คิดถึง "เหล็กเต่ากอ"

คิดถึง "เหล็กเต่ากอ"

ไหว้พระจันทร์ปีนี้ไม่ได้กิน "เหล็กเต่ากอ" ของมาม้า (คุณแม่บุญธรรม)  รู้สึกเข้าไม่ถึงวันอันแสนพิเศษที่จะต้องมี "เหล็กเต่ากอ" อร่อยๆ ไว้เคียงข้าง
ถ้วยน้ำชาเหมือนทุกปี

การทำขนมแบบดั้งเดิมไม่ได้ใช้เวลาเป็นชั่วโมง แต่เตรียมกันเป็นอาทิตย์เลยทีเดียว คนรุ่นเราไม่มีความอดทนเท่ารุ่นพ่อรุ่นแม่ ปีนี้มาม้า 80 แล้ว
ผ่าเข่าแล้วหนึ่งข้าง ยืนนานไม่ได้  แต่ใจน่ะเกินร้อย

เวลาพูด "เหล็กเต่ากอ" ทีไร มักจะมีประโยคนี้ออกมาจากปากมาม้าทุกที

"นัน..มาม้าอยากทำต่อนะ เสียดาย..มาม้าเสียดายเพราะสมัยนี้ไม่มีใครทำแบบเราแล้ว ถั่วถ้าไม่ตากเองทำเองก็ไม่อร่อย นันก็รู้นี่"  

แม่นันน่ะอดเสียดายไม่น้อยไปกว่ามาม้าเลย เพราะเหล็กเต่ากอถือเป็นสุดยอดขนมแต้จิ๋วโบราณ ที่มีขั้นตอนการทำที่ละเอียดอ่อน ต้องอาศัยทักษะ
และความใจเย็น

สมัยแม่นันยังทำ "เหล็กเต่ากอ" ไม่เป็น  ได้เคยเข้าไปช่วยเป็นลูกมือมาม้าอยู่ปีหนึ่งค่ะ ตื่นเต้นมาก จนอยากเล่าถึงบรรยากาศในวันนั้นให้ฟัง
...............................................
ย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน....

"มาม้า...หนูอยากไปช่วยมาม้าทำขนมไหว้พระจันทร์ นันอยากเห็น อยากทำ อยากเก็บภาพมาเขียนบันทึกเก็บไว้" แม่นันโทรหามาม้า

"ว่างเหรอ อยากมาก็มาสิ ปีนี้อาจจะทำเป็นปีสุดท้ายแล้วนะ ถ้าว่างพรุ่งนี้ก็มาแต่เช้านะเพราะต้องไปทำที่บ้านอากู๋" มาม้าบอก

โห..แม่นันตื่นเต้นดีใจที่จะได้เห็นกระบวนการทำขนมเหล็กเต่ากอซะที ทำเอานอนไม่หลับเลยค่ะ

นั่งบีทีเอสลงสถานีตากสิน ข้ามมาเป็นตึกแถวย่านคนจีนตลอดแนว มาถึงบ้านอากู๋ (น้องชายมาม้า) แค่เห็นโต๊ะสีแดงตัวใหญ่วางอยู่กลางบ้านมีวัตถุดิบ
เตรียมทำขนมอยู่ ทำเอาแม่นันตกตะลึง เก็บความอยากรู้อยากเห็นไว้  ตอนแรกก็เกร็งๆ เกรงใจว่าเราจะมาถ่วงให้งานเค้าเสร็จช้าลงรึเปล่า แต่ปรากฎว่า
ทุกคน รวมทั้งอากู๋ อากิ๋ม ให้ความเป็นกันเองจนกลายเป็นสนิทสนมไปค่ะ ต้องขอบคุณครอบครัวที่น่ารักนี้มาก

มาม้าเล่าว่า "เหล็กเต่ากอ"  เป็นอาชีพที่ทำสืบทอดกันมาตั้งแต่รุ่นอากงอาม่าของเด็กๆ ครอบครัวมาม้าทำขนมชนิดนี้กันมาเกือบห้าสิบปีแล้ว
ตั้งแต่ลูกสาวคนโต, อาเปียซิมมีอายุได้เพิยงสามเดือน เล่าถึงตอนนี้ ลูกสาว (อาเปียซิม) ก็เล่าต่อว่า "หนูโตมาก็เห็นเค้าทำกันแล้วค่ะพี่นัน"
"หนูถึงทำได้นี่ไง"  มาม้ากับลูกสาวทั้งสองรวมทั้งอากู๋ผลัดกันเล่าถึงกรรมวิธีที่ซับซ้อนให้แม่นันฟัง

