JJNY : เท้งลุยยื่นป.ป.ช.ฟันกกต.│“ศิริกัญญา”ซัดล้มเหลวทุกมิติ แจกเงิน│พรชัยจี้เคารพ 21 ล.เสียง│ชาวบ้านค้านสำรวจแร่โปแตช

เท้ง ลุยยื่น ป.ป.ช. ฟัน กกต. สัปดาห์นี้ ล็อกเป้าซักฟอกรัฐบาล ต.ค.-พ.ย.
https://www.matichon.co.th/politics/news_5898045
.

.
เท้ง ลั่นลุยยื่น ป.ป.ช. ฟ้อง กกต. ปมฮั้วส.ว. ไม่เกินศุกร์นี้ เผยล็อกคิวซักฟอก ต.ค.-พ.ย.
.
เมื่อเวลา 10.20 น. วันที่ 21 กันยายน ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าไทม์ไลน์คดีฮั้ว ส.ว. จะเดินหน้าอย่างไรต่อ ว่า พรรคประชาชนเราเดินหน้าตามกฎหมายที่ถูกต้องในการพยายามเอาผิด คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องที่เราเชื่อว่ามีเหตุเบื้องหลัง ที่ไม่ได้ดำเนินการทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมาหรือใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งตอนนี้ทีมกฎหมายของพรรคประชาชนเตรียมคำร้องที่จะยื่นร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสร็จแล้วตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่อาจมีข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นระหว่างสัปดาห์ หรือมีข้อมูลหลักฐานพยานขึ้นใหม่ ทำให้เราต้องมีการปรับปรุงคำร้องให้รอบคอบรัดกุมมากยิ่งขึ้น
.
“ยืนยันว่าจริงๆ ตอนนี้พร้อมที่จะยื่นได้ทันทีน่าจะอยู่ภายในกรอบสัปดาห์นี้เช่นเดียวกัน แต่บางทีอาจมีเหตุการณ์เกิดขึ้นเฉพาะหน้าที่ทำให้เราต้องปรับปรุง หากไม่มีอะไรเพิ่มเติมตอนนี้ที่มองไว้คิดว่าไม่เกินวันศุกร์นี้ตัวผมเองจะเป็นคนที่ไปยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.โดยตรง” นายณัฐพงษ์กล่าว
.
เมื่อถามถึง ความคืบหน้าการยื่นซักฟอกเตรียมไปถึงไหนแล้ว นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ได้คุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านพรรคอื่นๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยืนยันว่าอยู่ในกรอบสมัยการประชุมนี้แน่นอน เชื่อว่าอยู่ภายในช่วงเดือนตุลาคมไม่เกินต้นเดือนพฤศจิกายนแน่นอน ที่ญัตติจะเข้าสู่สภา แต่ยังให้รายละเอียดได้ไม่มาก
เมื่อถามว่า เรื่องฮั้ว ส.ว.จะเป็นประเด็นหลักหรือเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ตอนนี้เห็นว่านายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าไม่มีความพยายามในการเตะสกัด หรือพยายามบล็อกไม่ให้นำเรื่องโกง ส.ว.มาอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็อยากให้ประธานรัฐสภายืนยันในหลักการเช่นนี้ต่อไป เพราะการอภิปรายในตัวคุณสมบัติพฤติกรรมที่มาจากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ของรัฐบาลโดยตรงแม้จะอยู่ในหรือนอกรัฐบาลชุดนี้นั้นเป็นสิ่งที่สามารถนำอภิปรายไม่ไว้วางใจได้
.

.
“ศิริกัญญา” ซัด ล้มเหลวทุกมิติ แจกเงิน “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” แค่เดือนละ 500 บาท
https://www.thairath.co.th/news/politic/2960989
.
“ศิริกัญญา” ซัด “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” ล้มเหลวทุกมิติ ชี้แจกเงินเดือนละ 500 บาท ไม่ช่วยลดค่าครองชีพ-ไม่กระตุ้นเศรษฐกิจ เตือนอย่าใช้เงินกู้ 2 แสนล้านบาท มาเป็นเครื่องมือสำหรับใช้กระตุ้นคะแนนนิยมของรัฐบาล
.
