัทดังกล่าวได้ฟ้องร้องนักปกป้องสิทธิมนุษยชน นักวิชาการ แรงงาน และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รวมกว่า 20 คน รวมประมาณ 37 คดี ซึ่งแม้เกือบทุกคดีศาลจะยกฟ้อง แต่โจทก์ก็จะอุทธรณ์และฎีกา ทำให้ผู้ที่ตกเป็นจำเลยเผชิญความยากลำบากในการดำเนินชีวิตโดยเฉพาะการทำงาน
.
นางอังคณา กล่าวอีกว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันนี้เน้นย้ำว่า คดีนี้ไม่เข้าองค์ประกอบฐานความผิด และจำเลยได้แสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ตามครองธรรม และเนื่องจากคดีนี้ดำเนินมายาวนานถึง 7 ปี สร้างความเสียหายให้แก่ตัวเองในฐานะจำเลยอย่างมาก โดยเฉพาะความเสียหายทางจิตใจ จึงหวังว่าศาลฎีกาจะไม่รับฎีกาของโจทก์ โดยขอให้ผู้พิพากษาในคดีไม่ลงนามรับฎีกาของโจทก์ และนำคำแนะนำของประธานศาลฎีกามาปฏิบัติเพื่อให้คดีถึงที่สุด และเพื่อคืนความเป็นธรรมให้ผู้เสียหาย หลายคนที่เป็นห่วงแสดงความดีใจ แต่ส่วนตัวไม่รู้สึกดีใจ เพราะเห็นว่าไม่สมควรถูกฟ้องแต่แรก เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีที่เข้าข่ายการฟ้องกลั่นแกล้งหรือฟ้องปิดปาก เพื่อปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตต่อสาธารณะเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน
.
ขณะที่ น.ส.ธนภรณ์ กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาลงรายละเอียดในประเด็นการปกป้องเสรีภาพในการแสดงออก โดยยืนยันว่าข้อความที่สื่อสารออกไปนั้นเป็นการติชมโดยสุจริต ซึ่งถือเป็นรายละเอียดที่สำคัญมาก การที่ศาลระบุชัดเจนว่าคดีนี้ไม่ได้เป็นการหมิ่นประมาท นับเป็นนิมิตหมายและสัญญาณที่ดีสำหรับคดีหมิ่นประมาทในลักษณะนี้ เพราะเป็นการยืนยันหลักการเสรีภาพในการแสดงออกและการติชมโดยสุจริตในประเด็นสาธารณะ
.
น.ส.ธนภรณ์ ยังกล่าวถึงปัญหาของการฟ้องปิดปาก (SLAPP) ในคดีนี้ว่า แม้ศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษายกฟ้องในวันนี้ แต่เชื่อว่าทางบริษัทโจทก์น่าจะยื่นฎีกาต่อไปอย่างแน่นอน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงลักษณะของการดำเนินคดีที่ต้องการเอาเรื่องให้ถึงที่สุดเพื่อสร้างภาระให้กับผู้ที่ออกมาแสดงความคิดเห็น แม้จะรู้สึกดีใจกับผลคำพิพากษา แต่ภาระในการต่อสู้คดียังคงไม่จบสิ้น
.
ด้าน น.ส.พุทธณี กล่าวว่า รู้สึกดีใจยิ่งกว่าตอนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเสียอีก เพราะถือเป็นการยืนยันว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้อง สิ่งที่ประทับใจมากที่สุดคือศาลให้ความสำคัญกับการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ซึ่งตนมองว่าสิ่งนี้คือรากฐานของสังคมประชาธิปไตย หากกระบวนการยุติธรรมไม่ยืนยันในจุดนี้ สังคมก็จะอยู่ร่วมกันอย่างยากลำบาก
.
“นอกเหนือจากความรู้สึกส่วนตัวแล้ว ถือเป็นการปลดล็อกคดีที่ยืดเยื้อมานานถึง 7 ปี การมีคดีอาญาติดตัวตลอด 7 ปี สร้างความกดดันและความเครียดมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเดินทางไปไหน หรือแม้แต่การต้องเดินทางมาศาล ชีวิตที่ควรจะเดินไปข้างหน้าต้องหยุดชะงักเพื่อรอสิ่งนี้ พอมีวันนี้ก็รู้สึกโล่งใจและหายใจได้ทั่วท้องมากขึ้น แต่ก็ยังต้องลุ้นว่าจะมีการฎีกาอีกหรือไม่ หวังว่าศาลจะไม่รับฎีกา เพื่อให้พวกเราได้ก้าวเดินต่อไปในการทำงานเสียที” น.ส.พุทธณี กล่าว
.