"พี่นันรู้มั้ย อาทิตย์นี้ที่เรามาทำกันเนี่ย คือขั้นตอนสุดท้ายที่ง่ายที่สุด แบ่งทำเท่าที่ไหวต่อวัน  ไม่งั้นวันรุ่งขึ้นจะล้าไม่มีแรงทำต่อ"


"แป้งถั่วเขียวที่พวกเรายืนบดกันเนี่ย เราเตรียมต้มถั่ว เตรียมตากแดดกันเป็นอาทิตย์ตั้งแต่ซัมเมอร์ที่แล้วนะคะ ใส่กระจาดวางเรียงบนพื้นดาดฟ้าชั้นบน
ตลอดแนว ตากเป็นแถวเลยค่ะ แดดหมดก็เก็บเข้า แดดมาก็เอาออก สลับไปมาอย่างนี้ เมื่อผ่านกรรมวิธีผสมและบดด้วยเครื่องเสร็จ ก็ต้องนำมาบด
ด้วยมือต่อ โดยการใช้ขวดบด บดครั้งเดียวก็ไม่ละเอียดพอนะคะ ต้องบดกันสามสี่รอบค่ะ ยืนกันจนขาแข็งล่ะค่ะ"

"พี่นันช่วยบดได้นะคะ" น้องสาวใจถึงไม่กลัวพี่นันทำพัง

"พี่นันลองมองพวกหนูทำก่อน เดี๋ยวพี่นันก็ทำเป็น บดเสร็จแล้วก็ต้องร่อนต่อนะคะ ถึงจะมาใส่ลงในแม่พิมพ์ได้"   

โห..นี่ขนาดวันนี้เป็นขั้นตอนสุดท้ายที่ง่ายที่สุดแล้วนะ แม่นันคิดในใจ  อร่อยตอนใส่ปาก เพิ่งเห็นกับตาว่ากว่าจะได้กินขนมอร่อยนี่คนทำเหนื่อยขนาดไหน มิน่ามาม้าถึงบอกว่าอาจจะทำเป็นปีสุดท้ายแล้ว!!!!

"แล้วหม้อที่อยู่ใต้โต๊ะนี่ล่ะคะ น้ำตาลเหรอคะ" แม่นันถาม

"ใช่ค่ะพี่ น้ำตาลนี่ต้องเคี่ยวจนเนียนอย่างนี้เลยค่ะแล้วค่อยมาผสม อากู๋เคยเคี่ยวคนเดียวเก้าสิบกิโลเลยค่ะ"  เล่าพลางก็โกยแป้งที่บดแล้วใส่ชาม
มาเทบนตะแกรง แล้วมาม้าก็ทำให้แม่นันดูว่าร่อนยังไง

"นี่..ทำอย่างนี้นะ"  ว่าแล้วมาม้าก็ใช้ฝ่ามือค่อยๆถูให้ถั่วที่บดแล้วร่อนผ่านตะแกรงลงไปในกะละมังกลมใหญ่อีกที  

เย๊..แม่นันมีส่วนในการช่วยทำขนมไหว้พระจันทร์แล้ว...

"มาม้า ไส้ทุเรียนนี่ก็ทำเองเหรอคะ" แม่นันเหลือบไปเห็นน้องแขก (สาวใช้บ้านลูกสาวคนเล็กของมาม้า) กำลังนั่งเลือกอะไรออกจากเนื้อทุเรียนกวน

"เปล่า..ไม่ได้ทำเอง โอยทำเองเหนื่อยตาย ทุเรียนกวนนี่เราซื้อเค้า แต่ต้องเลือกเจ้าอร่อย เนื้อสีสวยๆ ไม่ดำ ที่เห็นแขกทำอยู่นี่ เราต้องค่อยๆหยิบเอาเนื้อทุเรียนที่เป็นไตเล็กๆออกก่อน ไม่งั้นเวลาผสมในเนื้อถั่วแล้วจะไม่เนียนลิ้น และไม่อร่อย"

พูดถึงตอนนี้ เปียซิมก็อธิบายต่อว่า
"พี่นันเคยเห็นมาม้าทำเผือกกวนใช่มะ เผือกกวนถ้าจะให้อร่อยต้องกวนจนเนียนไม่มีก้อนที่เป็นไตเล็กๆ ผสมอยู่ ถ้าเห็นต้องคอยหยิบออก  
ทุเรียนก็เหมือนกันค่ะ ต้องค่อยๆ เลือกที่เป็นไตออก"  แม่นันเห็นน้องแขกจองที่หน้าทีวีเพื่อทำหน้าที่นี้โ่ดยเฉพาะ ช่างแบ่งหน้าที่กันได้ลงตัวเหลือเกิน
"มา มา นันมาช่วยมาม้าเคาะแม่พิมพ์ออกแล้วเรียงลงกระจาดเตรียมนึ่งให้หน่อย" มาม้าบอกพลางค่อยๆ ตะล่อมแป้งถั่วเขียวใส่แม่พิมพ์อย่างเบามือ  
ทั้งแบบไม่มีไส้ และตามด้วยแบบมีไส้ทุเรียน ส่วนดำๆที่เห็นคือไส้งาดำที่กวนเอง แม่นันชอบไ้ส้นี้มากกกก  

"การใส่ลงแม่พิมพ์ก็มีเทคนิคนะนัน จะใช้แม่พิมพ์กดลงไปบนเนื้อแป้งเลยก็ไม่ได้นะ มันจะอัดแน่นไปใช้ไ่ม่ได้ ทุกขั้นตอนต้องใส่ใจทำ ขนมถึงจะออกมาอร่อยและมีคุณภาพ ลูกค้าที่นี่เป็นลูกค้าเก่าทั้งนั้น จองกันล่วงหน้าเป็นเดือนๆ มาซื้อกันตอนนี้ไม่มีให้นะคะ หมดแล้วค่ะ

ระหว่างที่พวกเราทำกัน จะมีคนมากหน้าหลายตาเดินผ่านมาแล้วก็หยุดมองด้วยความสนใจ บางคนพอรู้ว่าทำขนมไหว้พระจันทร์ก็จะขอซื้อ แต่เราไม่มีให้ค่ะ  

"ถูกจองหมดแล้วค่ะ"

"ว้า..เสียดายจัง" ลูกค้าบ่น
เมื่อเคาะออกจากแม่พิมพ์ได้ครบทุกถาดแล้ว อากู๋ก็จะเป็นคนนำถาดไปวางเรียงซ้อนลงในหม้อนึ่ง นึ่งอีกประมาณครึ่งชั่วโมงเห็นจะได้ จากนั้นเมื่อขนมเย็นลงอากิ๋มก็จะค่อยๆเรียงใส่กล่องกระดาษเพื่อรอลูกค้ามารับไป  แม่นันเห็นลูกค้าที่จองไว้ต่างพากันมารับขนมด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ทักทายกับมาม้าและครอบครัวเสมือนเพื่อนเก่าแก่

แม่นันเก็บภาพพร้อมนำเรื่องราวมาแบ่งปันเท่าที่จำได้ค่ะ อาจจะตกหล่นหรือเล่าผิดไปบ้างต้องขออภัยด้วยนะคะ  

"มาม้าจะทำเป็นปีสุดท้ายจริงๆเหรอ " แม่นันถาม

"จริงสิ มาม้าไม่ไหวแล้ว อากู๋ก็ไม่ไหว เหนื่อยมากกกก" แต่แม่นันแอบเห็นสองพี่น้องเค้ามีคอมมิตเม้นต์กันว่าจะสานต่อ คงไม่อยากให้สุญไป  
แม่นันก็ไม่อยากให้สูญไปค่ะ  แต่กาลเวลาก็มักจะหอบสรรพสิ่งไปด้วยเสมอ จริงมั้ยคะ

ต่อไปอาจจะไม่ได้กิน "เหล็กเต่ากอ" ของมาม้าแล้ว
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่