วันที่ 21 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา พรรคประชาชนแถลงผลการประชุม ครม.เงา ครั้งที่ 13 นำโดย นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้กล่าวถึงโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” ของรัฐบาล โดยชี้ว่าโครงการดังกล่าวล้มเหลวในทุกมิติ ทั้งในแง่การเยียวยาประชาชนและการกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลเพียงต้องการออกมาตรการนี้เพื่อเรียกคะแนนนิยมทางการเมืองที่กำลังตกต่ำเท่านั้น
.
นางสาวศิริกัญญากล่าวว่า จากข่าวที่ว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัสกำลังจะมีเฟส 2 ซึ่งจะเป็นการแจกเงิน 1,000 บาท ในระยะเวลา 2 เดือน หรือตกเพียงเดือนละ 500 บาทนั้น เรื่องนี้สอดคล้องกับข้อสงสัยที่ตนเคยตั้งคำถามไว้ก่อนหน้าว่า สรุปแล้วมีความจำเป็นหรือไม่ ที่ต้องโยกเงินก้อนซึ่งควรใช้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน มาใช้เพื่อการเยียวยาประชาชนแทน
.
เมื่อขนาดของโครงการถูกปรับให้เล็กลง จึงมีเม็ดเงินเหลือจากรอบแรกเพียงพอที่จะนำมาใช้ต่อในเฟส 2 แต่ปัญหาคือ โครงการนี้ยังคงยึดติดกับการเยียวยาในรูปแบบเดิมๆ ซึ่งบทเรียนที่ผ่านมาก็สะท้อนให้เห็นชัดเจนแล้วว่าล้มเหลวในทุกมิติ
.
หากมองในมุม “มาตรการเยียวยา” ตนมีข้อสงสัยว่าเหตุใดจึงต้องกำหนดเงื่อนไขให้ประชาชนร่วมจ่าย (Co-pay) อีก 40% เพราะหากตั้งใจจะเยียวยาจริง ก็ควรจ่ายเงินเต็มจำนวนเพื่อให้ความช่วยเหลือตกถึงมือประชาชนได้ทันที แต่ท้ายที่สุด โครงการนี้ก็ไม่ได้ช่วยลดค่าครองชีพอย่างแท้จริง เพราะราคาน้ำมันยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะไปซ้ำเติมภาระค่าครองชีพในระยะต่อไปอยู่ดี
.
ส่วนในมุมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ยิ่งเห็นได้ชัดว่าไม่ได้ผลักดันให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจแต่อย่างใด ตนจึงมองว่าเป้าหมายที่แท้จริงของรัฐบาลในการเข็นโครงการนี้ออกมา คือการกระตุ้นคะแนนนิยม เพื่อลดทอนกระแสวิพากษ์วิจารณ์และซื้อความสบายใจจากประชาชน
.
“เป้าหมายทางการเมืองของรัฐบาลก็ล้มเหลวเช่นกัน เพราะการแจกเงินเพิ่มเพียงเดือนละ 500 บาท เป็นเวลา 2 เดือน ไม่เพียงพอที่จะกอบกู้คะแนนนิยมที่กำลังตกต่ำในขณะนี้ได้ ดิฉันขอย้ำอีกครั้งว่า เงินกู้ 2 แสนล้านบาทก้อนนี้ต้องใช้เพื่อเยียวยาประชาชนอย่างตรงจุด ซึ่งยังมีคนอีกหลายกลุ่มที่ตกหล่นและไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างเฉพาะเจาะจง เช่น เกษตรกร ชาวประมง หรือภาคขนส่ง ที่โครงการช่วยเหลือเดิมเพิ่งสิ้นสุดลงไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา” นางสาวศิริกัญญากล่าว
.