นายทิตศาสตร์ สุดแสน ทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) กล่าวว่า คดีนี้ในตอนแรกถูกฟ้องแยกมาเป็น 5 คดี ก่อนที่ศาลจะรวมการพิจารณาคดีเข้าด้วยกัน โดยศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษายกฟ้องไปเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว ในชั้นศาลชั้นต้นนั้น ศาลได้วินิจฉัยว่าการกระทำยังไม่เข้าองค์ประกอบความผิด เนื่องจากตัวจำเลยในการโพสต์ไม่มีข้อความหมิ่นประมาท และตัววิดีโอก็ห่างไกลจากการกระทำความผิด พอมาถึงศาลอุทธรณ์ในวันนี้ ศาลได้พิพากษายืนยกฟ้องตามศาลชั้นต้น พร้อมทั้งยืนยันเรื่องการขาดองค์ประกอบความผิด แต่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยเพิ่มเติมในประเด็นการรับรองการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ โดยระบุชัดเจนว่า การโพสต์ของจำเลยเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ เป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม และเป็นสิทธิที่ประชาชนสามารถกระทำได้ตามทำนองคลองธรรม ซึ่งถือเป็นหลักข้อยกเว้นความผิดตามกฎหมายอาญา
.
สำหรับแนวทางการต่อสู้คดีในชั้นศาลฎีกาหลังจากนี้ นายทิตศาสตร์ กล่าวว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา คดีที่ไม่ได้ตัดสินจำคุก หรือมีโทษจำคุกไม่ถึง 5 ปี จะต้องห้ามฎีกา ดังนั้นทางจำเลยไม่มีสิทธิและไม่มีความจำเป็นต้องฎีกาอยู่แล้ว แต่หากฝ่ายโจทก์ต้องการจะยื่นฎีกา จะต้องทำคำร้องขออนุญาต โดยต้องให้ผู้พิพากษาที่นั่งบัลลังก์พิจารณาคดีนี้ เซ็นชื่อรับรองว่ามีเหตุอันควรที่จะได้รับการพิจารณาในชั้นฎีกาอย่างน้อย 1 คน จึงจะสามารถยื่นฎีกาได้ ซึ่งหากฝ่ายโจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกา ทางทีมทนายความก็พร้อมที่จะทำคำคัดค้านฎีกาเพื่อสู้คดีต่อไป.
.
.
ภูเก็ตอากาศแปรปรวน เสียงฟ้าร้องลั่นลมแรงก่อนฝนถล่มหนัก 3 อำเภอ ส่งผลให้หลายพื้นที่มีน้ำท่วมขัง
https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_10458719
.
ภูเก็ตเจอสภาพอากาศแปรปรวน มีเสียงฟ้าร้องและลมพัดแรง ก่อนมีฝนตกหนักต่อเนื่องครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอ ส่งผลให้หลายพื้นที่มีน้ำท่วมขังถนน
.
เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 2 พ.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานเกิดสภาพอากาศแปรปรวนในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต มีเสียงฟ้าร้องและลมพัดแรง ก่อนจะมีฝนตกหนักต่อเนื่องครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองภูเก็ต อำเภอกะทู้ และอำเภอถลาง ส่งผลให้หลายพื้นที่มีน้ำท่วมขังบนถนนและผิวการจราจร
.
โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอเมืองภูเก็ต อาทิ ถนนประชาอุทิศ 1 บริเวณตรงข้ามซูเปอร์ชีปสาขาย่อยพะเนียง หน้าร้านกองเงิน และบริเวณสามแยกปากซอยนาวารักษ์ ตำบลรัษฎา พบมีน้ำท่วมขังบนผิวถนน ขณะที่พื้นที่ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ บริเวณหน้าสถานบันเทิงไซม่อนคาบาเรต์ ถนนสิริราชย์ ก็ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก มีน้ำท่วมขังในพื้นที่เช่นกัน
.
นอกจากนี้ ยังมีรายงานน้ำป่าจากบริเวณเขา 50 ปี ไหลลงสู่ถนนนาใน ตำบลป่าตอง ส่งผลให้มีกระแสน้ำไหลผ่านถนน ทำให้การสัญจรของประชาชนและผู้ใช้รถใช้ถนนเป็นไปด้วยความยากลำบาก
.
ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเพิ่มความระมัดระวังในการเดินทาง โดยเฉพาะเส้นทางที่มีน้ำท่วมขังและบริเวณทางน้ำไหลผ่าน พร้อมหลีกเลี่ยงการขับขี่ผ่านกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด