สวัสดีค่ะ อยากมาเล่าประสบการณ์การทำงานที่เป็นเรื่องค้างคาใจมานาน และอยากขอความคิดเห็นจากทุกคนว่า ถ้าเจอสถานการณ์แบบนี้ควรรับมือยังไงดีคะ
เราเป็นเด็กจบใหม่จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ และบริษัทแห่งนี้เป็นที่ทำงานแรกของเราค่ะ ตอนที่เข้าไปทำงาน ในแผนกมีผู้หญิงอยู่เพียง 2 คน คือเราและพี่ผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ซึ่งอายุห่างจากเราประมาณ 5 ปี
พี่เขาเป็นคนไม่ค่อยพูด แต่ก็พูดคุยเล่นกับพี่ ๆ คนอื่นในที่ทำงานได้ ส่วนเราเป็นคนชอบชวนคุย เข้าหาคนง่าย เลยพยายามชวนพี่เขาคุยอยู่เสมอ เช่น จบจากที่ไหน อายุเท่าไหร่ เป็นคนจังหวัดอะไร เราก็ชวนคุย ยิ้มให้ และถามตลอดว่ามีอะไรให้ช่วยไหม แม้พี่เขาจะตอบคำถาม แต่ก็ไม่ค่อยถามอะไรเรากลับค่ะ
ช่วงแรกพี่เขาไม่ค่อยสอนงานเรา จนหัวหน้าต้องตำหนิและบอกให้ช่วยสอนงานเราบ้าง สุดท้ายเราก็ต้องอาศัยการเข้าไปพูดคุยและขอความรู้จากคนอื่นในแผนก จึงค่อย ๆ ทำงานเป็นค่ะ
จุดเริ่มต้นของความรู้สึกไม่ดี
พอทำงานมาเกือบหนึ่งปี พี่เขาเริ่มมีพฤติกรรมที่ทำให้เรางง คือเวลาจะขอให้เราช่วยงาน บางครั้งกลับใช้วิธีพูดตะคอกใส่ เราไม่เข้าใจว่าทำไมต้องพูดกันแบบนั้น จึงเลือกไม่ช่วยในครั้งที่เขาพูดไม่ดี แต่ถ้าเขาพูดขอความช่วยเหลือกันตามปกติ เราก็ช่วยตลอดค่ะ
เท่าที่สังเกต พฤติกรรมแบบนี้เกิดขึ้นกับเราเป็นหลัก เราเลยรู้สึกสงสัยว่าเราทำอะไรให้เขาไม่พอใจหรือเปล่า
อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่ได้อยากมีปัญหากับใคร จึงพยายามทำตัวตามปกติ เจอกันก็ยังมีน้ำใจ เช่น เห็นเขาเดินอยู่ก็ชวนขึ้นรถไปด้วยกัน หรือไปส่งบริเวณที่ขึ้นรถเมล์ได้
หลังจากนั้นบรรยากาศระหว่างเราก็ดีขึ้น เราจึงคิดว่าอาจไม่มีอะไรแล้ว และลองชวนพี่เขามาทำโปรเจกต์ด้วยกัน เพราะในแผนกมีพวกเราสองคนเป็นหลัก ไม่นับหัวหน้าค่ะ
เหตุการณ์ที่ทำให้เราเสียความรู้สึกมาก
ก่อนถึงวันที่ต้องเสนอโปรเจกต์ เราเคยเล่าแนวคิดและรายละเอียดของโปรเจกต์ที่อยากทำให้พี่เขาฟังตามปกติ โดยไม่ได้คิดอะไร เพราะตั้งใจว่าจะทำร่วมกัน
พอถึงวันที่ต้องนำเสนอ พี่เขานั่งอยู่ด้านหน้าและได้เสนอเป็นคนแรก แต่สิ่งที่เขานำไปเสนอกลับเป็นโปรเจกต์ที่เราเคยเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้ค่ะ
ตอนนั้นเราหน้าชาและโกรธมาก เพราะเราเป็นคนชวนเขามาทำด้วยกันเอง แต่กลับรู้สึกเหมือนแนวคิดของเราถูกนำไปใช้โดยที่เราไม่ได้รับการกล่าวถึง
ตอนแรกเราคิดว่าจะเข้าไปคุยกับเขาตรง ๆ แต่พฤติกรรมของพี่เขาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนเราไม่รู้ว่าจะเริ่มพูดยังไง สุดท้ายจึงเลือกตีตัวออกห่าง และเคยเล่าเรื่องนี้ให้พี่บางคนในที่ทำงานฟัง บางคนก็รับฟัง บางคนก็ไม่ได้แสดงความเห็นอะไรค่ะ
เรื่องที่ทำให้เราเจ็บใจยิ่งกว่าเดิม
นอกจากเรื่องโปรเจกต์แล้ว ยังมีเรื่องการส่งต่องานที่ทำให้เรารู้สึกว่าไม่เป็นธรรมกับเรา
ครั้งแรก พี่เขาทำงานของตัวเองทันตามแผน แต่เมื่อถึงเวลาที่เราต้องรับช่วงงานต่อ กลับไม่ได้เคลียร์งานให้เรียบร้อย ทำให้เราต้องรับช่วงงานในสภาพที่ไม่พร้อม
ครั้งที่สอง พี่เขาทำงานทันตามแผนอีกเช่นกัน แต่พอถึงเวลาที่เราจะเข้าไปรับช่วงงาน กลับไปทำงานส่วนตัวอย่างอื่นต่อเป็นเวลานานกว่า 5 ชั่วโมง จนงานที่ต้องส่งต่อไม่ทันตามกำหนด
สุดท้ายเราเป็นคนถูกหัวหน้าตำหนิว่า ทำไมถึงไม่ช่วยพี่เขา ทั้งที่ในมุมของเรา เรากำลังรอรับช่วงงานตามหน้าที่ แต่กลับไม่ได้รับการส่งต่องานตามเวลาที่ควรจะเป็น
สิ่งที่ทำให้เราอึดอัดคือ พี่เขาดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และไม่ได้แสดงออกว่าตัวเองมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาที่เกิดขึ้น เราจึงกลายเป็นคนที่ต้องรับคำตำหนิแทน
เราเข้าใจว่าการทำงานต้องช่วยเหลือกัน และไม่เคยมีปัญหากับการช่วยเพื่อนร่วมงานเลย ถ้าอีกฝ่ายพูดคุยกันดี ๆ และทำงานร่วมกันอย่างเป็นธรรม เราก็ยินดีช่วยเสมอ
แต่พอเจอเหตุการณ์หลายครั้งต่อเนื่องกัน ทั้งการพูดจาไม่ดี การนำแนวคิดที่เราเคยเล่าไปเสนอ และการส่งต่องานที่ทำให้เรากลายเป็นฝ่ายถูกตำหนิ มันก็ทำให้เรารู้สึกเสียความเชื่อใจในตัวพี่เขามากค่ะ
อยากขอความคิดเห็นจากทุกคนค่ะ
1. ทุกคนคิดว่าพฤติกรรมของพี่เขาเกิดจากอะไรได้บ้าง หรือเราอาจมองสถานการณ์บางอย่างผิดไปหรือเปล่า?
2. ถ้าเป็นเรื่องโปรเจกต์ที่เราเคยเล่าแนวคิดให้ฟังก่อน แล้วอีกฝ่ายนำไปเสนอ เราควรจัดการเรื่องนี้อย่างไร?
3. ในกรณีที่งานส่งต่อไม่เรียบร้อย แต่เรากลับเป็นคนถูกตำหนิ เราควรปกป้องตัวเองและสื่อสารกับหัวหน้าอย่างไรให้เป็นมืออาชีพ?
4. ถ้าต้องทำงานร่วมกับคนลักษณะนี้ต่อไป ทุกคนจะวางตัวอย่างไรคะ?
เราไม่ได้ต้องการให้ใครเข้าข้าง แต่อยากฟังมุมมองจากคนที่มีประสบการณ์ทำงานมากกว่า เพราะตอนนี้ยังรู้สึกเจ็บใจและค้างคากับเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ค่ะ
ขอบคุณทุกคนที่อ่านจนจบนะคะ
เจอเพื่อนร่วมงานแบบนี้ควรรับมือยังไงคะ ทั้งไม่สอนงาน เอาไอเดียเราไปเสนอ และสุดท้ายเรากลับเป็นคนโดนตำหนิ
เราเป็นเด็กจบใหม่จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ และบริษัทแห่งนี้เป็นที่ทำงานแรกของเราค่ะ ตอนที่เข้าไปทำงาน ในแผนกมีผู้หญิงอยู่เพียง 2 คน คือเราและพี่ผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ซึ่งอายุห่างจากเราประมาณ 5 ปี
พี่เขาเป็นคนไม่ค่อยพูด แต่ก็พูดคุยเล่นกับพี่ ๆ คนอื่นในที่ทำงานได้ ส่วนเราเป็นคนชอบชวนคุย เข้าหาคนง่าย เลยพยายามชวนพี่เขาคุยอยู่เสมอ เช่น จบจากที่ไหน อายุเท่าไหร่ เป็นคนจังหวัดอะไร เราก็ชวนคุย ยิ้มให้ และถามตลอดว่ามีอะไรให้ช่วยไหม แม้พี่เขาจะตอบคำถาม แต่ก็ไม่ค่อยถามอะไรเรากลับค่ะ
ช่วงแรกพี่เขาไม่ค่อยสอนงานเรา จนหัวหน้าต้องตำหนิและบอกให้ช่วยสอนงานเราบ้าง สุดท้ายเราก็ต้องอาศัยการเข้าไปพูดคุยและขอความรู้จากคนอื่นในแผนก จึงค่อย ๆ ทำงานเป็นค่ะ
จุดเริ่มต้นของความรู้สึกไม่ดี
พอทำงานมาเกือบหนึ่งปี พี่เขาเริ่มมีพฤติกรรมที่ทำให้เรางง คือเวลาจะขอให้เราช่วยงาน บางครั้งกลับใช้วิธีพูดตะคอกใส่ เราไม่เข้าใจว่าทำไมต้องพูดกันแบบนั้น จึงเลือกไม่ช่วยในครั้งที่เขาพูดไม่ดี แต่ถ้าเขาพูดขอความช่วยเหลือกันตามปกติ เราก็ช่วยตลอดค่ะ
เท่าที่สังเกต พฤติกรรมแบบนี้เกิดขึ้นกับเราเป็นหลัก เราเลยรู้สึกสงสัยว่าเราทำอะไรให้เขาไม่พอใจหรือเปล่า
อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่ได้อยากมีปัญหากับใคร จึงพยายามทำตัวตามปกติ เจอกันก็ยังมีน้ำใจ เช่น เห็นเขาเดินอยู่ก็ชวนขึ้นรถไปด้วยกัน หรือไปส่งบริเวณที่ขึ้นรถเมล์ได้
หลังจากนั้นบรรยากาศระหว่างเราก็ดีขึ้น เราจึงคิดว่าอาจไม่มีอะไรแล้ว และลองชวนพี่เขามาทำโปรเจกต์ด้วยกัน เพราะในแผนกมีพวกเราสองคนเป็นหลัก ไม่นับหัวหน้าค่ะ
เหตุการณ์ที่ทำให้เราเสียความรู้สึกมาก
ก่อนถึงวันที่ต้องเสนอโปรเจกต์ เราเคยเล่าแนวคิดและรายละเอียดของโปรเจกต์ที่อยากทำให้พี่เขาฟังตามปกติ โดยไม่ได้คิดอะไร เพราะตั้งใจว่าจะทำร่วมกัน
พอถึงวันที่ต้องนำเสนอ พี่เขานั่งอยู่ด้านหน้าและได้เสนอเป็นคนแรก แต่สิ่งที่เขานำไปเสนอกลับเป็นโปรเจกต์ที่เราเคยเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้ค่ะ
ตอนนั้นเราหน้าชาและโกรธมาก เพราะเราเป็นคนชวนเขามาทำด้วยกันเอง แต่กลับรู้สึกเหมือนแนวคิดของเราถูกนำไปใช้โดยที่เราไม่ได้รับการกล่าวถึง
ตอนแรกเราคิดว่าจะเข้าไปคุยกับเขาตรง ๆ แต่พฤติกรรมของพี่เขาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนเราไม่รู้ว่าจะเริ่มพูดยังไง สุดท้ายจึงเลือกตีตัวออกห่าง และเคยเล่าเรื่องนี้ให้พี่บางคนในที่ทำงานฟัง บางคนก็รับฟัง บางคนก็ไม่ได้แสดงความเห็นอะไรค่ะ
เรื่องที่ทำให้เราเจ็บใจยิ่งกว่าเดิม
นอกจากเรื่องโปรเจกต์แล้ว ยังมีเรื่องการส่งต่องานที่ทำให้เรารู้สึกว่าไม่เป็นธรรมกับเรา
ครั้งแรก พี่เขาทำงานของตัวเองทันตามแผน แต่เมื่อถึงเวลาที่เราต้องรับช่วงงานต่อ กลับไม่ได้เคลียร์งานให้เรียบร้อย ทำให้เราต้องรับช่วงงานในสภาพที่ไม่พร้อม
ครั้งที่สอง พี่เขาทำงานทันตามแผนอีกเช่นกัน แต่พอถึงเวลาที่เราจะเข้าไปรับช่วงงาน กลับไปทำงานส่วนตัวอย่างอื่นต่อเป็นเวลานานกว่า 5 ชั่วโมง จนงานที่ต้องส่งต่อไม่ทันตามกำหนด
สุดท้ายเราเป็นคนถูกหัวหน้าตำหนิว่า ทำไมถึงไม่ช่วยพี่เขา ทั้งที่ในมุมของเรา เรากำลังรอรับช่วงงานตามหน้าที่ แต่กลับไม่ได้รับการส่งต่องานตามเวลาที่ควรจะเป็น
สิ่งที่ทำให้เราอึดอัดคือ พี่เขาดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และไม่ได้แสดงออกว่าตัวเองมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาที่เกิดขึ้น เราจึงกลายเป็นคนที่ต้องรับคำตำหนิแทน
เราเข้าใจว่าการทำงานต้องช่วยเหลือกัน และไม่เคยมีปัญหากับการช่วยเพื่อนร่วมงานเลย ถ้าอีกฝ่ายพูดคุยกันดี ๆ และทำงานร่วมกันอย่างเป็นธรรม เราก็ยินดีช่วยเสมอ
แต่พอเจอเหตุการณ์หลายครั้งต่อเนื่องกัน ทั้งการพูดจาไม่ดี การนำแนวคิดที่เราเคยเล่าไปเสนอ และการส่งต่องานที่ทำให้เรากลายเป็นฝ่ายถูกตำหนิ มันก็ทำให้เรารู้สึกเสียความเชื่อใจในตัวพี่เขามากค่ะ
อยากขอความคิดเห็นจากทุกคนค่ะ
1. ทุกคนคิดว่าพฤติกรรมของพี่เขาเกิดจากอะไรได้บ้าง หรือเราอาจมองสถานการณ์บางอย่างผิดไปหรือเปล่า?
2. ถ้าเป็นเรื่องโปรเจกต์ที่เราเคยเล่าแนวคิดให้ฟังก่อน แล้วอีกฝ่ายนำไปเสนอ เราควรจัดการเรื่องนี้อย่างไร?
3. ในกรณีที่งานส่งต่อไม่เรียบร้อย แต่เรากลับเป็นคนถูกตำหนิ เราควรปกป้องตัวเองและสื่อสารกับหัวหน้าอย่างไรให้เป็นมืออาชีพ?
4. ถ้าต้องทำงานร่วมกับคนลักษณะนี้ต่อไป ทุกคนจะวางตัวอย่างไรคะ?
เราไม่ได้ต้องการให้ใครเข้าข้าง แต่อยากฟังมุมมองจากคนที่มีประสบการณ์ทำงานมากกว่า เพราะตอนนี้ยังรู้สึกเจ็บใจและค้างคากับเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ค่ะ
ขอบคุณทุกคนที่อ่านจนจบนะคะ