นางสาวศิริกัญญากล่าวทิ้งท้ายว่า ขอย้ำเตือนรัฐบาลว่า เงินกู้คือเงินสำรองฉุกเฉินของประเทศที่มีไว้เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในยามวิกฤต ไม่ใช่เครื่องมือสำหรับใช้กระตุ้นคะแนนนิยมของรัฐบาล
.

.
พรชัย ยกเคสเลือกส.ว. แยกอำนาจกกต. จัดเลือกตั้ง-ตรวจสอบ จี้เคารพ 21 ล้านเสียง เร่งแก้รธน.
https://www.matichon.co.th/politics/news_5898210
.
‘ส.ว.พรชัย’ เสนอผ่าโครงสร้าง กกต. แยกอำนาจจัดเลือกตั้ง-ตรวจสอบ หวั่นเกิดข้อกังขาความขัดกันของบทบาท พร้อมเรียกร้องเร่งแก้รัฐธรรมนูญ
.
เมื่อวันที่ 21 กันยายน ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม พิจารณารับทราบรายงานการพิจารณา เรื่อง รายงานการศึกษาและข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนากระบวนการเลือกตั้งของไทยอย่างเสรีและเป็นธรรม ของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่พิจารณาเสร็จแล้ว
.
เวลา 10.50 น. นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ ส.ว. อภิปรายรายงานของ กมธ.พัฒนาการเมืองฯว่า ตนเห็นว่ารายงานฉบับนี้ละเอียดดีมาก แต่เมื่อเรามองโครงสร้างของ กกต.ในปัจจุบันเราจะพบปัญหาพื้นฐานคือ กกต.เป็นทั้งผู้จัดการเลือกตั้ง และในขณะเดียวกันก็มีอำนาจสืบสวน ไต่สวน วินิจฉัย รวมทั้งสั่งนับคะแนนใหม่ หรือเลือกตั้งใหม่เมื่อเห็นว่าการเลือกตั้งมีปัญหา ซึ่งนี่ไม่ใช่ข้อกล่าวหา แต่เป็นโครงสร้างอำนาจของ กกต. ตามกฎหมายปัจจุบัน เหมือนเราให้องค์กรเดียวเป็นทั้งผู้ปฏิบัติการ ตำรวจ และอัยการ ต่อให้คนทำงานสุจริตเพียงใด โครงสร้างลักษณะนี้ก็ย่อมทำให้เกิดคำถามเรื่องความขัดกันของบทบาท และหน้าที่ความรับผิดชอบ รายงานฉบับดังกล่าวมองเห็นปัญหาเดียวกันโดยเสนอชัดว่าให้แยกอำนาจการจัดการเลือกตั้งออกจากการตรวจสอบการเลือกตั้งเพื่อป้องกันการตรวจสอบการทำงานของตัวเอง
.
นายพรชัยกล่าวว่า การเลือก ส.ว.ปี 67 ทำให้เห็นความจำเป็นที่จะต้องทบทวนระบบ ล่าสุด กกต.พิจารณาสำนวนที่มีผู้ถูกร้อง 427 ราย และมีมติเมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา ให้ยื่นคำร้องต่อศาลและดำเนินคดีอาญาจำนวน 77 ราย โดยในจำนวนนี้เป็น ส.ว. 26 ราย ซึ่งตนขอย้ำว่าการส่งดำเนินคดียังไม่ใช่คำพิพากษาว่าบุคคลเหล่านั้นมีความผิด แต่สิ่งที่เราควรต้องถามคือถ้ากระบวนการหนึ่งนำไปสู่ข้อร้องเรียน การสอบสวน และข้อกังขาจำนวนมากขนาดนี้ เราจะปรับเพียงรายละเอียดปลีกย่อย หรือเราควรจะกลับไปตรวจสถาปัตยกรรมของระบบตั้งแต่ต้น
.
นายพรชัยกล่าวว่า ขอเสนอว่าเราควรชำแหละโครงสร้าง กกต.และประกอบใหม่ คือแยกอำนาจที่ถูกรวมกันแล้วออกแบบใหม่ว่าอำนาจใดควรจะอยู่กับใคร คนจัดเกมไม่ควรเป็นคนเดียวกับคนที่ตัดสินเกมของตัวเอง นอกจากนี้ เรื่องสำคัญที่สุดคือ กกต.มีเพียง 7 คน มีอำนาจตามกฎหมายอย่างสูงต่อกระบวนการทางการเมือง ทั้งอำนาจทางสืบสวน ไต่สวน สั่งนับใหม่ หรือเลือกตั้งใหม่ ยิ่งอำนาจมากความรับผิดชอบต่อประชาชนก็ต้องมากตามไปด้วย โดยรายงานฉบับนี้เสนอให้ฟื้นกลไกประชาชน 5 หมื่นคน เข้าชื่อเพื่อเริ่มกระบวนการถอดถอนองค์กรอิสระ ซึ่งตนคิดว่าหลักการนี้สำคัญมาก
.
“ขอเรียกร้องให้รัฐสภา รัฐบาล ช่วยเคารพ 21.6 ล้านเสียง ของประชาชนที่เห็นชอบให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยเร็ว และแก้ไขรายมาตราควบคู่ไป โดยเฉพาะมาตราเรื่องการเลือก ส.ว. และบทบาทของ กกต.” นายพรชัยกล่าว
.

.
ชาวบ้าน ยื่นหนังสือสส.-นายอำเภอ ค้านสำรวจแร่โปแตช หวั่นกระทบแหล่งน้ำ-เกษตรกรรม
https://www.matichon.co.th/region/news_5898297
.
ชาวบ้าน 3 ตำบลฮือต้าน ยื่นหนังสือสส.-นายอำเภอ ค้านสำรวจแร่โปแตช หวั่นกระทบแหล่งน้ำ-เกษตรกรรม
.
เมื่อวันที่ 21 กันยายน ที่ ที่ว่าการอำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ตัวแทนชาวบ้านจาก ตำบลพระกลางทุ่ง ตำบลธาตุพนมใต้ และตำบลฝั่งแดง รวมตัวกันยื่นหนังสือคัดค้านการสำรวจและขุดเจาะแร่โปแตชในพื้นที่ โดยระบุว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากมองว่าผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นมีมากกว่าประโยชน์ที่จะได้รับ
.
นายอดุลย์ ชีโว ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 14 บ้านเหล่ากกตาล ตำบลพระกลางทุ่ง กล่าวว่า เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ตัวแทนโครงการได้เชิญผู้นำชุมชนเข้าร่วมประชุมที่องค์การบริหารส่วนตำบลพระกลางทุ่ง เพื่อชี้แจงแผนการสำรวจแร่โปแตชในพื้นที่บ้านโคกสว่าง บ้านเหล่ากกตาล และบ้านดอนแดง อำเภอธาตุพนม
.
นายอดุลย์ กล่าวต่อว่า ชาวบ้านจาก 3 ตำบลในพื้นที่อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม กว่า 50 คน รวมตัวยื่นหนังสือคัดค้านการสำรวจและขุดเจาะแร่โปแตชต่อ สส.นครพนม และนายอำเภอธาตุพนม โดยแสดงความกังวลต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม แหล่งน้ำธรรมชาติ และพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งเป็นแหล่งทำมาหากินสำคัญของชุมชน
.
นายอดุลย์ กล่าวต่อว่า ในการประชุมดังกล่าว มีการเสนอว่า หากการขุดเจาะสำรวจไม่พบแร่ จะดำเนินการขุดบ่อบาดาลพร้อมติดตั้งระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ให้ชุมชน แต่หากพบแร่กลับไม่มีรายละเอียดหรือแนวทางดำเนินการที่ชัดเจน อีกทั้งผู้นำชุมชนยังไม่ได้ให้ความเห็นชอบ และยังไม่มีการจัดเวทีประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นทางการ ก่อนที่เรื่องจะเงียบหายไป
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่